ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
25/07/14 18:23:08

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
932,252 กระทู้ ใน 82,895 หัวข้อ โดย 13,768 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: olepower
* หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
:
ดูหุ้น  |  กระดานสนทนา  |  คุย คุ้ย หุ้น (ผู้ดูแล: Tungong, plamuek76)  |  หัวข้อ: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] ลงล่าง ส่งหัวข้อนี้ พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ  (อ่าน 3665 ครั้ง)

รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
JOI
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40


« เมื่อ: 01/02/13 22:17:00 »

ช่วยหน่อยนะครับว่าน่าเข้ารึยัง   ขอบคุณครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
มาม่าหมูน้ำตก
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,109


ลงทุนอย่างสุภาพมีมารยาทชาติตระกูลดี


« ตอบ #1 เมื่อ: 01/02/13 22:35:45 »

อ่าวพี่ JOI thaivi  มาทำไรดูหุ้น  Roll Eyes
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

แดงๆแบบนี้พี่ชอบบบบบ 


Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
poom0988(สำรอง)
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6


« ตอบ #2 เมื่อ: 01/02/13 23:26:48 »

ช่วยหน่อยนะครับว่าน่าเข้ารึยัง   ขอบคุณครับ


No, No
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
peddd
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,125



« ตอบ #3 เมื่อ: 01/02/13 23:46:25 »

ใน pantip เห็นมีคนโพส TNDT กำลังทำสามเหลี่ยมชายธง
แต่เค้าลากเส้นแปลกๆ ไม่เหมือนที่ผมเห็นในเวบสอนเรื่องการทำสามเหลี่ยม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

- ขอความกรุณา "งดปัญญาอ่อน" ในเวบ
- ตลาดหุ้นมันยุติธรรมตรงที่ว่า...คนฉลาดก็เสียเงินให้คนโง่ได้เหมือนกัน
- แมวไทย แมวฝรั่ง แมวป่วย แมวอ้วน ถ้ามันจับหนูได้ ... จบ
มีแต่คนเลี้ยงกำลังหาแมวมาเลี้ยงนี่แหละ
พวกนี้โง่ .สร้างปัญหาเยอะ ทำตัวรู้เยอะ รู้มาก

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
JOI
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40


« ตอบ #4 เมื่อ: 02/02/13 02:58:33 »

อ่าวพี่ JOI thaivi  มาทำไรดูหุ้น  Roll Eyes

555 ผมดูกร๊าฟไม่เก่ง มีเพื่อนเขาฝากถาม เห็นที่นี่เก่งๆหลายคนครับ  Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,418


« ตอบ #5 เมื่อ: 02/02/13 05:21:11 »

scp  p/bv = 2.66 รายได้หลักพันล้าน กำไรหลักร้อยล้าน
tndt p/bv = 2.59  รายได้ต่ำกว่าพันล้าน กำไรต่ำกว่าร้อยล้าน

bjc p/bv = 10.06 รายได้หลักหมื่นล้าน กำไรหลักพันล้าน
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,418


« ตอบ #6 เมื่อ: 02/02/13 07:35:11 »

องค์ประกอบหลักของงบการเงินนั้นประกอบด้วย (๑) งบดุล (๒) งบกำไรขาดทุน (๓) งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น และ(๔) งบกระแสเงินสด งบดุลนั้นแสดงฐานะการเงินของกิจการ งบกำไรขาดทุนแสดงผลการดำเนินงาน ส่วนที่เหลือนั้นเป็นงบที่แสดงรายการเปลี่ยนแปลงในส่วนของผู้ถือหุ้น และการเคลื่อนไหวของกระแสเงินสดของกิจการ


บทความนี้ ต้องการกระตุ้นให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจกับส่วนของผู้ถือหุ้นในงบดุล เผื่อว่าเวลาดูงบการเงินในคราวต่อไป น่าจะให้ความสำคัญและสนใจสังเกตรายการในส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งอาจจะทำให้พบประเด็นหรือข้อมูลที่น่าสนใจที่เราเคยมองข้ามมาก่อน


ส่วนประกอบสำคัญของ “ส่วนของผู้ถือหุ้น” นั้นประกอบด้วย (๑) ทุนเรือนหุ้น (๒) กำไรสะสม (หรือขาดทุนสะสม) (๓) ส่วนเกินทุน (ซึ่งอาจจะเป็นส่วนที่เกินกว่าทุนอันเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ เช่น เป็นส่วนเกินมูลค่าหุ้น ส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ หรือ ส่วนเกินทุนจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเงินลงทุน เป็นต้น) และ (๔) เงินปันผลจ่าย เป็นต้น


ทุนเรือนหุ้นของกิจการทั่วไปนั้น ได้แก่ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว ในงบการเงินจะมีข้อมูลเกี่ยวกับ ชนิดของหุ้น (ได้แก่ หุ้นสามัญ และหุ้นบุริมสิทธิ) จำนวนหุ้นที่ออกจำหน่าย (และชำระแล้ว) และราคาที่ตราไว้ต่อหุ้นที่บริษัทได้จดทะเบียนแจ้งไว้แก่กระทรวงพาณิชย์ตอนจัดตั้งบริษัท


ตัวอย่าง เช่น บริษัทออกหุ้นสามัญไว้จำนวน 10,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 100 บาท ทุนจดทะเบียนของบริษัทจะเท่ากับจำนวนเงิน 1 ล้านบาท


ส่วนผู้ถือหุ้นได้ชำระค่าหุ้นไว้แล้วเท่าไร นั่นคือ “ทุนชำระแล้ว” บริษัทต้องกำหนดว่าจะให้ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นไว้เป็นจำนวนเงินเท่าไร ตามตัวอย่างเดิม สมมติว่ากำหนดให้ชำระเต็มมูลค่าหุ้น แปลว่า ผู้ถือหุ้นแต่ละราย ต้องนำเงินมาชำระแก่บริษัท ตามสัดส่วนที่ตนเองถือหุ้นอยู่ หากบริษัทได้รับชำระมาแล้วทั้งหมด จึงจะสามารถระบุในงบการเงินว่า ทุนชำระแล้วเต็มมูลค่าหุ้น


มูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้น (มักเรียกกันว่า ราคาพาร์ หรือ Par Value) จะเท่ากับ ราคาต่อหุ้นที่จดทะเบียนไว้ ตามตัวอย่างคือ 100 บาท หากผู้ถือหุ้นถือหุ้นไว้ 100 หุ้น ก็เท่ากับต้องชำระเงินค่าหุ้น 10,000 บาท (100 หุ้น คูณราคาหุ้นละ 100 บาท) แต่ในหลายๆกรณี ราคาที่ผู้ถือหุ้นต้องชำระนั้นอาจไม่เท่ากับมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ เรียกโดยทั่วไปว่า ซื้อหุ้นสูงกว่าราคาพาร์ บริษัทจะได้รับเงินค่าหุ้นสูงกว่าราคาหุ้นที่บริษัทจดทะเบียนไว้ ส่วนที่เกินกว่ามูลค่าหุ้นนั้น บริษัทจะบันทึกไว้เป็น “ส่วนเกินมูลค่าหุ้น” ในทางตรงกันข้าม หากราคาหุ้นที่ออกจำหน่ายต่ำกว่าราคาพาร์ บริษัทจะต้องบันทึกส่วนต่างนั้นไว้เป็น “ส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้น” ส่วนเกินมูลค่าหุ้นจะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นมีมูลค่าสูงขึ้น และส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดต่ำลง


เมื่อบริษัทดำเนินการทางธุรกิจ มีผลการดำเนินงานเป็นผลกำไร ตอนปิดรอบบัญชี จะโอนผลกำไรนั้นปิดเข้าไปในบัญชี “กำไรสะสม” ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งใน “ส่วนของผู้ถือหุ้น” หากตรงกันข้าม ผลการดำเนินงานเป็นผล “ขาดทุน” จะโอนยอดขาดทุนมาลดยอดกำไรสะสมให้เหลือน้อยลง หากผลการดำเนินงานขาดทุนมากๆอย่างต่อเนื่อง ยอดกำไรสะสมจะถูกลดลงจนกลายเป็นยอด “ขาดทุนสะสม” หากมียอด “กำไรสะสม” จะส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นมีมูลค่าสูงขึ้น ในขณะที่หากมี “ขาดทุนสะสม” จะส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นมีมูลค่าต่ำลง ในกิจการที่มีผลการดำเนินงานย่ำแย่มากๆ ผลขาดทุนสะสมอาจมีมากจนเกินกว่าตัวเลขทุนของบริษัท ในกรณีเช่นนี้ยอด “ส่วนของผู้ถือหุ้น” จะแสดงตัวเลขติดลบ และในงบการเงินมักจะระบุไว้ว่า มียอด “ขาดทุนเกินทุน”


กรณีที่บริษัทมีผลการดำเนินงานกำไรอย่างต่อเนื่อง และมีมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ให้จ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น เมื่อประกาศจ่าย บริษัทจะบันทึก “เงินปันผลจ่าย” โดยเงินปันผลจ่ายจะเป็นยอดหักออกจากส่วนของผู้ถือหุ้น เสมือนหนึ่งนำยอดกำไรที่สะสมไว้ คืนแก่ผู้ถือหุ้น การจ่ายเงินปันผลมีรายละเอียดเพิ่มเติมคือ การกันสำรองตามกฎหมาย กล่าวคือ เมื่อบริษัทจะจ่ายเงินปันผล บริษัทต้องกันกำไรของบริษัทไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละห้า จนกว่าทุนสำรองนี้มีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของทุนจดทะเบียน โดยสำรองตามกฎหมายนี้ไม่สามารถนำไปจ่ายเป็นเงินปันผลได้


กรณีที่บริษัทมีรายการธุรกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น อาจมีการนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่เป็นตราสารหนี้หรือตราสารทุน ตัวอย่างการลงทุนในตราสารหนี้ ได้แก่ การที่บริษัทนำเงินไปซื้อหุ้นกู้ หรือ ตราสารที่มีการระบุระยะเวลาที่จะต้องถือไว้และวันที่ครบกำหนด เป็นต้น การลงทุนในตราสารทุนอาจอธิบายหรือเรียกง่ายๆว่า เป็นการลงทุนในหุ้นของบริษัทอื่น ทั้งสองกรณีนี้ บริษัทต้องประเมินและพิจารณามูลค่าตามบัญชีของเงินลงทุนนั้น เปรียบเทียบกับ มูลค่ายุติธรรม (หรือราคาตลาด)


ผลแตกต่างระหว่างราคาตามบัญชี (หรือราคาทุนที่บริษัทลงไป) กับมูลค่ายุติธรรมนั้น ในกรณีที่ถือว่าเงินลงทุนนั้นจัดประเภทเป็น “หลักทรัพย์เผื่อขาย” (ซึ่งมีเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ในเรื่อง เงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน) แล้ว บริษัทจะต้องรับรู้ การเปลี่ยนแปลงในราคา หรือ “ผลกำไรหรือขาดทุน” ไว้เป็น “กำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเงินลงทุน” โดยแสดงไว้ใน “ส่วนของผู้ถือหุ้น” รายการดังกล่าวจะทำให้ยอด “ส่วนของผู้ถือหุ้น.” สูงขึ้นหรือต่ำลง


บางบริษัทมีสินทรัพย์ถาวร ที่เรียกกันในทางบัญชีว่า “ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์” และเลือกใช้วิธีให้มีบริษัทผู้ประเมินราคาสินทรัพย์อิสระเข้ามาประเมินราคา ในกรณีเช่นนี้บริษัทอาจรับรู้ผลกำไรหรือขาดทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ถาวรจากผลต่างระหว่างราคาตามบัญชี และมูลค่ายุติธรรม (ซึ่งก็คือราคาตามที่ผู้ประเมินอิสระประเมินมูลค่าไว้) กำไรหรือขาดทุนนี้บริษัทจะต้องบันทึกเข้าเป็น “กำไรหรือขาดทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ถาวร” โดยแสดงไว้ใน “ส่วนของผู้ถือหุ้น” และเช่นเดียวกัน รายการนี้จะทำให้ยอด “ส่วนของผู้ถือหุ้น” สูงขึ้นหรือต่ำลง


“ส่วนของผู้ถือหุ้น” (Shareholders’ Equity) อาจเรียกว่า “ส่วนของเจ้าของ” (Owners’ Equity) หรือ “มูลค่าสุทธิตามบัญชี” (Net Worth) ในกรณีที่เรียกว่า Net Worth นั้น เป็นการมองส่วนของผู้ถือหุ้นว่า เป็นส่วนที่แตกต่างระหว่าง สินทรัพย์ และ หนี้สิน หรือคือ สินทรัพย์ ลบด้วย หนี้สิน นั่นเอง


ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นตัวอย่างสำคัญๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของ “ส่วนของผู้ถือหุ้น” ว่าเกิดขึ้นจากปัจจัย หรือรายการธุรกิจใดบ้าง การวิเคราะห์งบการเงินในส่วนนี้จะทำให้เราทราบว่า ส่วนของเจ้าของบริษัทนั้นมีมูลค่าสูงขึ้นหรือต่ำลงอย่างไรบ้าง ซึ่งต้องวิเคราะห์ให้ออกว่า การสูงขึ้นหรือต่ำลงดังกล่าวเกิดขึ้นจากรายการธุรกิจใด หรือเกิดขึ้นจากผลการดำเนินงานเป็นหลักใหญ่


ในงบการเงินสมัยใหม่ กฎหมายจะบังคับให้จัดทำ “งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น” ไว้ต่างหาก ซึ่งงบดังกล่าวนี้จะช่วยให้ผู้อ่านงบมองเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงในส่วนของผู้ถือหุ้นว่า เกิดจากรายการหรือกิจกรรมใดของกิจการ

ขอบคุณ คุณ วิโรจน์ เฉลิมรัตนา
 Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,418


« ตอบ #7 เมื่อ: 02/02/13 07:42:44 »

เทคนิคอ่านงบการเงิน: ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์


ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์ มือ1ด้านบัญชีที่เกี่ยวกับการลงทุน อธิบายให้ฟังสำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนบัญชีมาแต่อยากจะเข้าใจบัญชี งบการเงินจะต้องดูตรงไหน ยังไงเพื่อที่จะมาลงทุนในหุ้น ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างนักลงทุนภายนอกที่ไม่ได้มีโอกาสเข้าไปบริหารงาน อย่างน้อยก็มีอะไรมาบอกเราทุกๆไตรมาศว่าผลการดำเนินงาน / ฐานะการเงิน / บริษัทมีกระแสเงินสดเข้าออกในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นยังไงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจลงทุน
งบการเงินมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วนที่ต้องสนใจคือ
1. ผลการดำเนินงาน ก็คือ งบกำไร-ขาดทุน
2. ฐานะทางการเงิน ก็ดูที่ งบดุล
3. กระแสเงินสด ก็คือ งบกระแสเงินสด


แต่ส่วนใหญ่พอเอาเข้าจริง ๆ นักลงทุนไม่ค่อยสนใจงบดุลและงบกระแสเงินสด ทุกคนก็ดูแค่บรรทัดสุดท้ายของงบกำไร-ขาดทุนเท่านั้น
ที่พอเค้าบอกว่าปีนี้กำไรดีขึ้นก็แปลว่าบริษัทก็คงจะดีขึ้นไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วบางทีก็เป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นมาอย่างผิดปกติ
เช่นมีการไปจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการเพิ่มช่องทางในการกู้ยืมเงินดี ๆ นี่เอง คือแทนที่จะไปหาแบ็งค์
ซึ่งดอกเบี้ยก็สูงกว่าจะผ่านพิธีการทำเรื่องขอกู้จบก็นาน
เลยทำให้ระยะหลังช่วง 4 ปีที่ผ่านมาหลาย ๆ บริษัทพออยากขยายตัวก็ใช้วิธีนำเอาทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นสัญญาเช่า
หรือตัวอาคารและที่ดินขายเข้าสู่กองทุน แล้วก็ตั้งเงื่อนไขว่าเจ้าของเดิมจะเข้าไปถือหุ้น 30 %
แต่จริง ๆ แล้วก็เป็นที่รู้กันว่าไม่ได้เป็นการขายขาดในหลายๆสัญญาโดยทำการซ่อนเงื่อนไขว่าให้เจ้าของเดิมเป็นผู้เข้าไปบริหารทรัพย์สินที่ขายได้
บางทีก็ตกลงในสัญญาว่าทรัพย์สินที่ขายไปหากนำไปปล่อยให้เช่าแล้วได้ค่าเช่าต่ำกว่าที่ตกลงไว้ในสัญญา
ทางบริษัทผู้ขายจะชดใช้ส่วนต่างให้แต่หากปล่อยเช่าได้สูงกว่าในสัญญาส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นจะต้องจ่ายคืนให้กับบริษัทผู้ขาย
ซึ่งในทางบัญชีมองว่าไม่ใช่การขายขาดจริงๆ แถมพอปีที่ 10 ยังไปให้ put option แก่กองทุนที่รับซื้อไปว่าให้ขายคืนกลับมาบริษัทก็ได้
ทางบัญชีก็เลยบอกว่าไม่ให้ตัดสินทรัพย์ออกจากงบดุลแล้วห้ามบริษัทมาออกข่าวว่าจะมีกำไรก้อนใหญ่เข้าบริษัทมาในช่วงเวลานั้นๆ
เพราะในทางบัญชีบอกว่าไม่ได้เป็นการขายขาดจริง จากนั้นเป็นต้นมาทุกบริษัทก็เลยจบลงด้วยการอย่าทำให้ใครเค้าทราบแบบนี้ออกมาชัดเจน
เพราะหากว่าบริษัทไปเขียนอะไรชัดเจนจนเกินไป บัญชีก็จะตีว่าไม่ใช่การมีรายได้จาการขายขาดแต่เป็นการกู้ยืมเงินแทน
หลักเกณฑ์ในการเข้าไปอ่านงบการเงินเพื่อให้เข้าใจง่าย และนำไปใช้ประโยชน์ได้ต้องทำยังไง ?


วิธีอ่านงบกำไร-ขาดทุน ซึ่งเป็นงบที่แสดงถึงผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงเวลานั้น ๆ


ก่อนอื่นพอเราได้งบมาเราก็ต้องเข้าไปดูที่งบกำไร-ขาดทุนก่อน เพราะเป็นงบที่เข้าใจง่ายเราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่า กำไร คือ รายได้ลบด้วยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น


กำไร = รายได้ – ค่าใช้จ่าย


แต่ทีนี้กำไรเราจะดูแต่บรรทัดสุดท้ายอย่างเดียวไม่ได้ เพราะมันอาจจะมีกำไรบางอย่างที่มันอาจจะมาแค่หนเดียวในช่วงเวลานั้น
แต่มันอาจไม่เกิดซ้ำอีกก็ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องตรวจตราก่อนเป็นอย่างแรกว่ามีกำไรอะไรไหมที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ
เช่น เป็นกำไรที่เกิดจาการไถ่ถอนคืนหุ้นกู้ก่อนกำหนด ก็คือบริษัทบางแห่งไปออกหุ้นกู้ไว้
พออยู่ดีๆ ราคาในตลาดรองมันลดลง บริษัทก็เอาเงินที่เหลืออยู่ในบริษัทไปซื้อคืนกลับมาแล้วก็มีกำไรจากการไถ่คืนก้อนเบ้อเริ่ม
อย่างงี้เราก็ต้องตัดทิ้งทั้งหมด ซึ่งมันก็จะแสดงอยู่ในงบ ซึ่งเมื่อเราดูในงบกำไร-ขาดทุนบรรทัดบนสุดเลยจะเริ่มจากรายได้จากธุรกิจหลักคือ รายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ
ในบรรทัดที่ 2 เป็นรายได้จากส่วนที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก เช่น รายได้จากดอกเบี้ยรับ
หรือตัวอย่างเช่นในโรงพยาบาลก็จะเป็นรายได้จากการให้เช่าพื้นที่อันนี้ก็ไม่ใช่รายได้หลัก
พอบรรทัดที่ 3 เราก็จะเจอคำว่า กำไรจากการขายทรัพย์สิน หรือกำไรจากการขายเงินลงทุน หรือ กำไรจากการไถ่ถอนคืนหุ้นกู้ก่อนกำหนด
หรือกำไรจากการขายทรัพย์สินเข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในบรรทัดนี้นี่เองที่เราไม่ได้ให้น้ำหนักมาก
ว่าเป็นกำไรที่จะมาทำให้เรามาดูว่าบริษัทมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง
เพราะเราถือว่าไม่ใช่กำไรที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่มีข้อยกเว้นคือบางทีก็ต้องพิจารณาดูเหมือนกันว่าการขายนั้น
เป็นการขายทรัพย์สินเพื่อออกจากเส้นทางธุรกิจที่ตนเองไม่ชำนาญ
ซึ่งบางครั้งถือเป็นสิ่งที่ดี นั่นคือเราต้องไปหาสาเหตุเพิ่มเติมว่ากำไรครั้งนี้ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวนั้นเป็นกำไรที่อาจทำให้อนาคตของบริษัทเป็นยังไงต่อไปเหมือนกัน


ยกตัวอย่างกรณีของ CPALL ที่ขายโลตัสประเทศจีนซึ่งมีผลการดำเนินงานขาดทุนมาโดยตลอดเป็นตัวที่คอยฉุดผลกำไรในบรรทัดสุดท้าย
แต่พอขายหุ้นโลตัสจีนแบบมีกำไรทิ้งไปทำให้ศักยภาพในการทำกำไรของ CPALL ดีขึ้นราคาหุ้นจึงปรับตัวสูงขึ้น
ดังนั้นเวลาที่เราดูงบกำไร-ขาดทุนซึ่งมี 2 ชนิด คือ


- งบกำไร-ขาดทุนเฉพาะ ( หมายถึงเฉพาะ CPALL ในเมืองไทย )
- งบการเงินรวม ( ที่ได้รวมผลกำไรขาดทุนทั้งหมดมาแล้วทั้งในไทยและในต่างประเทศ )


งบที่ควรให้ความสำคัญคือ งบการเงินรวม เพราะเป็นการดูในภาพรวมว่ากำไรที่บริษัททำได้กับกำไรที่ไปลงทุนนั้นเป็นยังไง
หากในภาพรวมดูแย่แต่ในวันนึงบริษัทได้ไปขายในส่วนที่ทำให้แย่แล้วทำให้ภาพรวมดูดีขึ้น
การแต่งงบการเงินเพื่อสร้างกำไรจะเกิดได้ยากถ้าเราดูงบการเงินรวม
เพราะงบรวมจะตัดกำไรที่ไม่เกิดขึ้นจริงออกไปหมดเรียบร้อยแล้ว
เช่นบริษัทแม่ใกล้วันปิดบัญชีแล้วกำไรไม่ถึงเป้า ก็พยายามเอาบริษัทลูกมาช่วยซื้อสินค้าออกไปจากตัวเอง
แต่งบรวมจะตัดส่วนนี้ออกเพราะบางทีมันแค่ยกของใส่รถไปตั้งอยู่ที่บริษัทลูกแล้วก็ลงบัญชีว่าเป็นรายได้และกำไรเกิดขึ้นแล้ว
ดังนั้นเราต้องคอยดูที่งบรวมในการวิเคราะห์เพราะเป็นเครื่องมือในการปิดโอกาสแม่กับลูกจะไปเล่นตัวเลขกำไรกันเอง
แต่ก็จำเป็นต้องไปดูในหมายเหตุประกอบงบที่จะบอกเราว่าที่รวมอยู่ในงบรวมแล้วตัดรายการต่าง ๆ ทิ้งไปมันมาจากธุรกิจอะไร
ยกตัวอย่างเช่นเช่นหุ้นในหมวดบันเทิง ซึ่งมีทั้งกำไรจากธุรกิจคอนเสิร์ต มีรายได้จากธุรกิจเทปซีดี จากละครเวที
จากธุรกิจภาพยนตร์ พอเราดูกำไรในงบรวมซึ่งบอกแค่ว่ากำไรรวมออกมาแล้วได้เท่านี้ แต่ไม่ได้บอกว่ามาจากธุรกิจแต่ละอย่าง
ที่มีความเสี่ยงและผลประโยชน์ไม่เท่าเทียมกัน เช่นในธุรกิจเทป ซีดี ที่มีปัญหาของปลอม กำไรในงบรวมมักถูกฉุดด้วยธุรกิจกลุ่มนี้เป็นประจำ
ถ้าเราเปิดหมายเหตุประกอบงบจะเห็นว่ากำไรจากส่วนนี้แทบไม่มี แต่บริษัทนี้อยู่ได้ด้วยละครเวที ด้วยคอนเสิร์ต
เราก้ต้องมาประเมินว่านักร้องในสังกัดนี้ยังคงความนิยมไหม หากหมดความนิยมก็จะเป็นตัวฉุดผลการดำเนินงาน
ในภาพรวมให้ตกต่ำลงได้


ฉะนั้นนักลงทุนเมื่อดูงบรวมแล้วให้รีบเปิดไปดูที่หมายเหตุประกอบงบ เพราะหมายเหตุจะแจกแจงกำไรในแต่ละธุรกิจที่รวมอยู่ในงบรวม
เพื่อเราจะได้มาประเมินว่าหากธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงด้านพื้นฐาน เช่น อาจมีการขยายธุรกิจในส่วนของภาพยนตร์
ละครเวทีมากขึ้น ตัวนี้จะเป็นตัวผลักดันกำไร แล้วไปลดในส่วนของธุรกิจเทป ซีดีโดยอาจหาสื่ออื่น ๆ มาแทน
ตัวนี้อาจช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำกำไรในอนาคต
หลังจากดูด้านรายได้แล้ว ก็ต้องมาดูด้านรายจ่ายเพราะคำว่ากำไรเกิดขึ้นมาจากรายได้ลบรายจ่ายนั่นเอง


ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายมาจาก 2 ส่วนหลักคือ


1. ต้นทุนในการขายหรือต้นทุนบริการ ปรากฏอยู่ในบรรทัดแรกของส่วนถัดไป ซึ่งเป็นตัวสะท้อนว่า
ในบรรทัดแรกของการขายของเราทำมาด้วยต้นทุนเท่าไหร่ พอเราเอาต้นทุนขายบรรทัดแรกไปเทียบกับรายได้
บรรทัดแรกแล้วเราจะเรียกว่ากำไรขั้นต้น ในธุรกิจซื้อมาขายไปหรือธุรกิจผลิตสิ่งของจะใช้คำว่าต้นทุนขาย
ส่วนธุรกิจบริการเช่นโรงแรมหรือโรงพยาบาลจะใช้คำว่าต้นทุนบริการ
( กำไรขั้นต้น ของธุรกิจบริการหาได้จาก รายได้ค่าบริการ – ต้นทุนบริการ)
ดังนั้นธุรกิจไหนจะมีกำไรในบรรทัดสุดท้ายดีหรือไม่ดีเริ่มต้นก้อยู่ที่กำไรขั้นต้นว่าใครจะทำได้ดีกว่ากัน
เช่นในธุรกิจโรงพยาบาลเราจะพบว่าโรงพยาบาลขนาดเล็กขนาดกลางขนาดย่อมไม่มีความแตกต่างในการให้บริการอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ในอัตราที่ต่ำ
ส่วนรพ.อย่างบำรุงราษฎร์ หรือ รพ.กรุงเทพจะมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงมากถึง 30 – 40 % ยิ่งเป็นสมิติเวชจะสูงถึง 40++ % เรียกว่าเป็น
รพ.โดดเด่น ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ที่แต่ละแห่งนำมาใช้เช่นกลยุทธ์ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์ผู้นำด้านของราคา ,
ต้นทุนต่ำในการรักษาโรค, ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการรักษาโรคซับซ้อน,บริการประทับใจ
ดังนั้นกลยุทธ์ต่างกัน อัตราการทำกำรขั้นต้นจึงต่างกัน


แต่สำหรับธุรกิจค้าปลีกอย่าง MAKRO หรือ BIGC ที่ไม่สามารถหยิบยื่นความแตกต่างได้อย่างเต็มที่
อัตรากำไรขั้นต้นจึงอยู่ในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ไม่เหมือนธุรกิจให้บริการ


2. ค่าใช้จ่ายในการขาย ซึ่งเป็นงานแม่บ้านเบื้องหลัง อยู่ในบรรทัดถัดมา ได้แก่ ค่านายหน้า ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา
ที่จ่ายเป็นต้นทุนเท่าไหร่เพื่อสร้างยอดขาย


3. ค่าใช้จ่ายบริหาร ได้แก่ HR, บัญชี


4. ค่าตอบแทนกรรมการบริษัท


5. ค่าตอบแทนผู้บริหารรายสำคัญ คือ ผู้บริหารที่สร้างความแตกต่างให้กับบริษัทมีอยู่ 4 ระดับ นับตั้งแต่ CEO ลงมา รวมถึงเงินเดือน
โบนัส และผลตอบแทนต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้งบทราบว่าแต่ละบริษัทมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นเท่าไหร่
เช่น บางบริษัทมีขนาดเล็กแต่กลับใช้ผู้บริหารเงินเดือนสูงเป็นจำนวนมากเท่ากับบริษัทขนาดใหญ่


รายได้ – ต้นทุนขาย = กำไรขั้นต้น


กำไรขั้นต้น – ค่าใช้จ่าย = กำไรจากการดำเนินงาน


เพราะฉะนั้นแสดงว่ากำไรจากการดำเนินงานมันถูกผลักดันมาจาก


1. ต้องเริ่มต้นด้วยการมีกำไรขั้นต้นที่ดีมาก่อน
2. อยู่ที่การบริหารต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ


กำไรจากการดำเนินงาน + รายได้อื่นๆ(ดอกเบี้ยรับ,ค่าเช่า,อื่นๆที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก) = EBIT




EBIT ย่อมาจาก Earning Before Interest Tax คือกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี
ซึ่งตัวนี้จะเป็นตัวบ่งบอกว่า
กำไรต้องผ่านการผลักดันจากรายได้ในส่วนอื่น ๆ ด้วย จะไปพึ่งพิงจากการแมนเนจต้นทุน และการทำกำไรขั้นต้นอย่างเดียวไม่ได้
ต้องมีรายได้มาจากสิ่งที่เป็น non core. แต่มันจะต้องไม่ไปพึ่งพิงกับสิ่งที่เป็น one time มากเพียงครั้งเดียว เช่นรายได้จากการขายทรัพย์สิน


EBIT – ดอกเบี้ย – ภาษี = กำไรสุทธิ


แสดงว่ากว่าจะมาเป็นสิ่งที่นักลงทุนเห็นในบรรทัดสุดท้าย มันจะต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายบรรทัด
แต่นักลงทุนส่วนมากมักไม่มีเวลาอ่านเราก็เลยดูกันแค่เพียงกำไรบรรทัดสุดท้ายพอ ดังนั้นการที่กำไรในบรรทัดสุดท้ายดีขึ้น
บางทีก็ไม่ใช่สัญญาณที่บอกว่าบริษัทนี้มีสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้น ต้องเข้าไปดูในรายละเอียด
วิธีดูงบดุล เป็นงบที่แสดงถึงฐานะว่าวันปิดบัญชีบริษัทร่ำรวย มีจนเช่นไรบ้าง
จะบอกกล่าวว่ามีสินทรัพย์อะไรเหลือบ้างในวันปิดบัญชี ซึ่งสินทรัพย์ก็ประกอบไปด้วยสินทรัพย์ที่หมุนเวียนและไม่หมุนเวียน


สินทรัพย์หมุนเวียนก็ประกอบไปด้วย เงินสด บัญชีลูกหนี้ สินค้าคงเหลือซึ่งต้องระวังเพราะบางทีเก่าเก็บตกรุ่น
ดังนั้นทางบัญชีจึงมีการกำหนดให้บริษัทต้องตีราคาของสินค้าคงเหลือที่ตกรุ่นไปสู่ราคาตลาดที่มูลค่าสุทธิที่ได้รับที่ถูกกว่า
และยอมรับการขาดทุนจากการที่ถือของเน่าๆ ดังนั้นขาดทุนตัวนี้จะไปรวมอยู่ในต้นทุนขาย แล้วเปิดเผย
ในหมายเหตุประกอบงบว่าที่ต้นทุนขายโป่งขึ้นมาเยอะเพราะไปแบกของเน่าๆไว้เยอะ ดังนั้นที่กำไรขั้นต้นลดลงเยอะในปีปัจจุบันอาจเพราะมีของตกรุ่น
มีของลดลงในราคาตลาด แต่ส่วนมากที่ กลต. ต้องเรียกงบมาทำการแก้ไขเพราะบริษัทไม่ยอมแก้ไข
ปรับลดลงเพราะกลัวนักลงทุนจะถามว่า ทำไมต้นทุนขายสูง กำไรหดลง ก็เลยพยายามแสดงราคาสินค้าเว่อร์ๆ
ตามที่มีอยู่ในบัญชี แต่ไม่สนใจว่าราคามันจริงหรือเปล่าที่จะขายได้เท่านั้น ตอนนี้เลยออกกฎว่า
ให้ปรับลดลงตามมูลค่าสุทธิที่จะขายได้ของสิ่งที่เน่าๆ แต่ของที่ดีๆไม่ให้ปรับลงแต่ก็ห้ามตีราคาสูงขึ้นเพราะยึดหลักความระมัดระวัง


รายการจ่ายล่วงหน้า คือ รายการที่เสียเงินแล้วแต่ประโยชน์ยังไม่เกิดในปีนั้น ๆ


สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เช่น การไปถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ไว้เพื่อเอาดอกผลในรูปของเงินปันผล


สินทรัพย์ถาวร ได้แก่ ที่ดิน อาคาร


รายการที่ไม่มีตัวตน เช่น ซอร์ฟแวร์ที่บริษัทใช้ หากเป็นพวกบริษัทบันเทิงก็จะเป็นพวกลิขสิทธิ์ที่ถือครอง


รายการต่างๆข้างบนรวมกันหมดจะเรียกว่า สินทรัพย์ คือ ทรัพยากรที่เหลืออยู่ในวันปิดบัญชีที่จะยังมีประโยชน์ต่อไปในอนาคต
ฉะนั้นเราต้องดูตัวเลขนี้ประกอบเพราะการที่เรารู้ว่ากำไรของบริษัทดีขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ
ต้องดูด้วยว่าเค้าได้เอาทรัพยากรที่มีอยู่ไปลงทุนเพื่อทำกำไรกลับมาได้ซักเท่าไหร่ด้วย
กรณีตัวอย่างเช่น
เปรียบเทียบโรงพยาบาลระดับบน 2 แห่งที่เป็นคู่แข่งกัน รพ.แห่งแรก( KH ) มีอยู่แค่ตรงสุขุมวิทเล็กๆ
ลงทุนไปทั้งหมด 8,000 กว่าล้าน ในทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ในวันปิดบัญชี แต่สามารถทำกำไรกลับมาได้ 1,200 – 1,300 ล้าน
ในขณะที่ รพ.อีกแห่งมีทรัพย์สิน 30,000 กว่าล้าน แต่ทำกำไรกลับมาได้เพียง 1,700 ล้าน ต่างกัน 400 - 500 ล้าน
ถามว่านักลงทุนจะเลือกลงทุนตัวไหนหากมองด้วยปัจจัยเพียงเท่านี้ไม่เอาอย่างอื่นมาดู เราย่อมต้องชอบ รพ.ที่มีสินทรัพย์เพียง 8,000 ล้าน
แต่ทำกำไรต่อปีได้ 1,200 ล้าน ในขณะที่อีกแห่งมีฐานสินทรัพย์ใหญ่กว่าเป็น 3 – 4 เท่า แต่กำไรต่างกันเพียงนิดเดียว
ดังนั้นนักลงทุนจึงต้องดูงบดุลด้วยไม่ใช่เพียงดูว่ากำไรดีขึ้นเมื่อเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน
แต่เราต้องดูว่าแล้วเค้าใช้ทรัพยากรไปเยอะไหม หรือที่เราเรียกว่า ROA
( Return on Asset ) เราต้องดูผลตอบแทนจากการลงทุนว่ามันมากแค่ไหน


เพราะฉะนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับการดู สินทรัพย์ คือรายการที่อยู่ใน งบดุล บางส่วนก็เป็นหนี้สั้นบางส่วนก็เป็นหนี้ยาว
และบางส่วนก็เป็นส่วนของเจ้าของที่เอาทุนมาลง แล้วที่ทุนมันเติบโตทุกวันนี้ก็เพราะกำไรสะสม
ดังนั้นนักลงทุนเบื้องต้นต้องดูแค่ว่า เอาสินทรัพย์เป็นตัวหารอยู่ข้างล่าง เอากำไรตั้งอยู่ข้างบนแล้วดูว่ามันมีผลตอบแทนจากสิ่งที่ลงทุนไปเท่าไหร่




ROA = กำไรสุทธิ / สินทรัพย์ทั้งหมด


ค่าที่ได้ยิ่งสูงแสดงว่าประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ค่อนข้างดี แล้วถามว่า ROA เท่าไหร่ถึงจะดี ตอบว่า


1. สูงกว่าบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน


2. สูงกว่าต้นทุนเงินทุนที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ ( ROA > WACC )
WACC ( Weighted Average Cost of Capital )คือ ต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ยที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ
ซึ่งจะเป็นตัว benchmark ของตัว ROA ที่บอกว่าบริษัททำได้ดีแล้วหรือยัง ว่าเค้าเอาเงินที่มาจากการก่อหนี้
และเอาเงินมาจากส่วนของเจ้าของด้วยต้นทุนที่เฉลี่ยออกมาแล้วเท่าไหร่ เช่น ถ้า ROA เคาะออกมา
แล้วได้ 18 % แต่บริษัทใช้เงินทุนที่มีต้นทุนถัวเฉลี่ยเข้ามาเพียง 11% เราก็จะได้ Capital Yield เท่ากับ 7%


Capital Yield = ROA – WACC


นั่นคือเวลาเราดูผลตอบแทนต่อทรัพย์สิน ( ROA ) ก็คือต้องดูภาพรวมว่าบริษัทใช้สินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพไหม
ทำได้สูงกว่าต้นทุนเงินไหม แต่ถ้าอยากดูว่าแล้วผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นเป็นยังไง เพราะคำว่าสินทรัพย์มาจากทั้งการก่อหนี้
มาทั้งจากเจ้าของเพราะฉะนั้นผลตอบแทนของ ROA ที่ได้เป็นผลตอบแทนที่ทั้งสองฝ่ายได้รับทั้งเจ้าหนี้และเจ้าของ
แต่ถ้าอยากดูว่าผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจริง ๆ ได้รับก็ต้องเอากำไรตั้งแล้วหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้นเพื่อดู ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น หรือ ROE


ความแตกต่างระหว่าง ROA และ ROE คือ


ROA คิดเหมือนประหนึ่งว่าเรากำลังวัดผลตอบแทนที่กลับไปยังทั้งผู้เป็นเจ้าหนี้ และผู้เป็นเจ้าของที่เอาเงินมาจมในสินทรัพย์ของบริษัท


แต่ ROE คือการวัดผลตอบแทนหลังหักต้นทุนเงินคือดอกเบี้ยจ่ายที่ให้เจ้าหนี้แล้ว เจ้าของเหลือกำไรเท่าไหร่
เมื่อเทียบกับสิ่งที่ตัวเองเอามาลงทุนในบริษัทคือส่วนของผู้ถือหุ้น


เช่น หุ้นรพ. KH ใช้สินทรัพย์ขนาดเล็ก แต่สามารถทำ ROE กลับมาได้ถึง 40% หมายความว่าใช้เงินของเจ้าของน้อยมากแต่ทำผลตอบแทนกลับมาได้มาก


.................................








วิธีอ่านงบกระแสเงินสด




งบกระแสเงินสดเป็นอีกงบที่สำคัญเพราะกำไรทางบัญชีไม่ได้คิดตามเงินที่เข้าจริงออกจริง
รายได้ของบัญชีไม่ได้คิดตามเงินที่เรียกเก็บได้แล้ว ขายของได้แล้วแต่ยังเก็บเงินไม่ได้แต่ก็ถือว่ารายได้ต้องบันทึก
ดังนั้นกำไรที่เราเห็นจึงเป็นตัวเลขทางบัญชีเพราะมันไม่ได้บอกว่าถ้ามีกำไรดี แล้วต้องมีเงินสดหมุนเวียน
ในการดำเนินการดีตามยอดกำไรไปด้วย เพราะบ่อยครั้งการขายทำในรูปการขายเชื่อที่เก็บเงินไม่ได้
แต่ก็ต้องลงบัญชีว่าเกิดรายได้ เพราะรายได้ไม่ใช่รายรับ


รายรับ คือเงินสดที่ไหลเข้ามาในรอบบัญชีในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ แต่รายได้คิดตามความสามารถในการขายของ
ดังนั้นถ้าฝ่ายขายกระตุ้นยอดขายผ่านการขายเชื่อเยอะๆ ยังไงก็ต้องลงบัญชีว่าเกิดรายได้
และกำไรก็เกิดมาจากรายได้ที่คิดมาจากตัวเลขทางบัญชีตัวนี้
ดังนั้นงบกระแสเงินสดจึงเป็นเครื่องมือที่มาตรวจสอบดูว่า ถ้ากำไรจะมีคุณภาพที่แท้จริงจะต้องรองรับด้วยกระแสเงินสด
จากการดำเนินงาน เช่น ถ้ากำไรมี 100 ล้าน แต่เงินสดจากการดำเนินงานมีอยู่แค่ 12 ล้าน ( จะอยู่ในงบกระแสเงินสดในส่วนที่ 1 ในบรรทัดที่เขียนว่า กระแสเงินสดจากการดำเนินงานสุทธิ )
แล้วถามว่าทำไมกำไรมันเยอะ แต่เงินสดมีอยู่แค่นั้นเองเหรอ ?


แสดงว่าเราอาจคาดเดาได้ว่าอาจจะ


1. เงินติดอยู่ในบัญชีลูกหนี้
2. เงินจมในสต็อคสินค้า
3. ต้องจ่ายเงิน ซัพพลายเออร์ค่อนข้างเร็ว เหมือนกับว่าวางบิลไม่นานก็ต้องจ่ายเพราะเครดิตอาจจะไม่สู้ดี หรือบริษัทไปติดต่อกับซัพพลายเออร์ที่ไม่ยืดหยุ่นพอ
แล้วกระแสเงินสดสำคัญยังไง ?
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นสิ่งสำคัญ เพราะตอนฤดูจะจ่ายปันผลบริษัทต้องเอาเงินมาจ่ายไม่ใช่เอากำไรมาจ่าย
กำไรเป็นแค่เครื่องมือในการนำมาคิด%ของเงินปันผลที่จะจ่ายให้ เช่น จะจ่ายร้อยละ 40 ของผลกำไร
แต่เวลาจะจ่ายจริงก็ต้องมีเงินสด ฉะนั้นที่เราต้องตรวจสอบกระแสเงินสด เพราะบางบริษัทเราไม่ใจว่าเงินปันผลที่เอามาให้เรา
เผลอ ๆ อยู่ในฤดูทับซ้อนกับตอนออกหุ้นกู้ ไม่แน่ใจว่ากำลังเอาเงินจากการก่อหนี้มาจ่ายเรารึเปล่า
เราถึงต้องดูว่าเงินสดมีพอรึเปล่าซึ่งเราไม่ชอบที่จะรับเงินปันผลจากการไปก่อหนี้มา หรือการไปเพิ่มทุนล็อตใหม่มารึเปล่า
ในเวลาใกล้เคียงกันแล้วมาจ่ายให้พวกเราทำเหมือนแชร์แม่ชม้อยต่อกันเป็นวง ดังนั้นเงินจากการดำเนินงาน
ต้องรองรับการจ่ายปันผลให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือหากเอาของเก่าที่ฝากธนาคารไว้ตอนต้นงวด
มารวมกับเงินสดจากการดำเนินงานเพื่อจ่ายปันผลก็พอได้


งบกระแสเงินสดมีด้วยกัน 3 ส่วน คือ


1. เงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน
2. เงินสดสุทธิในการลงทุน
3. เงินสดสุทธิที่ได้มาจากกิจกรรมจัดหาเงิน


แต่ส่วนที่เราสนใจมากที่สุดคือเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานนั่นเอง ถ้าการดำเนินงานแล้วเงินสดหายไปเรื่อย ๆ
อันนี้ลำบากอีกเหมือนกัน บริษัทอย่างงี้มีเยอะคือมีกำไรทางบัญชีแต่เงินสดติดลบหมายความว่ารับไม่พอจ่าย
หากเป็นแค่ในระยะสั้น ๆ ไม่เป็นไร แต่ถ้าต่อเนื่องติดต่อกันหลายไตรมาศ หลายปีแล้วยังมาจ่ายเงินปันผลได้อีกอันนี้อาการน่าเป็นห่วง
เป็นสิ่งที่นักลงทุนบอกได้ว่าอย่างงี้ไม่ดีแน่ในด้านการลงทุน


สิ่งที่สำคัญควรนำมาอ่านควบคู่กันก็คือ หมายเหตุประกอบงบ อ่านไปต้องวิเคราะห์ไป
แล้วเอาแบบฟอร์ม 56-1 ที่ต้องอ่านเพิ่มเติมเพื่อจะได้รู้ทิศทางไปทางไหน ใช้กลยุทธ์อะไร ความเสี่ยงมีอะไร
แล้วท้ายสุดทำไมบริษัทจบลงจึงเป็นอย่างนี้
บริษัทนั้นก็เป็นบริษัทที่น่าลงทุนเช่นกัน
อีกกรณีที่มีการขายเงินลงทุนแล้วทำให้ภาพรวมดูดีขึ้นคือ กรณีผู้พันขายกาเหว่า (MAJOR ขายหุ้น KAWOW ที่มีผลดำเนินการขาดทุนมาโดยตลอด)
แต่ในบางครั้งพอขายแล้วกลับเป็นการบั่นทอนศักยภาพในการทำกำไรในอนาคตทั้ง ๆ ที่ไม่อยากขาย
แต่มีความจำเป็นต้องขายเพราะขาดสภาพคล่องจึงต้องขายทรัพย์สินบางส่วนออกไป


เพราะฉะนั้น 3 บรรทัดบนต้องดูให้ละเอียดลออว่ารายได้มาจากอะไร แต่ต้องระวังอย่าดูแต่รายได้ที่เติบโตทุกปี
เราต้องดูด้วยว่าต้นทุนหลักมันเป็นยังไงด้วยเพราะเราลงทุนในกำไร ไม่ใช่ลงทุนในรายได้
เพราะบางคนอาจเข้าใจว่ารายได้คือกำไร แต่ในทางบัญชีบอกว่ารายได้คือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เข้ามาไม่ว่าจะในรูปของเงินสด
หรือจะไปตามเก็บในอนาคต ก็เรียกว่ารายได้ ดังนั้นรายได้จึงไม่ใช่ตัวสะท้อนเงินสดที่เข้ามา


---------------------------------------------------
ที่มา: Pantip.com
Posted by Zern at 02:49
ขอบคุณ ครับ
 Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,418


« ตอบ #8 เมื่อ: 02/02/13 07:50:11 »

ดังว่า สูงสุด กลับ สู่พื้นฐาน
        
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,418


« ตอบ #9 เมื่อ: 02/02/13 09:32:07 »

ลักษณะที่ดี 9 ประการของ ‘หุ้นพื้นฐานดี’ ควรจะมีดังต่อไปนี้

1.มียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

หุ้นที่ดีควรจะมียอดขายที่เติบโตขึ้น ถ้าเติบโตเพิ่มขึ้นได้ทุกปีก็จะดีมาก แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจนั้นมีการขยายตัว และสามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมนั้นได้ ส่วนหุ้นที่มียอดขายสาละวันเตี้ยลงทุกปีทุกปี น่าจะเป็นหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง หมายถึงว่า กิจการนั้นกำลังถูกคู่แข่งแย่งตลาดสินค้าไป หรือไม่ธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้นก็อาจจะอยู่ในข่ายอุตสาหกรรมตะวันตกดิน (sunset industry) หรือผู้บริหารมีปัญหาในการดำเนินกิจการ แต่ยอดขายเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอที่จะบอกได้ว่าหุ้นนั้นเป็นหุ้นพื้นฐานดีหรือไม่ ต้องใช้ปัจจัยอีกหลายอย่างในการวิเคราะห์ธุรกิจ ดังจะกล่าวต่อไป

2. มีการควบคุมต้นทุนการดำเนินงานที่ดี

บริษัทที่มีการควบคุมการดำเนินงานที่ดี เราสามารถตรวจสอบดูได้จากงบกำไรขาดทุน โดยสังเกตจากต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ควรจะไปตามยอดขายของกิจการ ถ้ายอดขายสูงขึ้นค่าใช้จ่ายก็สามารถอนุโลมให้เพิ่มขึ้นได้ตามสัดส่วนยอดขายที่สูงขึ้น แต่ธุรกิจที่ยอดขายลดลงแต่ต้นทุน และค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น นักลงทุนควรจะระวังและถ้าเกิดขึ้นเป็นประจำควรตรวจสอบให้ดีก่อนลงทุนในบริษัทนั้น

3. ไม่ประสบปัญหาขาดทุน

บริษัทที่ดีควรจะมีความสามารถในการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ บริษัทที่ประสบภาวะขาดทุน เป็นการแสดงให้เห็นถึงการขาดประสิทธิภาพของผู้บริหาร ถ้าขาดทุนตลอดปีหรือไม่ ก็ขาดทุนปีเว้นปี นักลงทุนควรเอาเวลาไปศึกษาธุรกิจอื่นจะดีกว่า ยกเว้นท่านที่ชอบลงทุนใน ‘หุ้นฟื้นคืนชีพ’ (Turnaround) ที่ขาดทุนมาหลายปีอยู่ดีๆ ก็กลับมาทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ อันนี้ก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน แต่สำหรับท่านที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการลงทุนมากนัก ควรหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีผลดำเนินงานขาดทุนจะปลอดภัยกว่า

4. เงินทุนหมุนเวียนเป็นบวก (Positive Working Capital)

ธุรกิจที่ดีควรมีทรัพย์สินหมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียน เพราะธุรกิจควรมีการเตรียมความพร้อมของเงินทุนระยะสั้นให้เพียงพอต่อการจ่ายคืนหนี้สินระยะสั้น มิฉะนั้นธุรกิจอาจจะมีปัญหาการเงินเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะบริษัทที่ทำการกู้ยืมระยะสั้นมาก อาจจะต้องสำรองเงินสดไว้พอสมควรทีเดียวสำหรับการจ่ายคืนหนี้ที่เรียกเก็บภายใน เวลาไม่นาน ยกเว้นธุรกิจบางประเภท เช่น ธุรกิจค้าปลีก หรือค้าส่ง ที่รับเงินจากการขายให้กับลูกค้าเป็นเงินสดแต่ได้เครดิตจากผู้ผลิตสินค้าเป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่จะจ่ายเงิน ในกรณีนี้เงินทุนหมุนเวียนอาจจะติดลบได้ ซึ่งกลับกลายเป็นจุดแข็งสำหรับธุรกิจประเภทนี้เสียอีก เพราะแทนที่จะต้องมีเงินสำหรับของที่อยู่ในสต็อกกลับเป็นผู้ผลิตสินค้าที่จะต้องเป็นคนจ่ายเงินค่าสินค้าคงคลังแทน

5. มีหนี้ไม่มากหรือมีหนี้อยู่ในฐานะที่เหมาะสม

ตัวเลขคร่าวๆ ที่ใช้กันส่วนใหญ่ในการตรวจสอบสภาพหนี้สินของธุรกิจก็คือ ‘อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน’ (Debt/Equity Ratio) ธุรกิจที่มีหนี้สินต่อทุนสูง แสดงว่า มีการกู้ยืมหนี้ระยะยาวมาก และทำให้ธุรกิจนั้นมีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจสูง อัตราหนี้สินต่อทุนที่พอเหมาะที่ใช้กันทั่วไปคือ น้อยกว่าหนึ่งเท่า หรือไม่เกินสองเท่า

6. มีกำไรสะสม (Retain Earning) เพิ่มขึ้นทุกปี

ธุรกิจที่ดีควรมีกำไรสะสมเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และสามารถนำกำไรสะสมนั้นไปลงทุนต่อให้งอกเงยเพิ่มมากขึ้นจากเดิม ธุรกิจที่มีกำไรสะสมลดลง นักลงทุนควรตั้งคำถามก่อนที่จะลงทุนในบริษัทนั้นว่า บริษัทนำกำไรสะสมนั้นไปใช้ ทำอะไรและมีประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นหรือไม่

7. มีส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholder Equity) เพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ

บริษัทที่สามารถเพิ่มส่วนของผู้ถือหุ้นได้อย่างสม่ำเสมอนับว่า เป็นธุรกิจที่น่าสนใจ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้บริหารในการนำเงินของบริษัทไปลงทุนในกิจการที่มีประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น ควรหลีกเลี่ยงบริษัทที่มีส่วนผู้ถือหุ้นลดลงหรือติดลบ แสดงว่า ธุรกิจนั้นที่ผ่านมามีการขาดทุนเกิดขึ้น

8. กำไรต่อยอดขาย (Profit Margin) มากพอสมควร

ธุรกิจที่มีกำไรต่อยอดขายสูง แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมต้นทุนของกิจการในระดับที่ดี แต่กำไรต่อยอดขายสูง อาจจะดึงดูดให้คู่แข่งหน้าใหม่ๆเข้ามาในอุตสาหกรรมนั้นมากขึ้น ในขณะที่ธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมมีการแข่งขันสูงส่วนมากจะมีกำไรต่อยอดขายต่ำ เพราะมีการตัดราคาสินค้าเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาซื้อสินค้าและบริการของตน ทำให้กำไรของทั้งอุตสาหกรรมลดลง ดังนั้น ธุรกิจที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงก็คือ ธุรกิจที่มีต้นทุนในการดำเนินงานต่ำ (Cost Leadership)

9. ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on Equity) สูง

ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น คำนวณจาก กำไรหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น (Net Profit/ Equity) ธุรกิจที่มีผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นสูงแสดงว่า ผู้บริหารสามารถบริหารเงินทุนของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่บางธุรกิจที่มีเงินกู้ยืมสูงก็อาจจะทำให้ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นสูงขึ้นได้ เพราะเงินลงทุนส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของหนี้สินระยะยาวมากกว่าส่วนผู้ถือหุ้น ดังนั้น ในบางกรณีอาจจะจำเป็นต้องใช้อัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินลงทุน (Return on Total Capital) ในการตรวจสอบความสามารถในการดำเนินงานของธุรกิจนั้น จะเหมาะสมมากขึ้น เนื่องจากได้รวมส่วนหนี้สินระยะยาวในการคำนวณไว้ด้วย

ผลตอบแทนต่อเงินลงทุน หาได้จากกำไรหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้นและหนี้สินระยะยาว (Net Profit/(Longterm Liability+Equity)) บริษัทที่มีผลตอบแทนต่อเงินลงทุนสูง จะน่าสนใจกว่าบริษัทที่มีอัตราส่วนนี้ต่ำ

การค้นหาลักษณะที่ดี 9 ประการข้างต้นของหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จะช่วยให้ท่านมีความรู้ความเข้าใจในหุ้นที่ท่านลงทุนมากขึ้น แทนที่จะรอให้คนอื่นหรือนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ตามโบรกเกอร์ต่างๆ มาแนะนำ ‘หุ้นพื้นฐานดี’ ให้กับท่าน

ท่านสามารถที่จะเริ่มศึกษาและค้นหา ‘หุ้นพื้นฐานดี’ ได้ด้วยตัวท่านเอง ซึ่งนับว่าเป็นหนทางในการเป็น ‘นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า’ หรือ Value Investor ที่ดีทางหนึ่ง
ที่มา: stock2morrow.com
Posted by PK
ขอบคุณ ครับ
 Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,418


« ตอบ #10 เมื่อ: 02/02/13 09:50:59 »

Monday, 29 October 2012
เลือกวิธีประเมินมูลค่าหุ้น
การประเมินมูลค่าหุ้นนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์  ศาสตร์ที่ชัดเจนและมีการสอนกันทั่วไปก็คือการใช้ตัวเลขและอัตราส่วนทางการเงินต่าง ๆ  มาคำนวณหามูลค่าของหุ้น  ในทางปฏิบัติมีตัวเลขหรืออัตราส่วนอย่างน้อย 4-5 อย่างที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น  การใช้ค่า  PE  หรือราคาเมื่อเทียบกับกำไรต่อหุ้น  ค่า PB หรือราคาเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชี  ค่า DP หรือปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้น  หรือการหา  DCF  หรือการหาค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่บริษัทจะสามารถสร้างได้ในอนาคต  ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องมีความรู้ทางการเงินขั้นสูง  เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม  นักวิเคราะห์หุ้นและนักลงทุนที่อิงกับแนวพื้นฐานทั้งหลายซึ่งรวมถึง  VI ส่วนใหญ่ก็มักจะประเมินมูลค่าหุ้นโดยใช้ค่า  PE  เป็นหลัก  โดยอาจจะมีค่า  PB  เป็นตัวประกอบบ้าง  ดูเหมือนว่าค่า  PE  จะเป็น  “กฎเหล็ก”  ที่จะบอกว่ามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นควรจะเป็นเท่าไรสำหรับนักวิเคราะห์และนักลงทุนจำนวนมาก  พูดง่าย ๆ  ถ้าหุ้นตัวไหนมีค่า  PE  ที่สูงลิ่วแล้ว  หุ้นตัวนั้นก็มักจะถูกบอกว่าเป็นหุ้นที่แพงเกินพื้นฐาน  ส่วนที่มีค่า PE  ต่ำก็กลายเป็นหุ้นถูก  และนี่คือการเน้นใช้แต่ศาสตร์  ไม่ได้ใช้ศิลป์ในการประเมินมูลค่าหุ้นเท่าที่ควร

          ศิลป์ที่สำคัญในการประเมินมูลค่าหุ้นนั้น   มีมากมาย  แต่ที่ผมจะพูดนั้นเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าสำคัญและมีความผิดพลาดเกิดขึ้นตลอดเวลา  ศิลป์ที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องว่าเราจะให้ค่า PE เท่าไรสำหรับหุ้นแต่ละตัว  เพราะนี่อาจจะเป็นเรื่องรอง  สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ  ศิลปะในการเลือกเครื่องมือหรืออัตราส่วนหรือเทคนิคที่จะใช้ประเมินมูลค่าหุ้นต่างหาก   นั่นก็คือ  ผมกำลังบอกว่าเวลาจะประเมินมูลค่าหุ้นนั้น   อย่าเริ่มจากการดูค่า  PE  เพราะค่า  PE  นั้น  ถ้าเราจะใช้เราควรจะต้องมั่นใจว่า  E  หรือกำไรของบริษัทมีความสม่ำเสมอและจะไม่ลดลงในอนาคต   ดังนั้น  ถ้าเราไม่แน่ใจว่ากำไรของบริษัทจะมีลักษณะแบบนั้นหรือไม่  เราก็ไม่ควรใช้ค่า  PE  เป็นหลักในการประเมินมูลค่าหุ้น   ประเด็นก็คือ  หุ้นในตลาดหลักทรัพย์จำนวนมากและน่าจะเป็นส่วนใหญ่ด้วย  ไม่ได้มีคุณสมบัติอย่างนั้น   บริษัทในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่ผลิตและขายสินค้าที่เป็นโภคภัณฑ์มักจะมีกำไรขึ้น ๆ  ลง ๆ   ตามราคาสินค้าในตลาดโลก  ดังนั้น  การใช้ค่า PE  จึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม  บริษัทที่เพิ่งฟื้นตัวและเพิ่งจะมีกำไรนั้น   เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่ากำไรนั้นจะต่อเนื่องและไม่ลดลงมาในอนาคต?   ดังนั้น  จะใช้ค่า  PE ได้อย่างไร?  แต่ถ้าไม่ใช้ค่า  PE  แล้ว   เราจะใช้ค่าไหน?

           ประเด็นก็คือ  ถ้าเราใช้ค่า  PB  เราจะตีมูลค่าของหุ้นอย่างไร  ยกตัวอย่างเช่น  ถ้ามูลค่าทางบัญชีเท่ากับ 1 บาทต่อหุ้น  หุ้นตัวนั้นควรจะมีราคาเป็นกี่เท่าถึงจะเรียกว่าเหมาะสม  2 เท่า  หรือ  3  เท่า  หรือ  10 เท่า?   เหนือสิ่งอื่นใด  มูลค่าทางบัญชีนั้น  อาจจะไม่ใช่  “ของจริง”  เพราะสินทรัพย์อาจจะได้มานานและอาจจะเป็นที่ดินที่มีราคาตลาดสูงกว่านั้น  หรือตรงกันข้าม  ทรัพย์สินอาจเป็นโรงงานที่ล้าสมัยและมีค่าน้อยลงมาก   ดังนั้น  มูลค่าทางบัญชีก็อาจจะมีความหมายน้อย   เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  บริษัทอาจจะไม่ได้อาศัยทรัพย์สินที่จับต้องได้มาทำมาหากิน  บริษัทอาจจะหาเงินหรือสร้างรายได้จากยี่ห้อหรือความนิยมอื่น ๆ  ดังนั้น  การประเมินมูลค่าหุ้นจากทรัพย์สินทางบัญชีของบริษัทจึงอาจจะไม่เหมาะสมสำหรับหลาย ๆ  บริษัท   สรุปว่า  การใช้ค่า  PB สำหรับหลาย ๆ  บริษัทก็อาจจะเป็นความผิดพลาดเช่นกัน  และอาจจะยิ่งแย่กว่าการใช้ค่า  PE

           ถ้าเราจะถกเถียงถึงเทคนิคแต่ละอย่างในการใช้ประเมินมูลค่าบริษัทไปเรื่อย ๆ  เราก็จะพบว่าแต่ละอย่างก็มีจุดดีและจุดด้อยถ้าเราใช้กับทุกบริษัทโดยไม่แยกแยะก่อนว่าบริษัทที่เรากำลังวิเคราะห์หรือประเมินนั้นมีคุณสมบัติอย่างไร   ดังนั้น  วิธีที่ดีกว่าก็คือ  เราต้องวิเคราะห์ธรรมชาติของธุรกิจแต่ละบริษัทว่าเป็นอย่างไร    จากนั้นจึงมาดูว่าเราจะใช้เครื่องมืออะไรเป็นหลักในการประเมินมูลค่าหุ้น  และจะใช้อัตราส่วนไหนเป็นตัวประกอบที่จะทำให้การประเมินของเราถูกต้องใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด  และนี่ก็คือศิลปะที่  VI  จำเป็นต้องมี  และต่อไปนี้ก็คือ  ตัวอย่างที่ VI อาจจะลองนำไปพิจารณาใช้

           หุ้นกลุ่มที่มีผลประกอบการสม่ำเสมอและกำไรไม่ลดลงในอนาคต  เช่น  หุ้นในกลุ่มที่อิงกับการบริโภคและบริษัทเป็นผู้นำ  สินค้าของบริษัทไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคาอิงกับตลาดโลก  ซึ่งน่าจะรวมถึงกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่  โรงพยาบาล  กลุ่มสาธารณูปโภค  เช่น  รถไฟฟ้า  ทางด่วน  การผลิตและจำหน่ายน้ำหรือไฟฟ้า  ต่าง ๆ เหล่านี้  เราน่าจะสามารถใช้ค่า  PE  เป็นหลักได้    หุ้นสถาบันการเงิน  เช่น  กลุ่มธนาคารพาณิชย์ นั้น  เราอาจจะใช้ค่า  PE ประกอบกับค่า  PB  ในการประเมินมูลค่าหุ้นได้  ค่า  PE  นั้นพูดถึงการทำกำไร  แต่ค่า  PB  เองก็มีประโยชน์  เพราะทรัพย์สินส่วนใหญ่ของธนาคารเป็นเรื่องของเงินที่น่าจะมีมูลค่าตลาดใกล้เคียงกับมูลค่าทางบัญชี  ดังนั้น  PB  ที่ต่ำหรือสูงก็สามารถบอกถึงความถูกความแพงได้พอสมควร     หุ้นของบริษัทที่กำลังเติบโตและมีศักยภาพที่จะกลายเป็นซุปเปอร์สต็อกนั้น  บางทีการใช้ค่า  PE  และ  PB  ก็อาจจะไม่เหมาะสมและไม่เพียงพอ  เราอาจจะมองถึง  Market Cap.  หรือมูลค่าตลาดของหุ้นว่าในระยะยาวมันควรจะเป็นเท่าไร  หรือไม่ก็เทียบกับหุ้นขนาดใหญ่อื่น ๆ  ในตลาดว่าในที่สุดมันจะมีมูลค่าถึงแค่ไหนเป็นต้น

            หุ้นที่มีกำไรไม่สม่ำเสมอหรือเป็นวัฎจักรนั้น  การใช้ค่า  PE  คงไม่เหมาะสม  การใช้ค่า  PB เองก็จะต้องดูว่ามูลค่าทางบัญชีนั้นใกล้เคียงกับมูลค่าตลาดของทรัพย์สินหรือไม่  ถ้าใช่  หรือเราสามารถปรับมูลค่าทางบัญชีให้ใกล้เคียงกับราคาตลาด  การใช้ค่า  PB  ก็อาจจะมีประโยชน์และดีกว่าค่า  PE  อย่างไรก็ตาม  การประเมินด้วยวิธีการแบบนี้ความแม่นยำก็อาจจะน้อย  ดังนั้น  ในกรณีส่วนใหญ่แล้ว   เราก็อาจจะต้องยอมรับอย่างที่ วอเร็น บัฟเฟตต์ เคยพูดไว้ว่ามัน  “Too Hard”  หรือ  “ยากเกินไป”  ดังนั้น  เราไม่ประเมินดีกว่า

            การใช้ตัวเลขหรืออัตราส่วนหลาย ๆ  ตัวมาช่วยประกอบกัน   รวมถึงการให้น้ำหนักของปัจจัยในการกำหนดมูลค่าของหุ้น  เช่น  ปันผล   การเติบโตของกิจการ  กระแสเงินสดที่ได้รับ  และองค์ประกอบอื่น ๆ  ทั้งที่ดีและไม่ดีของบริษัท  จะช่วยให้เราสามารถประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น   แต่ไม่ว่าจะใช้เทคนิคและความรู้ความเข้าใจแค่ไหนก็ตาม  พึงระลึกเสมอว่า  ศาสตร์และศิลป์ของการประเมินมูลค่าของกิจการนั้นให้ผลสูงสุดแค่ว่ามัน  “Approximately  Right”  หรือถูกแบบ  “ประมาณว่า..”  ไม่ใช่ถูกแบบตรงเป้า  ดังนั้น  การเผื่อความปลอดภัยโดยการซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างน้อยอีก 20-30%  จึงเป็นสิ่งจำเป็น     และถึงกระนั้นแล้วก็ยังไม่เพียงพอ  เราจำเป็นที่จะต้องลดความเสี่ยงลงไปอีกโดยการกระจายการถือหุ้นหลาย ๆ  ตัว   อย่างน้อย 5-6 ตัวในกรณีพอร์ตไม่ใหญ่นัก  และ  กว่า 10 ตัวขึ้นไปในกรณีที่พอร์ตค่อนข้างใหญ่  เพื่อที่จะสามารถรักษาเงินต้นไว้ได้แม้จะเกิดสถานการณ์ที่ร้ายแรงในตลาดหุ้นและหุ้นที่เราลงทุน

ที่มา:settrade.com
Posted by ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ขอบคุณ ครับ
 Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,418


« ตอบ #11 เมื่อ: 02/02/13 09:59:11 »

กฏพื้นฐานสำคัญ 15 ประการ เพื่อเอาชนะตลาดหุ้น : Tent How
Posted by admin in Investment, Our Columnist on ม.ค. 28th, 2013 | no responses
 (No Ratings Yet)
 Loading ...
“ตลาดหุ้นมันคือสงคราม การที่คุณจะมาหวังกำไร 10% 20% จบกันไป แล้วจะหวังให้ตลาดหุ้นมันปราณีคุณตอนที่หุ้นตก มันไม่ใช่แบบนั้น มันเอาจนคุณหมดตัว

สึนามิมา มันก็พัดพาไปหมด”

- วิชัย วชิรพงศ์ -
คำกล่าวนี้อาจดูเกินจริง หากไม่ได้หลุดมาจากปากของ ‘วิชัย วชิรพงศ์’ หรือที่รู้จักกันในนามของ “เสี่ยยักษ์” กูรูหุ้นพันล้านผู้ที่ผ่านพบอุปสรรคมานานับปการในสนามรบนี้เป็นเวลากว่า 20 ปี

เมื่อตลาดหุ้นเป็นเหมือนสงครามที่ทุกคนเข้ามาเพื่อต้องการชัยชนะ แต่น้อยคนนักที่จะสามารถอยู่รอดในสมรภูมิแห่งนี้ได้ ตามสถิติแล้ว ใน 10 คนจะมีผู้ชนะเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น

ด้วยอัตราการอยู่รอดที่น้อยนิด ผมจึงแปลบทความนี้ซึ่งเขียนโดย Charles E. Kirk เพื่อให้นักลงทุนทุกท่านนำกฏพื้นฐาน 15 ประการนี้ ไปประยุกต์ใช้กับตลาดหุ้นไทยและสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืน

Gerald Loeb หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท E.F. Hutton เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จใน Wall Street นอกจากนั้น เขายังได้เขียนหนังสือชื่อดังสองเล่มคือ ‘The Battle for Investment Survival’ และ ‘The Battle for Stock Market Profit’



Loeb เสนอมุมมองที่ค่อนข้างตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่ในยุคของเขา นั่นคือ เขามองว่า “การถือหุ้นในระยะยาวนั้นมีความเสี่ยงสูงเกินไป”   

เพราะในช่วงเวลานั้น คนส่วนใหญ่นิยมซื้อหุ้นในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมแล้วถือไปเรื่อยๆ ไม่ว่าแนวโน้มของตลาดหรือแนวโน้มของหุ้นนั้นๆจะเป็นอย่างไร จึงทำให้มุมมองของ Loeb ดูค่อนข้างนอกรีตนอกรอยในสายตาของคนทั่วไป

แต่ถึงแม้ว่า Loeb ไม่เคยได้มีโอกาสอยู่ในสถาพแวดล้อม ณ ปัจจุบัน ที่มีการใช้คอมพิวเตอร์ในการซื้อขายหุ้น และการแทรกแซงจากรัฐบาล แต่แนวคิดของเขาก็ยังสามารถนำมาใช้ได้จวบจนทุกวันนี้

จากหนังสือทั้งสองเล่มของเขา นี่คือ กฏพื้นฐานสำคัญ 15 ข้อ ที่ Loeb เน้นย้ำว่าต้องทำความเข้าใจ ไม่ใช่เพียงแค่เอาชนะตัวเอง แต่รวมถึงเพื่อให้เราสามารถชนะตลาดได้ด้วย

1. สิ่งทุกคนรู้กันหมดแล้วในตลาดย่อมไม่มีค่า

2. หุ้นจะเกินมูลค่าของมันเสมอในตลาดกระทิง และต่ำกว่ามูลค่าของมันในตลาดหมี

3. หุ้นที่ดีราคาจะดูแพงเกินไปเสมอสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่

4. ความคาดหวัง คือสิ่งที่ทำให้ตลาดเคลื่อนไหวไม่ใช่ข่าว

5. พื้นฐาน 3 ข้อในการประเมินมูลค่าหุ้น

5.1 คุณภาพ (พื้นฐานของหุ้น, สภาพคล่อง และ การบริหารจัดการ)

5.2 ราคา

5.3 แนวโน้ม (สำคัญที่สุด)

6. แต่ละช่วงของหุ้นก็เหมือนกับวัยของคนเรา มีตั้งแต่ ช่วงแรกเกิด, กำลังเติบโต, โตเต็มที่ และช่วงเสื่อมโทรมหรือตกต่ำลง(วัยชรา) กุญแจสำคัญคือต้องระบุให้ได้ว่า หุ้นแต่ละตัวอยู่ในช่วงใดจะเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้เปรียบคนอื่น

7. ในการเข้าซื้อหุ้นให้เริ่มต้นด้วยการซื้อจำนวนไม่มาก แล้วซื้อเพิ่มเมื่อราคาเคลือนที่ไปตามที่คาดไว้

8. คุณจะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ หากคุณไม่กระจายความเสี่ยงมากเกินไป

9. คุณต้องอดทนต่อสิ่งเร้าที่ยั่วยวนใจที่ส่งผลให้หลักการลงทุนของคุณเปลี่ยนไปในทุกๆวัฐจักรของตลาด

10. ถ้าต้องการจะประสบความสำเร็จในการลงทุนคุณจะต้อง

A. ตั้งเป้าหมายให้สูง

B. จำกัดความเสี่ยง

C. ไม่กลัวที่จะนำเงินไปลงทุน

D. อดทน และใจต้องนิ่ง

11. นักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จนั้นจะฉลาด พวกเขาเข้าใจจิตวิทยา, ฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ทั้งยังสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว

12. คุณอย่าคิดว่าตลาดจะเป็นอย่างไร แต่จงไปตามการเคลื่อนของตลาด

13. ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ เป็นหนึ่งในนิสัยที่แยกผู้ที่ประสบความสำเร็จจากคนอื่น

14. ตลาดหุ้นนั้นเป็นมากกว่าศาสตร์และศิลป์ มันซับซ้อนเกินว่าที่คนส่วนใหญ่จะเข้าใจ

15. จงขายหุ้นทิ้ง เมื่อคุณรู้สึกว่าตัวเองฉลาดกว่าตลาด

จากพื้นฐานที่สำคัญ 15 ประการนี้ ลองถามตัวคุณเองว่า “จากพื้นฐานทั้ง 15 ประการนี้ มีข้อไหนบ้างที่คุณเห็นไม่เห็นด้วย และดูขัดแย้งจากประสบการณ์การลงทุนของคุณ?”

การถามตัวเองนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อให้คุณมองว่าคุณอาจจะคิดผิดในสิ่งที่คุณไม่เห็นด้วย แต่การเรียนรู้ในมุมมองที่แตกต่างออกไปนั้น ก็อาจทำให้คุณได้พบหนทางใหม่ในการพัฒนาผลตอบแทนขอบคุณให้ดียิ่งขึ้น

ผู้เขียนบทความนี้ (Charles) ได้ให้หนึ่งในสมาชิกทดสอบสิ่งที่เขายืนกรานไม่เห็นด้วยกับมุมมองของ Loeb ที่ว่า “คุณจะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ หากคุณไม่กระจายความเสี่ยงมากเกินไป”

จากการติดตามผลตอบแทนของสมาชิกที่ได้ทำการทดลอง ก็พบว่า การกระจายความเสี่ยงมากเกินไป กลับกลายเป็นตัวขัดขวางผลตอบแทนของเขา

โดยจากการตรวจสอบพบว่า พอร์ตของเขามีการถือหุ้น และ ETF มากกว่า 30 ตัว ซึ่งแต่ละตัวก็ได้ผลตอบแทนดีบ้าง แย่บ้าง แต่ผลก็คือ มันได้ถ่วงผลตอบแทนของเขาลงไปอย่างมาก เห็นได้ชัดว่า ความเชื่อผิดๆเรื่องการกระจายความเสี่ยงของเขา กลับเป็นสิ่งที่ขวางไม่ให้เขาประสบความสำเร็จตามที่เป้าหมายที่ตั้งไว้

หลังจากนั้น เมื่อ Charles ได้ให้สมาชิกคนนั้นทบทวนกฏพื้นฐาน 15 ประการ ของ Loeb อีกครั้ง เขาจึงยอมรับว่า การกระจายความเสี่ยงมากเกินไปเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ฉุดผลตอบแทน ถึงแม้มันจะขัดแย้งกับความเชื่อเดิมของเขาก็ตาม

กล่าวโดยสรุปแล้ว หลายต่อหลายครั้งที่แนวคิดใหม่มักขัดแย้งกับความคิดเดิมของเราโดยสิ้นเชิง แต่มันกลับสามารถช่วยให้เราพัฒนาขึ้นได้อย่างมาก

จากประสบการณ์ของ Charles พบว่า ‘นักลงทุนที่เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องที่ขัดแย้งกับความเชื่อหรือวิธีการของตนเอง มักจะประสบความสำเร็จ’…

…

‘กฏพื้นฐานสำคัญ 15 ประการ เพื่อเอาชนะตลาดหุ้น’

โดย Tent How

www.sarut-homesite.net

28 มกราคม 2013

ขอบคุณ ครับ
 Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,418


« ตอบ #12 เมื่อ: 02/02/13 10:05:35 »

4 ความผิดพลาดซ้ำซากในการลงทุน และวิธีเลี่ยงความผิดเหล่านั้น : Tent How
Posted by admin in Investment, Our Columnist on ธ.ค. 21st, 2012 | one response
 (No Ratings Yet)
 Loading ...
บทความนี้เขียนโดย Ivan Hoff  ผมอ่านแล้วเห็นว่าเนื้อหาดีและมีประโยชน์มากๆ เลยให้เพื่อนช่วยแปลแล้วเอามาลงเวบครับ

####



1. ซื้อขายหุ้นโดยไม่มีหลักการ

ถ้าคุณไม่มีจุดยืน คุณก็ไม่มีแก่นหรือสิ่งใดให้ยึดถือปฏิบัติ ถ้าคุณไม่มีเป้าหมายว่าจะไปที่ใด คุณก็ไม่มีวันไปถึงจุดหมาย… จงกำหนดหลักการ วางแผนการลงทุน และทำตามแผนที่คุณวางไว้เสมอ เพราะถ้าคุณไม่มีแผนการของตนเอง คุณก็จะต้องตกอยู่ในแผนการของคนอื่น

“ถ้าคุณไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงซื้อหุ้นตัวนั้น คุณก็จะไม่รู้ว่าควรขายมันตอนไหน ซึ่งนั่นมักจะทำให้คุณขายหุ้นทิ้งตอนที่ราคาของมันทำให้คุณกลัว ทั้งๆที่โดยส่วนมากแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณกลัวราคาหุ้นในขณะนั้น มันคือโอกาสซื้อ ไม่ใช่จุดบ่งชี้ว่าคุณควรขายมันทิ้ง”

– Martin Taylor -
2. เข้าซื้อหุ้นไม้ใหญ่เกินไป (Trading too big)

การเข้าซื้อหุ้นครั้งเดียวในสัดส่วนที่เยอะของพอร์ต จะทำให้คุณขายหุ้นเพราะความกลัวของคุณ ไม่ใช่เพราะระบบลงทุนของคุณบอกให้ขาย

ดังนั้น ก่อนที่จะซื้อหุ้น คุณควรกำหนดจำนวนเงินที่คุณสามารถยอมรับขาดทุนได้ให้อยู่ในระดับที่ไม่เสี่ยงมากไป ตัวอย่างเช่น คุณยอมรับขาดทุนได้ 20,000 บาท โดยที่จุดตัดขาดทุนของคุณคือ เมื่อราคาหุ้นตกลงไปต่ำกว่าต้นทุน 5 บาท ดังนั้น คุณควรซื้อหุ้นตัวนี้จำนวน 4,000 หุ้น

“นักลงทุนมักจะให้ความสำคัญเกือบทั้งหมดไปที่จุดเข้าซื้อ (entry price) ทั้งๆที่โดยส่วนมากแล้ว ขนาดของการเข้าซื้อ (entry size ) ในแต่ละครั้งมีความสำคัญกว่าจุดเข้าซื้อ เพราะหาก entry size แต่ละครั้งใหญ่มากเกินไป เวลาที่หุ้นปรับตัวลงอย่างไม่มีนัยสำคัญ มันก็มักจะทำให้คุณกลัวและขายหุ้นที่ยังมีแนวโน้มดีนั้นทิ้งไป ดังนั้น ยิ่งขนาดของการเข้าซื้อใหญ่มากไปเท่าไร ความกลัวจะเข้ามาครอบงำการตัดสินใจของคุณ แทนที่จะตัดสินใจจากแผนการและประสบการณ์ที่พิจารณาอย่างดีแล้ว”

– Steve Clark -
3. ซื้อขายมากเกินไป (Overtrading)

การที่เราจะซื้อขายหุ้นบ่อยขนาดไหนนั้นขึ้นอยู่กับแนวทางการลงทุนของเรา แต่ไม่ว่าคุณจะใช้แนวทางลงทุนแบบไหนก็ตาม การซื้อขายน้อยครั้งย่อมดีกว่าเสมอ (less is more)

อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิดไป เพราะไม่ว่าคุณจะทำการบ้านหรือเตรียมตัวมาอย่างดีแค่ไหนก็ตาม แต่ตลาดหุ้นนั้นก็มักจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอยู่บ่อยๆ ดังนั้น คุณควรจะมีไอเดียหรือหุ้นที่จะเลือกลงทุนมากกว่า 1 ตัวอยู่เสมอ

แต่การที่คุณซื้อๆขายๆในหุ้นทุกตัวที่เกิดสัญญาณ ทำให้เงินลงทุนและพลังงานของคุณถูกกระจายออกไปในหุ้นหลายตัวมากจนเกินไปนั้น คงไม่ใช่การตัดสินใจที่ฉลาดนัก

คุณควรยึดมั่นอยู่กับสิ่งที่คุณรู้และเข้าใจ เลือกใช้วิธีการที่คุณทำแล้วได้ผล อย่าหลงไปตามกระแสข่าวลือหรือการลงทุนที่คุณไม่ได้เปรียบ และหลีกเลี่ยงการลงทุนใดๆก็ตามที่คุณไม่ได้มีความเข้าใจในสิ่งนั้นเลยแม้แต่น้อย

ในบางครั้ง การเทรดที่ดีที่สุดก็คือ การไม่เทรดเลย และตั้งมั่นอยู่กับหุ้นที่เราถือ ผมรู้ดีว่าในช่วงตลาดกระทิงดุนั้น มันมีสิ่งที่เย้ายวนใจมากที่จะทำให้คุณซื้อๆขายๆบ่อยครั้ง เมื่อหุ้นเกือบทุกตัวขึ้นไปทะลุ High เดิม คุณรู้สึกเหมือนเด็กที่อยู่ในร้านขนมหวานแล้วไม่รู้จะเลือกหยิบขนมชิ้นไหนดี

จงเลือกหุ้นเพียงไม่กี่ตัวในจังหวะเวลาที่เหมาะสม อย่าพยายามที่จะไล่ซื้อหุ้นทุกๆตัว เพราะคุณไม่สามารถทำได้ (ยกเว้นว่าคุณเป็นคอมพิวเตอร์!!!)

เบื้องหลังของความผิดพลาดในข้อที่ 2 และ ข้อที่ 3 มักจะเกิดจากความมั่นใจที่มากเกินไป

ถึงแม้้ว่าความมั่นใจนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการทำตามแผนและระบบลงทุนของคุณ แต่ถ้ามีความมั่นใจที่มากเกินพอดี (Overconfidence) มันจะก่อให้เกิดผลเสีย เพราะความมั่นใจที่มากเกินไปนั้น เป็น 1 ในเหตุผลสำคัญที่ว่า ทำไมนักลงทุนและนักเก็งกำไรที่มีประสบการณ์จึงยังสามารถขาดทุนได้

เมื่อไรก็ตามที่คุณรู้สึกว่า ความสำเร็จของคุณในตลาดมาจากการที่คุณเป็นอัจฉริยะ ไม่ได้มาจากความคิดที่รอบคอบและไตร่ตรองอย่างระมัดระวังในการลงทุน ก็เท่ากับว่าคุณใกล้ถึงเวลาที่จะขาดทุนแล้ว

4.) เฝ้าดูราคาหุ้นมากเกินไป (Watching your stocks too closely)

ถ้าคุณเป็นนักลงทุนแบบ day trader นั่นคือสิ่งคุณควรทำ แต่ถ้าคุณใช้กรอบการลงทุนที่ยาวนานกว่านั้น การเฝ้ามองราคาหุ้นตลอดเวลาจะก่อให้เกิดผลเสียซะมากกว่า

เมื่อคุณตัดสินใจใดๆแล้วคุณต้องให้เวลากับมัน เพื่อให้หลักการหรือไอเดียการลงทุนของคุณนั้นได้โชว์ผลลัพธ์ของมันจริงๆออกมาเสียก่อน

“การเฝ้ามองราคาหุ้นบนหน้าจอทั้งวันนั้น ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆและเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ผมเชื่อว่าการเฝ้าดูทุกคำสั่งซื้อขายจะทำให้คุณขายหุ้นก่อนเวลาอันควร (ขายหมู) และ มักทำให้คุณซื้อหุ้นในราคาที่สูงเกินไปหรือขายหุ้นในราคาที่ต่ำเกินไปของวันนั้น รวมถึงทำการซื้อขายมากเกินไป (Overtrading) ผมแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการเฝ้ามองราคาหุ้นตลอดเวลา และหันไปทำสิ่งอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการลงทุนและต่อตัวของคุณเองในช่วงเวลาซื้อขาย เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านั้น”

- Steve Clark -
การเฝ้ามองราหาหุ้นอย่างใกล้ชิดจะทำให้เกิดผลเสียต่อผลตอบแทนของคุณ เมื่อคุณเข้าซื้อหุ้นแล้ว คุณไม่ควรซื้อขายเพียงเพราะเห็นคำสั่งซื้อขายเล็กๆน้อยๆที่สวนทางกับ Position ของคุณ การเฝ้ามองราคาหุ้นมากเกินไปนั้น ก็เปรียบเหมือนคุณนั่งอยู่ในร้านเบเกอรี่แสนอร่อยขณะที่คุณกำลัง diet

“หากคุณใช้เวลาอยู่ในร้านตัดผมสักพักหนึ่ง ไม่ช้าก็เร็วคุณจะคิดว่าคุณต้องตัดผม ทั้งๆที่คุณหัวล้าน”

– Warren Buffett -
โซรอส เคยกล่าวไว้่ว่า

“ถ้าคุณออกไปทำงานทุกวัน เพียงเพราะคิดว่าคุณต้องทำอะไรซักอย่าง ผลก็คือ มันทำให้คุณมักจะทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์อะไรเพื่อไม่ให้เบื่อไปวันๆ ซึ่งผมคิดว่าคุณควรจะอยู่เฉยๆดีกว่า ปกติแล้วผมจะไปทำงานเฉพาะเวลาที่มีงานให้ทำ ในเวลาที่มันควรค่าแก่การทำจริงๆ ผลก็คือ ผมเรียนรู้ที่จะสามารถแยกแยะได้ว่า วันไหนที่มีงานสำคัญกว่าวันอื่นๆ และรู้ว่าเวลาไหนที่ควรมุ่งมั่นกับงานเป็นพิเศษ”
ดังนั้น ถ้าคุณเป็นนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรที่ไม่ใช่ Day Trader คุณควรหาสิ่งอื่นทำแทนที่จะนั่งเฝ้าดูราคาหุ้นทั้งวัน อย่างเช่นการอ่านหนังสือ ออกกำลังกาย หรือ อะไรก็ตามที่ทำให้ไม่ต้องยุ่งกับการดูราคาหุ้นระหว่างวันมากเกินไป

ความไม่รู้ไม่ใช่อุปสรรคของคนส่วนใหญ่ในตลาด เพราะทุกคนต่างก็สามารถศึกษาหาความรู้ได้เหมือนๆกัน แต่เป็นความพยายามที่จะนำความรู้ต่างๆมาประยุกต์ใช้อย่างจริงจังต่างหาก เหมือนกับที่ทุกคนรู้ดีว่า ควรทำตัวอย่างไรเพื่อลดน้ำหนัก แต่จะมีสักกี่คนที่มีวินัยมากพอที่จะทำตามแผนของตนเองได้อย่างจริงจังและสม่ำเสมอ…

4 ความผิดพลาดซ้ำซากในการลงทุน และวิธีเลี่ยงความผิดพลาดเหล่านั้น

โดย Tent How

www.sarut-homesite.net

แปลจากบทความ Four Common Trading Mistakes and How to Avoid Them

ขอบคุณ ครับ
 Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,418


« ตอบ #13 เมื่อ: 02/02/13 10:11:34 »

ก้าวกระโดดได้แล้ว   
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,418


« ตอบ #14 เมื่อ: 02/02/13 10:28:53 »

อ่านบทความ
ก็ควรเลือกหยิบเฉพาะส่วนที่คิดว่าดีจริงๆไว้
ส่วนที่ไม่แน่ใจก็ทิ้งไป ไม่ต้องสนใจ
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,418


« ตอบ #15 เมื่อ: 02/02/13 10:31:05 »

เราจำเป็นที่จะต้องลดความเสี่ยงลงไปอีกโดยการกระจายการถือหุ้นหลาย ๆ  ตัว   อย่างน้อย 5-6 ตัวในกรณีพอร์ตไม่ใหญ่นัก  และ  กว่า 10 ตัวขึ้นไปในกรณีที่พอร์ตค่อนข้างใหญ่  เพื่อที่จะสามารถรักษาเงินต้นไว้ได้แม้จะเกิดสถานการณ์ที่ร้ายแรงในตลาดหุ้นและหุ้นที่เราลงทุน

ไม่แน่ใจ
 Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
poom0988(สำรอง)
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6


« ตอบ #16 เมื่อ: 02/02/13 10:34:06 »

price box

SCP     52.0 - 62.0 baht, weekly basis

TNDT   8.5 - 11.0 baht, weekly basis

High risk, high return. Very careful.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
Sut975
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 843



« ตอบ #17 เมื่อ: 02/02/13 18:57:11 »

SCP
1Q55  EPS = 1.55 บ.
2Q55  EPS = 1.65 บ.
3Q55  EPS = 2.22 บ.

รวม 9 เดือน กำไรต่อหุ้น 5.43 บ.
ราคาปิดล่าสุด 57 บ.

ปีที่ผ่านมาของขายได้ดีและกำไรดีขึ้น หนี้พื้นฟู ต้นและดอกลดลงเรื่อยๆ ปี56นี้ คงเป็นไทได้

เดาล้วนๆครับ...
ลุ้นประกาศงบ ถ้าไตรมาส4 กำไรต่อหุ้นได้ 1.50 - 2.00 บ. ลุ้น 6X
ถ้าเติบโตมากกว่าไตรมาส3 กำไรต่อหุ้น 2.4 up  ได้ลุ้น 7X-8X

สไตล์หุ้นน้อย เจ้าโหด  ชอบเล่นรอบ 5-10-20 ช่อง เสมอ นิสัยเจ้านี้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
poom0988(สำรอง)
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6


« ตอบ #18 เมื่อ: 02/02/13 19:42:43 »

price box

SCP     52.0 - 62.0 baht, weekly basis

TNDT   8.5 - 11.0 baht, weekly basis

High risk, high return. Very careful.

********************

Technical:  SCP side way down - see MACD - high price divergence.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
feeding time
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 150


« ตอบ #19 เมื่อ: 03/02/13 15:35:09 »

    ไม่มีบทความกล่าว  นอกจาก
                                         กราบขอบพระคุณในองค์ความรู้ที่ได้อ่านผ่านบทความอีกหนึ่งบรมครูของผม
                                                                         
                                                                                                   กราบขอบพระคุณมากครับพี่มด
                                                                                                             feeding time
                                                                                                             03/02/2013
                                                                                 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
Sut975
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 843



« ตอบ #20 เมื่อ: 05/02/13 11:36:30 »

SCP เจ้ายกขึ้น-ลง สบายๆ แต่ฐานปรับสูงขึ้นตลอด Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
JOI
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40


« ตอบ #21 เมื่อ: 05/02/13 12:40:20 »

SCP ทำให้ผมอารมณ์ดีจัง เล็งๆน่าจะ Split Par นะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
meawba555
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 26,795


คุณค่าอยู่ที่ราคา ราคาอยู่ที่คุณค่า


« ตอบ #22 เมื่อ: 05/02/13 12:45:49 »

อ่าวพี่ JOI thaivi  มาทำไรดูหุ้น  Roll Eyes

555 ผมดูกร๊าฟไม่เก่ง มีเพื่อนเขาฝากถาม เห็นที่นี่เก่งๆหลายคนครับ  Grin


ยินดีต้อนรับครับพี่



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

มีหรือไม่มีเกิดขึ้นด้วยการรับรู้..
ยากกับง่ายเกิดขึ้นด้วยความรู้สึก..
สูงกับต่ำเกิดขึ่นด้วยการเทียบเคียง..
หน้าและหลังเกิดขึ้นด้วยการนึกคิด.

ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ  สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
JOI
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40


« ตอบ #23 เมื่อ: 05/02/13 16:46:10 »

อยากรู้จักคุณmeawba555 คนดังมาตั้งนานแล้วครับ 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
meawba555
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 26,795


คุณค่าอยู่ที่ราคา ราคาอยู่ที่คุณค่า


« ตอบ #24 เมื่อ: 05/02/13 16:52:54 »

อยากรู้จักคุณmeawba555 คนดังมาตั้งนานแล้วครับ 


ดังในด้านเกรียนแตกครับ   ผมหน่ะ 55555+


ยังไงฝากเนื้อฝากตัวด้านวิชาการด้วยนะครับ  พี่ joi


 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

มีหรือไม่มีเกิดขึ้นด้วยการรับรู้..
ยากกับง่ายเกิดขึ้นด้วยความรู้สึก..
สูงกับต่ำเกิดขึ่นด้วยการเทียบเคียง..
หน้าและหลังเกิดขึ้นด้วยการนึกคิด.

ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ  สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
meawba555
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 26,795


คุณค่าอยู่ที่ราคา ราคาอยู่ที่คุณค่า


« ตอบ #25 เมื่อ: 05/02/13 16:59:51 »

พี่ joi ย้ายมาก้ดีแล้วคับ


เวปนี้ สันนาการ 90  สาระ10%


 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

มีหรือไม่มีเกิดขึ้นด้วยการรับรู้..
ยากกับง่ายเกิดขึ้นด้วยความรู้สึก..
สูงกับต่ำเกิดขึ่นด้วยการเทียบเคียง..
หน้าและหลังเกิดขึ้นด้วยการนึกคิด.

ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ  สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
JOI
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40


« ตอบ #26 เมื่อ: 05/02/13 22:40:35 »

ไปๆมาๆครับคุณMaew ถ้าผมเจอหุ้นน่าสนใจก็จะเข้ามาแปะถามเกี่ยวกับกร๊าฟบ้างหนะครับ เห็นที่นี่เก่งๆกัน......ผมก็ไม่ได้วิชาการมากมายหรอกครับ ก็นักลงทุนธรรมดาทั่วไป
ออกแนวลูกทุ่งๆด้วยซ้ำ 555

ว่าแล้วก็ดูกร๊าฟ SCP กับ STPI ให้หน่อยครับ...555
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
Sut975
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 843



« ตอบ #27 เมื่อ: 14/02/13 12:34:54 »

SCP  new high แต่เงียบจัง
สงสัยแฟนๆหนีไปนับเงินกันหมด  Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
potsoon
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 206


« ตอบ #28 เมื่อ: 14/02/13 23:05:08 »

scp น่าจะไป 80 ในวันใกล้ๆนี้ ดีใจกับผู้ถือหุ้นด้วยครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
JOI
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40


« ตอบ #29 เมื่อ: 16/02/13 23:42:57 »

SCP ขึ้นไปแล้ว ผมว่าน่าไปต่อเพราะราคาถูกเกินพิ้นฐาน

เมื่อ 2 วันก่อนไม่มีเวลา Post ว่า AIT น่าสนใจครับ มี Story พอควร แต่วันศุกร์มันวิ่งไป 77.75 แล้ว
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
khunjob.vi
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 257


« ตอบ #30 เมื่อ: 17/02/13 14:12:12 »

SCP ขึ้นไปแล้ว ผมว่าน่าไปต่อเพราะราคาถูกเกินพิ้นฐาน

เมื่อ 2 วันก่อนไม่มีเวลา Post ว่า AIT น่าสนใจครับ มี Story พอควร แต่วันศุกร์มันวิ่งไป 77.75 แล้ว

หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น. ขอให้โชคดีครับคุณ. JOI
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
ซีน
หุ้นขึ้นต้องมีเรา... ที่ราคาตอนที่ซื้อ ไม่อยู่บนยอดดอย
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19,005


« ตอบ #31 เมื่อ: 17/02/13 18:43:12 »

แต่ส่วนใหญ่พอเอาเข้าจริง ๆ นักลงทุนไม่ค่อยสนใจงบดุลและงบกระแสเงินสด

ทุกคนก็ดูแค่บรรทัดสุดท้ายของงบกำไร-ขาดทุนเท่านั้น


 Cheesy Cheesy Cheesy
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เชื่อมั่น FBI    หุ้นขึ้นก็รวยๆ หุ้นลงก็ขำๆ คับ 

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
JOI
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40


« ตอบ #32 เมื่อ: 17/02/13 20:59:24 »

แต่ส่วนใหญ่พอเอาเข้าจริง ๆ นักลงทุนไม่ค่อยสนใจงบดุลและงบกระแสเงินสด

ทุกคนก็ดูแค่บรรทัดสุดท้ายของงบกำไร-ขาดทุนเท่านั้น


 Cheesy Cheesy Cheesy

นี่ไงครับ ทำให้นักเก็งถึงมากกว่านักลงทุน  Roll Eyes
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
Sut975
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 843



« ตอบ #33 เมื่อ: 19/02/13 16:46:53 »

วันนี้เจ้าใจดี ให้ราคาถึงราคาปิดเลยวุ๊ย Grin
สงสัยงบใกล้ออกเต็มที่
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
Sut975
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 843



« ตอบ #34 เมื่อ: 19/02/13 20:07:52 »

แต่ส่วนใหญ่พอเอาเข้าจริง ๆ นักลงทุนไม่ค่อยสนใจงบดุลและงบกระแสเงินสด

ทุกคนก็ดูแค่บรรทัดสุดท้ายของงบกำไร-ขาดทุนเท่านั้น


 Cheesy Cheesy Cheesy

นี่ไงครับ ทำให้นักเก็งถึงมากกว่านักลงทุน  Roll Eyes

 
ก็คงต้องตามเกมส์เจ้าบ้างเหมือนกันในบ้างครั้ง
ขนาด เบอร์ 2 เค้ายังมีบ้างนะครับ Grin
หุ้นที่เคยถือ 6.33% ของ บ.
ตอนนี้ยังเหลือไม่ถึง 5 % คงต้องเดาว่า ใจดีช่วยในเรื่อง Vol. แล้วกัน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
Sut975
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 843



« ตอบ #35 เมื่อ: 22/02/13 17:45:10 »

มี New High ได้ทุกวัน  Grin
แต่ด้านกราฟเทคนิค กดดัน น่าดู เจ้ามือเขี้ยวจริง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
JOI
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40


« ตอบ #36 เมื่อ: 22/02/13 19:19:52 »

SCP อาทิตย์หน้างบออก คงขึ้นกระฉูดเพราะน่าจะเลิศมากๆๆๆๆ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
มาม่าหมูน้ำตก
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,109


ลงทุนอย่างสุภาพมีมารยาทชาติตระกูลดี


« ตอบ #37 เมื่อ: 22/02/13 20:03:16 »

พี่ joi มีของเยอะละสิท่า
ผมมีอยู่ 8 หมื่นหุ้น ทุน ประมาณ 6 บาท
โชคดีติดปอดไว้ 
โชคร้ายที่ไม่เคยคิดซื้อเพิ่ม 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

แดงๆแบบนี้พี่ชอบบบบบ 


Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
Sut975
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 843



« ตอบ #38 เมื่อ: 22/02/13 20:23:31 »

ราคานั้นถือมาก่อนปี 53
นับถือในจิตใจมากครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
JOI
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40


« ตอบ #39 เมื่อ: 22/02/13 22:47:21 »

พี่ joi มีของเยอะละสิท่า
ผมมีอยู่ 8 หมื่นหุ้น ทุน ประมาณ 6 บาท
โชคดีติดปอดไว้ 
โชคร้ายที่ไม่เคยคิดซื้อเพิ่ม 

ผมมีไม่กี่หมื่นหรอกครับ เพิ่งซื้อตอน 57-58 บ. แต่ขายไปเหลือหมื่นเดียวเอง ถือไว้ลุ้นงบครับ
ว้าว...ต้นทุน 6 บ. สุดยอดครับ 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ
khunjob.vi
Sr. Member
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 257


« ตอบ #40 เมื่อ: 08/03/13 08:05:05 »

พี่ joi มีของเยอะละสิท่า
ผมมีอยู่ 8 หมื่นหุ้น ทุน ประมาณ 6 บาท
โชคดีติดปอดไว้ 
โชคร้ายที่ไม่เคยคิดซื้อเพิ่ม 

ผมมีไม่กี่หมื่นหรอกครับ เพิ่งซื้อตอน 57-58 บ. แต่ขายไปเหลือหมื่นเดียวเอง ถือไว้ลุ้นงบครับ
ว้าว...ต้นทุน 6 บ. สุดยอดครับ 

อลังการ8บาท ผมซือเก็บตั้งแต่กลางปีที่แล้วยััง 18 บาท
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1] ขึ้นบน ส่งหัวข้อนี้ พิมพ์ 
ดูหุ้น  |  กระดานสนทนา  |  คุย คุ้ย หุ้น (ผู้ดูแล: Tungong, plamuek76)  |  หัวข้อ: รบกวนช่วยดูกร๊าฟ SCP กับ TNDT ให้หน่อยครับ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.17 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!