ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
24/11/14 07:57:26

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
948,159 กระทู้ ใน 85,723 หัวข้อ โดย 14,255 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: mibukyo
* หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
:
ดูหุ้น  |  กระดานสนทนา  |  คุย คุ้ย หุ้น (ผู้ดูแล: Tungong, plamuek76)  |  หัวข้อ: HOT NEWS 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2 ลงล่าง ส่งหัวข้อนี้ พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: HOT NEWS  (อ่าน 5438 ครั้ง)

HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« เมื่อ: 03/10/08 08:17:17 »

สันติ"ปลุกทอท.คึกย้ายดอนเมือง อ้างบิ๊กโปรเจ็กต์7.3หมื่นล.เปิดช่องโยกไฟลต์อินเตอร์


 
"สันติ พร้อมพัฒน์" คัมแบ็ก "คมนาคม" ร่ายยาวแผนงานเร่งรัดทุกหน่วยดันทุกโปรเจ็กต์ให้จบ บอร์ด ทอท. เตรียมชงรัฐมนตรีทุบโต๊ะย้ายเที่ยวบิน อินเตอร์จากสุวรรณภูมิกลับดอนเมือง 240 เที่ยว/วัน ฉลุยแน่ ยันสมัยปลายอดีตนายกฯสมัคร รมว.สันติดันสุดตัวขยายสุวรรณภูมิเฟส 2 มูลค่า 7.3 หมื่นล้านบาท พ่วงแผนใช้ประโยชน์ดอนเมือง "บินไทย" หนาวๆ ร้อนๆ ต้องเด้งรับย้ายตารางบินกลับฐานเก่าสนองรัฐบาลใหม่


นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า มีนโยบายเร่งรัดแผนพัฒนาเมกะโปรเจ็กต์รวมทั้งสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิเฟส 2 และดอนเมืองที่จะนำไปใช้ประโยชน์ทางการบิน ทันทีที่รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายการบริหารประเทศโดยภาพรวม 8 ตุลาคมนี้ กระทรวงคมนาคมจะมอบหมายคณะกรรมการ (บอร์ด) หน่วยงานทางอากาศ ทางบก ทางน้ำ เดินหน้าโครงการต่อเนื่องที่เคยทำไว้ 7 เดือนก่อนมาสานต่อให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

แหล่งข่าวระดับสูงจากบอร์ด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) "ทอท." กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ยุคปลายนายกรัฐมนตรีนายสมัคร สุนทรเวช นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีคมนาคมขณะนั้นได้ผลักดันจนสุดท้ายบอร์ดมีมติอนุมัติการขยายสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิเฟส 2 มูลค่าประมาณ 73,500 ล้านบาท ตามขั้นตอนจะเริ่ม ทยอยเปิดประมูลการก่อสร้างแต่ละรายการได้ภายในธันวาคมปีนี้

เมื่อนายสันติได้รับมอบหมายเข้ามา นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีคมนาคมต่ออีกสมัย หลายฝ่ายจึงมีความเห็นตรงกัน มีโอกาสสูงมากที่ ทอท.จะต้องย้ายเที่ยวบินระหว่างประเทศที่บินเฉพาะ จากจุดต้นทางไปยังปลายทางโดยไม่มี เที่ยวบินต่อไปยังเมืองอื่น หรือที่เรียกว่า International flight point to point และเที่ยวบินระหว่างประเทศอื่นๆ มาทำการบินขึ้น-ลง ประจำยังดอนเมืองจำนวนไม่ต่ำกว่า 30% ขึ้นไป หรือประมาณ 240 เที่ยว/วัน

เนื่องจากนายสันติมี นโยบายสนับสนุนแผนงานระหว่างการก่อสร้างสุวรรณภูมิเฟส 2 ควรจะใช้ประโยชน์สนามบินนานาชาติดอนเมือง ด้วยการให้ ทอท. เจรจากับสายการบินนานาชาติแบ่งย้ายเที่ยวบินระหว่างประเทศบางส่วนกลับมายังดอนเมือง ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของฝ่ายบริหาร ทอท.และบอร์ดเองซึ่งเล็งเห็นว่าเพื่อให้การขยายเมกะโปรเจ็กต์สุวรรณภูมิเป็นไปตามแผนงานการก่อสร้างอย่างสะดวก สามารถร่นระยะเวลาให้เร็วขึ้นได้จาก 2 ปีเหลือเพียงปีเศษ เพราะเดิมกำหนดแล้วเสร็จปี 2553

หากนายสันติตัดสินใจเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่อนุมัตให้ ทอท.แบ่งเที่ยวบินระหว่างประเทศมายังดอนเมือง 30-40% ขึ้นไป ผู้รับเหมาจะก่อสร้างได้เร็วขึ้นเหลือเพียงปีเศษและพร้อมเปิดบริการได้ไม่เกินปลายปี 2552 เพิ่มทางวิ่ง (runway) 3 และ 4 มีอาคารรองรับผู้โดยสารได้ถึง 60 ล้านคน/ปี สามารถแข่งขันกับคู่แข่งที่กำลังมาแรงอย่างเวียดนาม สิงคโปร์ ฮ่องกง และเกาหลีใต้ได้

รายงานจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะสายการบิน แห่งชาติอาจต้องร่วมมือกับ ทอท.นำร่องย้ายเที่ยวบินระหว่างประเทศบางส่วน ไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของเที่ยวบินที่จะมาลงดอนเมืองทั้งหมด เหมือนเมื่อครั้งนาย สันติ พร้อมพัฒน์ เคยมีนโยบายเมื่อ เดือนมีนาคม 2551 ให้ย้ายเที่ยวบินภายในประเทศที่ไม่มีเที่ยวบินต่อไปยังเส้นทาง อื่นมาขึ้นลงยังดอนเมืองกว่า 40 เที่ยว/วัน และอาจจะใช้ประโยชน์จากการลงทุน ซิตี้ เช็กอิน ซึ่งลงทุนเปิดเช่าพื้นที่รถไฟฟ้าใต้ดินสถานีลาดพร้าวไปกว่า 100 ล้านบาท ขณะนี้ยังใช้ได้ไม่คุ้มค่า มีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ยไม่ถึง 100 คน/วัน

อย่างไรก็ตามการเตรียมตั้งรับของฝ่ายบริหารการบินไทยที่จะสนองนโยบายรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมครั้งนี้ ก็มีผู้ถือหุ้นรายย่อยการบินไทยตั้งข้อสังเกตและพร้อมทำหนังสือถึงบอร์ดเพื่อขอคำชี้แจงเรื่องนี้แต่อาจเป็นช่วงสูญญากาศ

เนื่องจากนายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เกษียณไปเมื่อ 30 กันยายน 2551 โดยยืนยันตามมารยาทเกษียณแล้วต้องยื่นใบลาออกจากการเป็นประธานบอร์ดการบินไทยเพื่อเปิดทางให้ ผู้ที่เหมาะสมหรือปลัดคนใหม่เข้าเป็นประธานแทนตามความเห็นชอบของกระทรวงคมนาคมและผู้ถือหุ้นกระทรวงการคลัง

ความเห็นส่วนตัวครับ
ซ้ำเติมการบินไทยอีกแล้ว จะเอาให้การบินไทยพังหรือไร  สิงคโปร แอร์เอเชียยิ้มงานนี้
สงสารสายการบินแห่งชาติ ไปลงทุนที่สุวรรณภูมิ มากมายจนเงินหมดแล้ว สุดท้ายก็ย้ายมาดอนเมืองใกล้ที่ทำการใหญ่ ของแอร์เอเชีย

Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #1 เมื่อ: 03/10/08 08:19:45 »

บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่เผยยอดขายรถในสหรัฐดิ่งลงในเดือนกันยายน โดยเฉพาะยอดขายของบริษัทฟอร์ด มอเตอร์ ที่ฮวบลง 34% ในขณะที่วิกฤตสินเชื่อสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ นำไปสู่คำถามที่ว่าเมื่อใดตลาดรถยนต์สหรัฐที่เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะเข้าสู่เสถียรภาพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ยอดขายรถยนต์โดยรวมในสหรัฐลดลง 26% ซึ่งถือเป็นการดิ่งลงรุนแรงเกิดคาด และเกิดขึ้นพร้อมกับวิกฤตในตลาดหุ้นวอลล์สตรีต โดยผู้บริษัทรถยนต์ระบุว่า วิกฤตวอลล์สตรีต กระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และทำให้กู้เงินมาซื้อรถยนต์ได้ยากยิ่งขึ้น

ยอดขายของบริษัทฮอนด้า มอเตอร์ ลดลง 24% โตโยต้า มอเตอร์ดิ่งหนักถึง 32%  ส่วนนิสสัน มอเตอร์ฮวบ 37% และยอดขายของไคลส์เลอร์ลดลง 33%

ด้านเจเนอรัล มอเตอร์ คอร์ป หรือจีเอ็ม มียอดขายลดลงเพียง 16% เนื่องจากบริษัทใช้มาตรการลดราคามากกว่าบริษัทอื่นๆ โดยเสนอขายรถในราคาเดียวกับที่ขายให้พนักงาน ทั้งนี้ การลดลงเพียง 16% ในครั้งนี้ไม่รุนแรงเท่ากับที่นักวิเคราะห์เคยคาดการณ์ไว้ และส่งผลให้จีเอ็ม เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่รายเดียวที่ได้ครองส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น ท่ามกลางภาวะตลาดที่อ่อนแอลง
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #2 เมื่อ: 03/10/08 08:21:00 »

เอพี รายงานโดยอ้างข้อมูลจากสมาคมก่อสร้างแห่งอังกฤษที่ระบุว่า ราคาบ้านในอังกฤษในเดือนกันยายนลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 โดยลดลงไปแล้ว 12.4% จากมูลค่าบ้านเฉลี่ยในอังกฤษเทียบกับในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

ขณะที่ราคาบ้านในเดือนกันยายนลดลง 1.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ราคาบ้านเฉลี่ยลงมาอยู่ที่ 161,797 ปอนด์ (หรือ 285,605 ดอลลาร์) ลดลงประมาณ 20,000 ปอนด์ หรือ 35,000 ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
ข้อมูลระบุว่า การลดลงดังกล่าวถือเป็นการลดลงของราคาบ้านในอังกฤษครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่มีการเก็บสถิติราคาบ้านเป็นรายเดือนนับตั้งแต่เมื่อ 17 ปีที่แล้ว

ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์หลายรายฟันธงว่า ราคาบ้านจะยังคงมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ขณะที่การปล่อยกู้สินเชื่อค่อนข้างเข้มงวด ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยสูงท่ามกลางปัญหาวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้น โดยธนาคาร 3 ราย อาทิ เอชเอสบีซี วูลวิช และเฟิรสต์ ไดเร็คท์ เพิ่งปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะทำให้จำนวนผู้กู้ซื้อบ้านลดน้อยลง และจะทำให้ความต้องการซื้อบ้านลดลงด้วย

 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #3 เมื่อ: 03/10/08 08:22:04 »

โพลล์ชี้ชาวอเมริกันหวั่นตกงาน ราคาบ้านร่วง ห่วงอนาคตลูก และแผนเกษียณอายุมีปัญหา
สำนักข่าวระบุผลการสำรวจความคิดเห็นของเอพี-จีเอฟเค ที่จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 27-30 กันยายน ว่า ชาวอเมริกัน 8 ใน 10 คน เกรงว่าวิกฤตการเงินจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตนเอง ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนกว่าครึ่ง เกรงว่าตนเองจะต้องทำงานนานยิ่งขึ้น ก่อนเกษียณอายุ เนื่องจากมีเงินสะสมน้อยลง และเกือบครึ่งกังวลว่ามูลค่าบ้านจะลดลงในระยะยาว ขณะที่ 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามคิดว่าวิกฤตทำให้พวกเขาเสี่ยงตกงาน

8 ใน 10 เกรงว่าหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นจะกลายเป็นภาระของคนรุ่นลูกรุ่นหลาน ซึ่งปัจจุบันสหรัฐมีหนี้สาธารณะเกือบ 10 ล้านล้านดอลลาร์ผู้ตอบแบบสอบถาม 45% ต่อต้านแผนอุ้มสถาบันการเงินที่รัฐบาลเสนอ ขณะที่ 38% เห็นด้วยกับแผนกู้วิกฤตตลาดการเงินมูลค่า 700,000 ล้านดอลลาร์ และ 16% ยังไม่มั่นใจกับแผนดังกล่าว

ขณะเดียวกัน 55% ระบุว่า รัฐบาลควรมีบทบาทแต่อยู่ในวงจำกัด เมื่อจำเป็นต้องอุ้มธุรกิจเอกชนที่ล้มเหลว พร้อมจำกัดการแทรกแซงบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญ

นอกจากนี้ 3 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถาม มองว่า แผนอุ้มควรจำกัดผลตอบแทนของผู้บริหาร ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวล้วนถูกบรรจุอยู่ในแผนอุ้มที่ถูกโหวตล้มโดยสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และแผนกู้ฉบับแก้ไขที่เสนอต่อวุฒิสภาเมื่อวันพุธ
 ชาวอเมริกันราว 4 ใน 10 คน เห็นว่ารัฐบาลเดินได้ถูกทางเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการเงินปัจจุบัน แต่มีคนจำนวนมากกว่าเล็กน้อยที่เห็นว่ารัฐบาลเข้ามาแก้ไขช้าเกินไป แต่ 23% คิดว่ารัฐบาลเดินหน้าเร็วเกินไป
 โพลล์ครั้งนี้ได้สัมภาษณ์ความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกัน 1,160 คนทั่วประเทศผ่านทางโทรศัพท์
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #4 เมื่อ: 03/10/08 08:24:00 »

อาการหนัก-ป้ายหน้าร้านขายที่นอนในเมืองรีดดิ้ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ ระบุว่า  ปิดกิจการ ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติในเครือสหราชอาณาจักรอังกฤษ ออกมายืนยันแล้วว่า อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ของอังกฤษอยู่ที่ 0% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2551 หรือเรียกว่า แทบไม่มีการเติบโตเลย อีกทั้งอัตราการเจริญเติบโตระดับ 0.0% นี้นับเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 16 ปีและเป็นไปตามการคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจที่ถูกเปิดเผยมาเมื่อเดือนก่อน
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #5 เมื่อ: 03/10/08 08:25:54 »

 วันที่ 02 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4041

แบงก์ไทยแกร่งพอรับวิกฤต ปรับเป้าดัชนี500จุด-จี้อุ้มเรียลเซ็กเตอร์


ทุบตลาดหุ้น - มติของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐที่ไม่รับแผนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินมูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์ ได้ส่งผลให้ตลาดหุ้นนิวยอร์กสูญเสียมูลค่าหุ้นไป 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ จากการดิ่งถล่มทลายในวันเดียว 777.68 จุด หรือ 7% ของดัชนีดาวโจนส์

 
แบงก์ชาติ-นายแบงก์การันตีฐานะสถาบันการเงินไทยแข็งแรง จับตาสหรัฐซึมลึกซึมยาว ระบุเศรษฐกิจไทยเครื่องยนต์ดับเกือบทุกตัว เชียร์รัฐทำถูกแล้วอัดเงินกระตุ้น ชี้ต้องตั้งรับอย่าแค่เกาะติดสถานการณ์ เร่งหามาตรการไม่ให้ภาคเศรษฐกิจจริงกระทบหนัก โบรกเกอร์เสียงแตกตั้งกองทุนพยุงหุ้น เผยไส้ในนักลงทุนต่างชาติดอดเก็บหุ้นเงียบๆ ส่วนที่เทขาย 1.3 แสนล้านจิ๊บจ๊อย แค่ 3% ของมาร์เก็ตแคป นักวิเคราะห์ลดเป้าปรับดัชนีที่ 500 จุด


นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวยืนยันว่า ความมั่นคงของสถาบันการเงินไทยเข้มแข็งเพราะมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงถึง 15% ขณะที่ตามกฎหมายกำหนดไว้เพียง 8.5% เท่านั้น ส่วนเอ็นพีแอลก็มีแนวโน้ม ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีเพียง 3% เศษเท่านั้น

"ผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตการเงินต่างประเทศที่จะมาถึงไทยในเรื่องของสภาพคล่องค่อนข้างจะน้อย แต่เราประมาทไม่ได้เพราะเป็นวิกฤตขนาดใหญ่ระดับโลก ซึ่งเราต้องติดตามใกล้ชิด หากมีความจำเป็นเมื่อใด ธปท.ก็สามารถปล่อยสภาพคล่องเข้าไปได้ทันทีอยู่แล้ว" ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการสาย เสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวถึงนโยบายตั้งรับจากวิกฤตการเงินสหรัฐอเมริกาว่า การจะรับมือกับภาวะความผันผวนจากต่างประเทศต้องมี 3 ปัจจัย ที่สำคัญต้องทำให้ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจดี มีความเชื่อมั่น และมีนโยบายตั้งรับ ดังนั้นสิ่งที่ไทยควรทำคือนโยบายที่ป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจจริงได้รับผลกระทบมาก เพราะคาดเศรษฐกิจสหรัฐจะลงลึกและยาว

ในส่วน ธปท.ที่ต้องทำคือปัญหาสภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินต้องไม่ให้เกิดขึ้น พร้อมอัดฉีดสภาพคล่อง ส่วนรัฐบาลควรทุ่มเทให้กับนโยบายที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ต้องไม่ยอมให้ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกกระทบเศรษฐกิจจริงมากกว่าที่ควรจะเป็น ขณะเดียวกันปัจจัยภายในประเทศไม่ควรซ้ำเติมเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจัยภายนอกก็มีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมากอยู่แล้ว และหากปัญหาความขัดแย้งยังไม่ยุติ การที่จะทำนโยบายในประเทศเพื่อดูแลเศรษฐกิจในประเทศจะล่าช้า

สถาบันการเงินไทยแข็งแกร่ง

นายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวยืนยันว่า สถาบันการเงินไทยแข็งแกร่งเนื่องจากธุรกรรมการกู้ยืมกับต่างประเทศน้อยมากและสภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินยังมีอยู่ และมีฐานะที่แข็งแกร่งในปี 2549-2550 สถาบันการเงินมีการกันสำรองความเสียหายเพิ่มและเพิ่มทุนไปแล้ว 100,000 ล้านบาท หากมีปัญหาเกิดขึ้น ธปท.มีความพร้อมด้านเครื่องมือมากขึ้นในการดำเนินการตามกฎหมายสถาบันการเงินฉบับใหม่

นายทิตินันทิ์ มัลลิกะมาศ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจในเดือนสิงหาคมโดยรวมชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวในอัตราชะลอลง เช่นเดียวกับการส่งออกและนำเข้า โดยการนำเข้าชะลอลง แต่การส่งออกชะลอตัวลงมากกว่า ทำให้ขาดดุลการค้า 675 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สอดคล้องกับผลผลิตอุตสาหกรรมที่ชะลอลงเช่นกัน แต่ผลผลิตภาคเกษตรยังดี ทำให้รายได้เกษตรกรยังอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่การท่องเที่ยวชะลอลงมาก

คลังเร่งเบิกจ่ายงบฯดันเศรษฐกิจ

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวต่อไปอีก เนื่องจากเครื่องยนต์ทุกตัวขยายตัวลดต่ำลงเกินกว่าที่คาดไว้ ทั้งการบริโภค การลงทุน และการส่งออก ดังนั้นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจเหลืออยู่ตัวเดียวคือเร่งการใช้จ่ายเงินภาครัฐ เช่น เร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณ โดยเฉพาะงบ SML วงเงิน 19,000 ล้านบาท เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเสริมกับมาตรการบรรเทาผลกระทบวิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐ

"สำหรับการเบิกจ่ายงบประมาณที่เป็นปัญหาในขณะนี้จะเป็นการเบิกจ่ายในส่วนงบฯลงทุน เนื่องจากราคาวัสดุก่อสร้างปรับราคาสูงขึ้นมาก จึงไม่มีใครเข้ามารับเหมางานของส่วนราชการ ขณะนี้ผมได้สั่งให้ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณให้ช่วยเร่งศึกษาหาทางปรับปรุงค่า K และผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้ส่วนราชการสามารถโยกย้ายงบประมาณในส่วนอื่นๆ ที่ยังไม่จำเป็นมาเพิ่มในส่วนของงบฯลงทุนได้"

"ข้อเสนอของสมาคมไทยทั้ง 5 ข้อ ผมรับไว้พิจารณาและที่ได้ดำเนินการไปแล้ว คือเรื่องการออกพันธบัตรสกุลเงินบาทหรือบาทบอนด์ ซึ่ง ธปท.ได้ขอความร่วมมือสถาบันการเงินต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้ออกบาทบอนด์ให้ชะลอการออกไปก่อนจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ ส่วนเรื่องซอฟต์โลนที่ ธปท.ส่งไปให้สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนี้ใกล้จะหมดแล้ว ซึ่งได้ให้ ธปท.รับไปพิจารณาแล้ว" นายสุชาติกล่าว

ในขณะที่นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดตั้งกองทุนร่วมทุนนั้นทำได้หลายรูปแบบ รูปแบบแรกที่ทำกับเอกชนและ บจ.คือการจัดตั้งกองทุนที่บริหารโดย บลจ. หากกองทุนต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว เช่น อาร์เอ็มเอฟ หรือแอลทีเอฟ ก็สามารถซื้อได้เลย ซึ่งปัจจุบันการลงทุนผ่านกองทุนก็มีเพิ่มขึ้น และการยกเว้นภาษี แอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟก็มีส่วนช่วยมาก หากขยายสิทธิภาษีเพิ่มก็จะช่วยเพิ่มการลงทุนในจังหวะที่ดีด้วย

ภาพลวงตาต่างชาติยังเก็บหุ้น

นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มาตรการตั้งรับที่รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจถูกต้องแล้วที่ต้องเร่งใช้จ่ายและลงทุน เพราะตอนนี้เหลือเครื่องตัวเดียวคือภาครัฐบาล ส่วนการตั้งกองทุนตามที่มีข่าวนั้นตนไม่เห็นด้วย เพราะการปรับตัวของตลาดหุ้นไทยปรับลงตามผลกระทบของโลกที่มันใหญ่ ต้านทานยาก ต้องปล่อยให้เป็นไปตามภาวะ เพราะเชื่อว่าเมื่อลงมาถึงจุดที่ปัจจัยพื้นฐานรองรับได้ก็จะปรับตัวขึ้นเอง ขณะที่สถาบันการเงินของไทยมีความแข็งแกร่งมาก ไม่มีผลกระทบ แต่ปัญหาใหญ่อยู่ที่เสถียรภาพการเมืองที่ทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนมากกว่า

"อยากให้ดูดีๆ ว่าที่ต่างชาติขายสุทธิ 130,000 ล้านบาท นั้นคิดเป็น 3% ของมูลค่าราคาตลาดหุ้นรวมหรือ Market Capitalization (ประมาณ 4.7-4.8 ล้านล้านบาท) จริงๆ ต่างชาติซื้อ 300,000 กว่าล้านบาท แต่ขายกว่า 4 แสนล้านบาท เลยเห็นภาพว่าขายสุทธิ 130,000 ล้านบาท เป็นต่างชาติที่ลงทุนระยะยาว เขาซื้อเก็บ ถ้าพูดถึงนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในไทย 1.1 ล้านล้านบาท ดังนั้นที่ออกไปแค่นิดเดียว"

แบงก์ชี้รับมือสหรัฐดึงสภาพคล่องกลับ

นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ประเด็นที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดคือผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ เพราะการนำเข้าส่งออกต้องพึ่งการทำธุรกรรมการเงินผ่านสถาบันการเงิน เช่น การเปิด L/C ของผู้นำเข้า-ส่งออก ถ้าธนาคารระหว่างประเทศไม่เชื่อใจกันแม้จะมีสินค้าก็ไม่เกิดการค้าขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ประเทศไทยพึ่งการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อน คือในจีดีพีที่ขยายตัว 5% ในไตรมาส 2/51 มาจากการส่งออกถึง 2.6% ดังนั้นนอกจากกำลังซื้อจากต่างประเทศจะชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจแล้ว ถ้าเกิดปัญหาความไม่เชื่อใจกันระหว่างสถาบันการเงินอาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การส่งออกไทยชะลอตัวลงไปด้วย

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า ทางสมาคมธนาคารไทยได้มีข้อเสนอเพื่อป้องกันปัญหาไม่ให้ลุกลามเข้ามาในประเทศ โดยนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สมาคมธนาคารฯได้มีข้อเสนอแก่กระทรวงการคลัง 5 ข้อ

1.ให้ภาครัฐเร่งลงทุนโดยเร็วเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชน 2.ดูแลสภาพคล่องในระบบ เนื่องจากช่วงที่สภาพคล่องในตลาดต่างประเทศตึงตัวพบว่าต่างชาติได้เข้ามาระดมทุนในประเทศไทยมากขึ้น จึงอยากให้ทางการดูแลไม่ให้การระดมทุนนั้นง่ายเกินไป เพราะแม้สภาพคล่องในประเทศจะยังสูงและเพียงพอสำหรับรองรับเศรษฐกิจ แต่ก็ได้ลดลงเมื่อเทียบกับต้นปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงต้องมีการดูแลไว้สำหรับการลงทุนในประเทศ

3.ขอให้มีการยกเว้นภาษีให้กับเอกชนที่กำลังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ จากเดิมที่กฎหมายยกเว้นให้เฉพาะช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ 4.ขอให้กระทรวงการคลังสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำทดแทน หลังจากกฎหมายใหม่ไม่อนุญาตให้ ธปท.ให้เงินช่วยเหลือได้ และ 5.เร่งผลักดันให้กฎหมายหลักประกันออกมาบังคับใช้ เพื่อให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

ต้องมีแผนตั้งรับมากกว่าพูด

แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่ ธปท.มักให้ข่าวว่าระบบการเงินในประเทศได้รับผลกระทบจากวิกฤตในสหรัฐน้อย เพราะนั่นไม่ใช่วิธีการสร้างความเชื่อมั่น ที่ถูก ธปท.ควรแสดงให้เห็นว่าท่ามกลางเหตุการณ์นี้ภาวะที่รุนแรงที่สุดที่เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบคืออะไร และ ธปท.มีแผนรองรับอย่างไร ซึ่งนั่นจะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้มากกว่า

ตลาดหุ้นทรุดหนักลดเป้า 500 จุด

บรรยากาศตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 30 ก.ย. เปิดตลาดดัชนีปรับตัวลงต่ำสุดทันทีที่ 568.18 จุด ลดลง 33.11 จุด จากนั้นปรับตัวดีขึ้น และปิดที่ 596.54 จุด ลดลง 4.75 จุด มูลค่าการซื้อขาย 21,343.91 ล้านบาท ทำให้ราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ลดลง 3.7 หมื่นล้านบาท มาอยู่ที่ 4.731 ล้าน ล้านบาท

สำหรับนักลงทุนต่างชาติในเดือน ก.ย. (1-29 ก.ย.) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวม 2.76 หมื่นล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือน ส.ค. ที่ขายสุทธิ 1.14 หมื่นล้านบาท และทั้งปี (ม.ค.-ก.ย.) ยอดขายสุทธิรวม 1.24 แสนล้านบาท

บทวิเคราะห์ บล.ทิสโก้มองว่า หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยหลุดแนวรับสำคัญที่ 605 จุด แล้ว คาดว่าสัปดาห์นี้ดัชนีจะลงทดสอบแนวรับที่ 560-570 จุด ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของสัปดาห์ก่อน ทั้งนี้หากดัชนีหลุดแนวรับที่ 560 จุด มีแนวโน้มที่ดัชนีจะปรับลงต่อจนถึงปลายเดือน ต.ค. มาที่ระดับ 480-500 จุด ซึ่งเป็นไปตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นดาวโจนส์ที่คาดว่าจะปรับลงจนถึงเดือน ต.ค. เนื่องจากนักลงทุนกังวลเศรษฐกิจโลกหดตัวรุนแรงในปีหน้า ทำให้เกิดแรงขายหุ้นทิ้ง โยกเงินเข้าซื้อพันธบัตร คำแนะนำลงทุนตลาดหุ้นช่วงนี้ให้ชะลอการลงทุน

ทองออนไลน์งดรับลูกค้าเพิ่ม

น.พ.กฤชรัตน์ หิรัญยศิริ กรรมการผู้จัดการ ห้างทองแม่ทองสุก เยาวราช ซึ่งเปิดให้บริการซื้อขายทองคำแท่งผ่าน internet ในชื่อ MTS Gold Online เปิดเผยว่า ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ในตลาดโลกเกิดความผันผวนของราคาทองคำอย่างมาก ทำให้เกิดแรงซื้อและแรงเทขายทองคำภายในระบบการซื้อขายทองคำแท่งในระบบ internet ของ MTS Gold Online ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นมากหลายเท่าตัว ทำให้บริษัทไม่สามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้ตามปกติ จนลูกค้าต้องเสียเวลารอใช้บริการเป็นเวลานานครึ่งค่อนวัน

ทำให้บริษัทตัดสินใจงดรับเพิ่มพอร์ตและเปิดบัญชีใหม่นาน 10 วัน เพื่อปรับปรุงระบบภายใน โดยปรับเพิ่มจำนวนพนักงานให้บริการ และปรับปรุงระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ อย่างเต็มที่

กรณีลูกค้าที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดขึ้นภายหลังจากราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลง ก่อนจะปรับราคาสูงขึ้นในระยะสั้น ทำให้มีนักลงทุนรายเก่าและหน้าใหม่หันมาซื้อทองคำแท่งเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมาบริษัทพยายามขยายระยะเวลาให้บริการแล้ว แต่ยังมีลูกค้าเข้าคิวเพื่อรอใช้บริการกับบริษัทจนถึง 3 ทุ่มทุกวัน ทำให้บริษัทต้องตัดสินใจงดให้บริการลูกค้ารายใหม่ออกไปก่อน แต่ยังเปิดให้บริการลูกค้ารายเก่าที่มีบัญชีซื้อขายกับบริษัทอยู่ตามปกติ

ทั้งนี้ บริษัทมั่นใจว่าแผนปรับปรุงระบบภายในจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดให้บริการแก่ลูกค้ารายใหม่ในช่วงต้นเดือน ต.ค.นี้อย่างแน่นอน

เนื่องจากบริษัททำธุรกิจซื้อขายทองคำแท่งกับต่างประเทศ ทำให้บริษัทได้รับเงินล่าช้าไปบ้าง โดยบริษัทชี้แจงทำความเข้าใจกับลูกค้าแล้วว่า บริษัทต้องชำระเงินให้ลูกค้าล่าช้าไปบ้าง โดยลูกค้าที่สั่งขายก่อนวันที่ 30 กันยายน และมาส่งสินค้าวันนี้ จะได้รับเงินสด 40% และได้รับเช็ค 60% ลงวันที่ 3 ตุลาคม

ส่วนลูกค้าที่สั่งขายวันนี้และส่งของภายใน 2 วัน จะได้รับเงินสด 20% ในวันที่ส่งของ และได้รับเช็ค 80% ลงวันที่ในอีก 7 วันถัดไป ส่วนลูกค้าที่ถือใบรับฝากทอง จะได้รับเงินจ่ายสด 100% 
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #6 เมื่อ: 03/10/08 08:27:08 »

3 ปมแผนอุ้มแบงก์มะกัน 7 แสนล้านแค่ชะลอ แต่ไม่หยุดวิกฤต

มติของสภาผู้แทนราษฎรที่โหวต "ไม่รับ" แผนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินสหรัฐ มูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์ของรัฐบาล ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก เมื่อวันอังคาร (30 ก.ย.) มูลค่าหุ้นในตลาดหุ้นนิวยอร์ก สูญเสียไปกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ จากการดิ่งถล่มทลายในวันเดียว 777.68 จุด หรือ 7% ของดัชนีดาวโจนส์ ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนรุนแรง ทรุดตัวเฉลี่ย 4-5% โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงินในญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง และออสเตรเลีย

อาการของตลาดหุ้นเป็นต้นทุนราคาแพงที่สะท้อนถึงภาวะชะงักงันของแผนฟื้นฟูฯ ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังตลาดอื่นๆ ทั้งตลาดน้ำมันดิบ ตลาดคอมโมดิตี้ แม้กระทั่งตลาดเงินตราแทบทุกแห่ง

ภาวะปั่นป่วนและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นนำมาซึ่งคำถามมากมาย โดยเฉพาะรัฐบาลสหรัฐจะสามารถผลักดันแผนฟื้นฟูฯฉบับนี้ ให้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้หรือไม่ และวงเงิน 7 แสนล้านดอลลาร์เพียงพอต่อการหยุดวิกฤตจริงหรือ

สำหรับอนาคตของแผนฟื้นฟูฯ มุมมองของผู้เชี่ยวชาญในเบื้องต้นยังมีความเป็นไปได้ 2 ทาง คือ มีโอกาสผ่าน และไม่ผ่าน

ในด้านหนึ่ง ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดการเคลื่อนไหวของคองเกรสว่าจะทำอะไรต่อไปนั้น ขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของตลาดการเงินในช่วง 2-3 วัน ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาแผนฟื้นฟูฯฉบับนี้อีกครั้ง ในวันพฤหัสบดี (2 ต.ค.) โดยเฉพาะท่าทีของพรรครีพับลิกันกลุ่มหนึ่ง ซึ่งนำโดย "เจบ เฮนซาร์ลิง" จากเทกซัส ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทคัดค้านที่สำคัญ โดยเขายืนกรานว่า ไม่ควรยอมให้ร่างกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งผ่าน โดยพิจารณาเพียงแค่ปฏิกิริยาของดัชนีดาวโจนส์ในวันเดียว แม้ว่าวิกฤตดังกล่าวกำลังลุกลามไปยังภาคเศรษฐกิจจริง

ขณะที่ "คริส แวน ฮอลเลน" ประธานคณะกรรมการรณรงค์ประจำวุฒิสภา พรรคเดโมแครต กล่าวว่า แกนนำพรรคกำลังพิจารณาให้วุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกจากทั้งสองพรรคให้การสนับสนุนแผนฟื้นฟูฯมากกว่าเป็นคนโหวตก่อน ซึ่งอาจช่วยเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้อีกทาง

อย่างไรก็ตาม เดอะ ไทมส์ ของอังกฤษ ตีพิมพ์บทความของ "อะนาตอล คาเลตสกี" นักเศรษฐศาสตร์และคอลัมนิสต์ชื่อดัง ซึ่งแสดงความเชื่อมั่นว่าที่สุดแล้ว แผนฟื้นฟูฯของทำเนียบขาวจะต้องผ่านคองเกรส ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง "ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า" เพราะอาจหมายถึงการล้มของธนาคารชั้นนำในอเมริกา ผลกระทบต่อความสามารถของรัฐบาลในการค้ำประกันแก่ผู้ฝากรายย่อย และการล้มละลายของบริษัทอเมริกันขนาดใหญ่จำนวนมาก ซึ่งเป็นไปได้ที่อาจจะรวมถึงเจเนอรัล มอเตอร์ และฟอร์ด

แม้กับประเทศอื่นๆ อาทิ อังกฤษ ความล้มเหลวของแผนฟื้นฟูฯอาจหมายถึงการที่รัฐบาลจะต้องเข้าไปเทกโอเวอร์ธนาคาร บริษัทประกัน และสถาบันการเงินประเภทอื่นๆ ชั้นนำของประเทศทั้งหมด

ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่ เควิน รัดด์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ยอมรับเมื่อ วันอังคาร (30 ก.ย.) ว่า ออสเตรเลีย อังกฤษ และยุโรป กำลังหาทางโน้มน้าวสมาชิกรัฐสภาสหรัฐให้ผ่านร่างแผนฟื้นฟูฯนี้

แต่ในช่วงสุญญากาศที่กำลังรอการตัดสินใจจากคองเกรส ทางเลือกที่เป็นไปได้และเร็วที่สุดของทางการสหรัฐ คือ การประคับประคองสถานการณ์ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินใหม่ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและลดความตึงตัวในระบบการเงิน

ปฏิบัติการดังกล่าวมีความเด่นชัดมาก มาตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา เมื่อธนาคารกลางสหรัฐได้ประกาศมาตรการเพิ่มสภาพคล่องอย่างมหาศาลให้กับตลาด

นอกจากนี้ธนาคารกลางสหรัฐยังเพิ่มวงเงินข้อตกลงสวอปอัตราแลกเปลี่ยน กับ 9 ธนาคารกลางทั่วโลก ในแคนาดา ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ ออสเตรเลีย สวีเดน และธนาคารกลางแห่งยุโรป เป็น 6.20 แสนล้านดอลลาร์ จากเดิม 2.9 แสนล้านดอลลาร์

ดังนั้นในอีก 1 วันต่อมา หลังจาก ดาวโจนส์ดิ่งเกือบ 800 จุด ปรากฏการณ์ของการระดมเม็ดเงินเพิ่มสภาพคล่องในหลายประเทศจึงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อังกฤษ และจากธนาคารกลางแห่งยุโรป

ประเด็นน่าสนใจ คือ หากคองเกรสไฟเขียวแผนฟื้นฟูฯออกมาใช้ได‰ สถานการณ์วิกฤตจะเป็นอย่างไร โดยยังคงมีประเด็นคำถามให้ขบคิดต่ออีกเช่นกันว่า มาตรการโดยรวมในแผนและวงเงิน 7 แสนล้านดอลลาร์นั้นเพียงพอจะหยุดวิกฤตหรือไม่

นักวิชาการส่วนใหญ่ ซึ่งรวมถึง ดร.เวย์น บูชานัน อาจารย์ด้านบริหารธุรกิจ จากเดไฟแอนซ์ คอลเลจ เห็นว่า แผนฟื้นฟูฯจะไม่สามารถแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเงินในสหรัฐได้อย่างเบ็ดเสร็จ

บูชานันให้เหตุผลว่า ไม่มีใครรู้มูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ที่มีปัญหาในระบบการเงิน ดังนั้นจึงไม่มีใครบอกได้ว่า 7 แสนล้านดอลลาร์ "มากเกินไป หรือไม่พอ" เขาเชื่อว่า ประเด็นสำคัญของปัญหานี้อยู่ที่จะต้อง ฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดการเงินขึ้นมาก่อน เพื่อให้กระแสเงินสดเริ่มเดินหน้าได้อีกครั้ง และต้องไม่ให้พวกวอลล์สตรีต ฉวยประโยชน์จากสถานการณ์ในขณะนี้

 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #7 เมื่อ: 03/10/08 08:29:04 »

วิกฤตยักษ์ล้ม Go Global อังกฤษยึด "B&B" เบเนลักซ์ อุ้ม "ฟอร์ติส"


 
สัปดาห์ที่ผ่านมากลายเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของเศรษฐกิจโลก เพราะขณะที่รัฐบาลสหรัฐ และสภาคองเกรส เจรจากันอย่างเข้มข้นเพื่อให้ได้แผนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน ที่รอบคอบ และดีที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ในยุโรป กำลังปั่นป่วนด้วยปัญหาของสถาบันการเงินอย่างน้อยใน 3 ประเทศ

ได้แก่ ฟอร์ติส กลุ่มการเงินสองสัญชาติ "เนเธอร์แลนด์-เบลเยียม", แบรดฟอร์ด แอนด์ บิงเลย์ (B&B) สถาบันสินเชื่อที่อยู่อาศัย ของอังกฤษ และธนาคาร ไฮโป เรียล เอสเตท กรุ๊ป ของเยอรมนี

ฟอร์ติส กลุ่มการเงินยักษ์ใหญ่ ที่มีธุรกิจตั้งแต่ธนาคาร จนถึงธุรกิจประกัน รอดจากวิกฤตยักษ์ล้มอย่างหวุดหวิด เมื่อรัฐบาล 3 ประเทศ คือ เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และลักเซมเบิร์ก ร่วมกันจัด ทำแผนช่วยเหลือฉุกเฉินวงเงิน 1.12 หมื่นล้านยูโร หรือ 1.63 หมื่นล้านดอลลาร์

โดยรัฐบาลของ 3 ประเทศ จะเข้าถือหุ้นในธุรกิจของฟอร์ติส ซึ่งอยู่ในแต่ละประเทศ ในสัดส่วนที่เท่ากัน แยกเป็นรัฐบาลเบลเยียมเข้าถือหุ้น 49% ในธุรกิจธนาคารของฟอร์ติสในประเทศ เป็นเงิน 4.7 พันล้านยูโร ขณะที่เนเธอร์แลนด์ เข้าซื้อหุ้นในธุรกิจธนาคารของฟอร์ติส ในประเทศ มูลค่า 4 พันล้านยูโร ส่วนลักเซมเบิร์กจะปล่อยกู้ 2.5 พันล้านยูโร ให้กับธุรกิจธนาคารของฟอร์ติส ในประเทศแล้วแปลงหนี้ดังกล่าวเป็นทุน ในสัดส่วนการถือหุ้น 49%

ตามแผน ฟอร์ติส ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วยุโรป 200 แห่ง จะต้องขายสินทรัพย์ในส่วนของเอบีเอ็น แอมโร ซึ่งเพิ่งซื้อกิจการในปีที่แล้ว

ราคาหุ้นของฟอร์ติส ดิ่งลง 20.4% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลกับฐานะเงินทุนของกลุ่มการเงินรายนี้ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินในสหรัฐ ประกอบกับฟอร์ติส เพิ่งรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ด้วยตัวเลขกำไรวูบ 49% ผลจากต้องแทงหนี้สูญในส่วนที่ขาดทุนจากตลาดซับไพรม อีกทั้งนักลงทุนยังวิตกด้วยว่า การซื้อธุรกิจในเครือเอบีเอ็น แอมโร เมื่อปีที่แล้ว 2.42 หมื่นล้านยูโร จะสั่นคลอนฐานะการเงินของธนาคารด้วย

สำหรับสถานการณ์ในอังกฤษ การประชุมระหว่างรัฐบาล สำนักงานบริการการเงิน และธนาคารกลางอังกฤษ นำไปสู่การตัดสินใจเข้าเทกโอเวอร์กิจการของ แบรดฟอร์ด แอนด์ บิงเลย์ สถาบันสินเชื่อที่อยู่อาศัย มาอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาล ถือเป็นเข้าไปกอบกู้วิกฤตการณ์ธนาคารโดยรัฐ ครั้งที่สอง ในรอบปีนี้ ต่อจาก นอร์เทิร์น ร็อค สถาบันสินเชื่อที่ประสบชะตากรรมเดียวกัน เมื่อต้นปีจนรัฐบาลเข้าไปเทกโอเวอร์ในเดือนกุมภาพันธ์

ภายใต้แผนดังกล่าว กระทรวงการคลังอังกฤษ จะเข้าบริหารพอร์ตเงินกู้ 5 หมื่นล้านปอนด์ในครอบครองของแบรดฟอร์ด แอนด์บิงเลย์ ซึ่งในจำนวนนั้นเป็น สินเชื่อที่อยู่อาศัย 4 หมื่นล้านปอนด์ ส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัยในการดูแลของ กระทรวง เพิ่มขึ้นเป็น 1.27 แสนล้านปอนด์

การเข้าเทกโอเวอร์แบรดฟอร์ดฯ มีขึ้นหลังรัฐบาลผลักดันให้มีการควบรวมกิจการระหว่าง เอชบีโอเอส และ ลอยด์ส ทีเอสบี พร้อมกับเปิดทางให้ แซนแทนเดอร์ ธนาคารกลางสเปน ซึ่งถือหุ้นในแบรดฟอร์ดฯอยู่แล้ว จำนวนหนึ่ง เจรจาเพื่อซื้อธุรกิจรับฝากเงิน และบริการการเงินลูกค้ารายย่อย พ่วงสาขา 200 แห่งทั่วประเทศ

วันเดียวกัน วอลล์สตรีต เจอร์นัล รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่เยอรมนี ซึ่งเปิดเผยว่าธนาคารหลายแห่งในเยอรมนี และ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งหารือ ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดแผน ช่วยเหลือ ธนาคาร ไฮโป เรียล เอสเตท กรุ๊ป ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่มีบทบาทสำคัญในการปล่อยสินเชื่อรายหนึ่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐ หลังจากธนาคารกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก จากผลพวงของวิกฤตการเงินสหรัฐ ซึ่งถือเป็นสถาบันการเงินเอกชนรายแรก ที่รัฐบาลต้องจัดทำแผนช่วยเหลือฉุกเฉิน

เมื่อเร็วๆ นี้ ธนาคารเพิ่งประกาศยอดขาดทุนมหาศาล จากตลาดที่เกี่ยวเนื่องกับซับไพรม ส่งผลให้ราคาหุ้นดิ่งแรง และถูกบีบให้ขายหุ้นเกือบ 25% แก่ คริสโตเฟอร์ เฟลาเวอร์ นักการเงินชาวสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้สภาคองเกรสและรัฐบาลจะสามารถได้ข้อสรุปร่วมกันในแผนตั้งกองทุนซื้อหนี้ในระบบ 7 แสนล้านดอลลาร์ แต่ปฏิกิริยาของตลาดการเงิน โดยเฉพาะในเอเชีย ยังปรับตัวลงเมื่อวันจันทร์ (29 ก.ย.) โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคาร ตั้งแต่ญี่ปุ่น จีน จนถึงออสเตรเลีย ขณะที่ธนาคารกลางในภูมิภาคยังเดินหน้าอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ

โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น อัดฉีด 1.42 หมื่นล้านดอลลาร์ ถือเป็นการเติมเงินเข้าระบบ 9 วันติดต่อกัน ขณะที่ธนาคารกลางออสเตรเลียอัดฉีด 2.2 พันล้านดอลลาร์เพื่อเติมสภาพคล่องให้สถาบันการเงิน
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #8 เมื่อ: 03/10/08 08:31:16 »

ธ.กลางยุโรปลงมติคงดอกเบี้ยที่4.25%

ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ลงมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 4.25 % ตามความคาดหมายในวันนี้

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ตลาดกำลังรอดูว่านายฌอง-คล็อด ทริเชต์ ประธานอีซีบีจะพิจารณาว่าความปั่นป่วนทางการเงินทั่วโลกได้ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยหรือไม่

นักวิเคราะห์ทั้ง 81 คนที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วคาดว่า อีซีบีจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงสุดในรอบ 7 ปีเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันเนื่องจากยังคงวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่อยู่เหนือระดับเป้าหมาย
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #9 เมื่อ: 03/10/08 08:32:27 »

โจนส์ปิดร่วง 348 จุด
 07:26 น.


ตลาดหุ้นสหรัฐปิดดิ่งลงในวันพฤหัสบดี ขณะที่ตลาดสินเชื่อที่ตึงตัว และข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซา ทำให้นักลงทุนมุ่งความสนใจไปที่ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่ย่ำแย่ลงอีกแม้สภาคองเกรสจะอนุมัติแผนฟื้นฟูภาคการเงินมูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ก็ตาม

ดาวโจนส์ปิดดิ่งลง 348.22 จุด หรือ 3.22 % สู่ 10,482.85, ดัชนี S&P 500 ปิดร่วงลง 46.78 จุด หรือ 4.03 % สู่ 1,114.28 และดัชนี Nasdaq ปิดร่วงลง 92.68 จุด หรือ 4.48 % สู่ 1,976.72

ปริมาณการซื้อขายอยู่ที่ราว 1.51 พันล้านหุ้นในตลาดนิวยอร์ค และราว 2.21 พันล้านหุ้นในตลาด Nasdaq ขณะที่จำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกราว 5 ต่อ 1 ทั้งในตลาดนิวยอร์คและ Nasdaq
 
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #10 เมื่อ: 03/10/08 08:33:04 »

น้ำมันดิบปิดดิ่งลง 4.56 ดอลล์
 07:23 น.


ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ดิ่งลงกว่า 4 % ในวันพฤหัสบดีโดยได้รับแรงกดดันจากความกังวลที่ว่าอุปสงค์อาจร่วงลงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และจากการที่ดอลลาร์ยังคงไต่ขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร

น้ำมันดิบส่งมอบเดือนพ.ย.ดิ่งลง 4.56 ดอลลาร์ หรือ 4.63 %มาปิดตลาดที่ 93.97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 93.65-100.37 ดอลลาร์

น้ำมัน heating oil ส่งมอบเดือนพ.ย.ดิ่งลง 13.74 เซนต์ หรือ 4.83 % สู่ 2.7095 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 2.7007-2.8850 ดอลลาร์

น้ำมันเบนซิน RBOB ส่งมอบเดือนพ.ย.ดิ่งลง 10.50 เซนต์ หรือ 4.45 % สู่ 2.2550 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หลังเคลื่อนตัวในช่วง 2.2435-2.4010 ดอลลาร์

น้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพ.ย.ที่ตลาดกรุงลอนดอนดิ่งลง 4.77 ดอลลาร์ หรือ 5 % สู่ 90.56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 90.26-97.03 ดอลลาร์
 
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #11 เมื่อ: 03/10/08 08:34:02 »

ผู้นำอังกฤษร่วมหารือวิกฤติการเงินในฝรั่งเศส
 05:31 น.


นายกอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้ยืนยันระหว่างที่สนทนากับประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ผู้นำฝรั่งเศสเช้าวานนี้ ว่าจะเข้าร่วมการประชุมกับผู้นำของฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลีที่กรุงปารีสในวันเสาร์นี้เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤติการเงิน มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือถึงแนวทางที่ 4 ประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจในยุโรปใช้แก้ปัญหาวิกฤติการเงิน
 
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #12 เมื่อ: 03/10/08 08:36:37 »

อัยการสูงสุดเร่งสำนวนคดียุบพปช.ก่อน12ต.ค.

"จุลสิงห์ วสันตสิงห์"ประชุมตรวจสำนวนยุบพรรคพปช. ด้าน"อธิบดีอัยการคดีพิเศษ"ตรวจประเด็นร้องขอความเป็นธรรมให้เสร็จภายในวันที่ 6 ต.ค.และเร่งสรุปเสนอที่ประชุมใหญ่อีกครั้ง ก่อนเสนอ"อัยการสูงสุด"จะครบกำหนดเวลา 30 วันตามกฎหมายในวันที่ 12 ต.ค.นี้

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ที่สำนักงานอัยการสูงสุด -นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ รองอัยการสูงสุด ประธานคณะทำงานอัยการคดียุบพรรค ได้ประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาสำนวนคดียุบพรรคพลังประชาชน ( พปช.) ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) ส่งสำนวนมาให้สำนักงานอัยการสูงสุดเมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา

ภายหลังใช้เวลาประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร คณะทำงาน ฯ และโฆษกอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า เนื่องจาก เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ที่ผ่านมา พรรคพลังประชาชน ได้ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะทำงานฯ ดังนั้นที่ประชุมจึงมอบหมายให้ นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ซึ่งเป็นคณะทำงาน ฯ ตรวจสอบรายละเอียดว่าประเด็นที่พรรคพลังประชาชนร้องขอความเป็นธรรมนั้น เป็นประเด็นซ้ำกับที่ กกต.ได้เคยสอบสวนไปแล้วหรือไม่ และข้อที่ร้องเรียนมานั้นเป็นสาระเพียงพอที่จะตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อหาข้อเท็จจริงและเอกสารให้สำนวนมีความสมบูรณ์หรือไม่

“เนื่องจากเขาร้องมาหลายประเด็น เราจึงจำเป็นต้องตรวจสอบให้ครบทุกประเด็น ซึ่งคงใช้เวลาไม่นาน จากนั้นจะนำผลการตรวจสอบเข้าที่ประชุมอีกครั้งในวันที่ 7 ต.ค.นี้ ” นายธนพิชญ์ โฆษกอัยการ กล่าว

ด้านนายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ กล่าวว่า หลังจากที่ประชุมมอบหมายให้ตนตรวจสอบประเด็นร้องขอความเป็นธรรมแล้ว วันเดียวกันนี้ตนได้แต่งตั้งคณะทำงานย่อย 6 คนซึ่งมาจากอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 คน และอัยการฝ่ายคณะกรรมการอัยการ ( ก.อ.) 2 คนขึ้นมารับผิดชอบ โดยนายจุลสิงห์ ประธานคณะทำงาน ฯ กำชับให้ดำเนินการโดยรวดเร็ว ซึ่งตนสั่งการคณะทำงานย่อยดำเนินการตรวจสอบประเด็นร้องขอความเป็นธรรมให้เสร็จภายในวันที่ 6 ต.ค. เพื่อจะนำข้อสรุปของคณะทำงานย่อยมาพิจารณาในการประชุมคณะทำงานอีกครั้งวันที่ 7 ต.ค.นี้ เวลา 14.00 น.

สำหรับประเด็นที่พรรค พปช.ร้องขอความเป็นธรรมนั้น มีทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งรายละเอียดเป็นอย่างไรต้องรอคณะทำงานย่อยสรุปมาอีกครั้ง หากพบว่าประเด็นร้องขอความเป็นธรรมซ้ำซ้อนกับสิ่งที่ กกต. ได้ดำเนินการสอบสวนมาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินการสอบสวนตามหนังสือร้องขอความเป็นอีก

อย่างไรก็ดี ในการประชุมคณะทำงานครั้งที่ 3 ในวันที่ 7 ต.ค.นี้ เชื่อว่าน่าจะมีความชัดเจนว่าอัยการจะดำเนินการอย่างไร จะเสนอความเห็นให้นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด หรือสมควรจะต้องตั้งคณะทำงานร่วมกับ กกต. โดยการพิจารณาสำนวนคดียุบพรรค พปช.จะครบกำหนดเวลา 30 วันตามกฎหมายในวันที่ 12 ต.ค.นี้
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
insider
diy2008
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,966


« ตอบ #13 เมื่อ: 03/10/08 08:37:14 »

แบงก์ชาติ-นายแบงก์การันตีฐานะสถาบันการเงินไทยแข็งแรง จับตาสหรัฐซึมลึกซึมยาว ระบุเศรษฐกิจไทยเครื่องยนต์ดับเกือบทุกตัว เชียร์รัฐทำถูกแล้วอัดเงินกระตุ้น ชี้ต้องตั้งรับอย่าแค่เกาะติดสถานการณ์ เร่งหามาตรการไม่ให้ภาคเศรษฐกิจจริงกระทบหนัก โบรกเกอร์เสียงแตกตั้งกองทุนพยุงหุ้น เผยไส้ในนักลงทุนต่างชาติดอดเก็บหุ้นเงียบๆ ส่วนที่เทขาย 1.3 แสนล้านจิ๊บจ๊อย แค่ 3% ของมาร์เก็ตแคป นักวิเคราะห์ลดเป้าปรับดัชนีที่ 500 จุด
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #14 เมื่อ: 03/10/08 08:38:23 »

ฟันธงหุ้นไทย "ลงลึก" ก่อน "พลิกฟื้น" เป็น "ปีทอง"


:กูรูฟันด์ โฟลว์ ฟันธงดัชนีหุ้นไทยยังอยู่ในภาวะซบเซาต่อไปอีกตลอดสิ้นปีนี้ ก่อนที่จะไหลลงลึก จนแตะระดับ "จุดต่ำสุด" ในช่วงไตรมาส 1 ปีหน้า (2552)

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แต่เขาเชื่อมั่นว่า ในไตรมาส 2 ปีหน้า ตลาดหุ้นไทยจะกลับมาคึกคักสดใสอีกครั้ง  โดยคาดว่า เหตุการวิกฤติการเงินสหรัฐน่าจะคลี่คลาย ผลจากตราสารอนุพันธ์ที่ไม่มีหลักประกัน (CDS) จะครบกำหนดการไถ่ถอนหรือหมดอายุลง

น่าจะทำให้แรงเทขายหุ้นหมดไป และส่งผลต่อเม็ดเงินย้อนกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้อีกครั้ง   

"วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล" กรรมการบริหารและหัวหน้าสายงานวิจัย บล.ทิสโก้ กล่าวว่า มาตรการกู้วิกฤติการเงินสหรัฐ 7 แสนล้านดอลลาร์ ที่ออกมา คิดเป็นเพียง 10% ของหนี้เสียทั้งหมดเท่านั้น แต่มูลค่าหนี้เสียซับไพรม์มีสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 12% ของสินเชื่อทั้งระบบที่มีอยู่ 10 ล้านล้านดอลลาร์  เงินกู้วิกฤติจำนวนนี้จึงเป็นแค่ช่วยพยุงสถานการณ์ไว้ได้แค่ชั่วคราว หรือต่อชีวิตไปแค่ระยะหนึ่ง เท่านั้น     

นอกจากนั้น การเข้าพยุงวิกฤติของเฟดด้วยเงินจำนวน 7 แสนล้านดอลลาร์ น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าหากมีธนาคารพาณิชย์ล้มอีก เฟดจะไม่สามารถรับกับสถานการณ์ได้อีกแล้ว         

เขากล่าวว่า ตลาดหุ้นได้รับรู้ความเสียหายของเลแมน ซึ่งเป็นอินเวสเม้นแบงก์กิ้งประเภทธุรกิจโฮเซล ประกาศผลขาดทุนไปแล้วและทำให้ต่างชาติขายหุ้นออกไป

แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับธนาคารประเภทรีเทลแบงก์กิ้งอีกหรือไม่  ซึ่งต้องรอดูผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์สหรัฐ ที่จะประกาศออกในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ให้ดี

ประกอบกับผลพวงจากธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด จะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25-0.50% ในช่วงกลางเดือนธันวาคมปีนี้ และมีแนวโน้มที่จะลดลงได้อีก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐให้เติบโต จะส่งผลทำให้เม็ดเงินต่างชาติถูกดึงกลับไปยังสหรัฐอีกระลอก

 “ช่วงนี้จึงขอให้จับตาช่วงวันที่ 15-16 ตุลาคมนี้ ให้ดี เพราะจะเป็นวันประกาศงบการเงินธนาคารสหรัฐ หากงบการเงินออกมาย่ำแย่กว่าที่คิด และวิกฤติลามถึงธนาคารพาณิชย์รีเทลมีปัญหา จะทำให้ต่างชาติขายหุ้นที่เหลืออีกล๊อทออกมาอย่างแน่นอน”       

วิศิษฐ์ มองว่า หากวิกฤติการเงินสหรัฐลุกลามไปยังรีเทลแบงก์กิ้ง จะทำให้ต่างชาติขายหุ้นออก และกดดันหุ้นไทยปรับตัวลดลงไปแตะระดับต่ำสุดในช่วงไตรมาส 4 ถึงไตรมาสแรกปี 2552 

“ คิดว่าหุ้นไทยปรับตัวลงรอบนี้ คล้ายกับวิกฤติเอเชียหรือต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งตลาดหุ้นไทยจะยังไม่ Bottom ในปีนั้น แต่จะตกต่ำสุดในปี 2541 จึงมองว่าหุ้นไทยจะถึงจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาสสุดท้ายปีนี้ถึงไตรมาสแรกปี 2552 ”   

แต่ก่อนหน้านั้น หุ้นไทยอาจจะมีรีบาว์น หรือปรับตัวขึ้นในช่วงสั้นๆ ได้ จากการกลับมาซื้อชั่วคราวของนักลงทุนต่างชาติ ก่อนที่หุ้นจะไหลลงแรง

เขาแนะนำว่า ในช่วงวิกฤติยังเป็นโอกาสลงทุนเสมอ จึงแนะนำให้นักลงทุนหาจังหวะซื้อหุ้นในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงแรงในช่วงไตรมาสแรกปีหน้า ซึ่งหุ้นมีราคาถูกมาก

 อย่างไรก็ตาม วิศิษฐ์ ประเมินว่า ดัชนีหุ้นไทยจะ “พลิกฟื้น” คืนชีพได้อีกครั้งในช่วงไตรมาส 2 ปี 2552 และมองว่าจะเป็นปีทองของตลาดหุ้น คล้ายกับปี 2546 ที่หุ้นไทยกลับมาคึกคัก

 เขากล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นฟื้นขึ้นได้ จะเกิดจากผลของการโยกย้ายสินทรัพย์ลงทุนของนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นอีกครั้ง เนื่องจากอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรฐบาล ได้ปรับตัวลดลงต่ำสุดไปแล้ว ทำให้ราคาพันธบัตรไม่น่าสนใจลงทุนอีกต่อไป

ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐ จะเกิดการถดถอยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบแน่นอนในปี 2552 และทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ขณะที่มีโอกาสสูงที่ราคาที่ดินจะลดลง จนส่งผลต่อราคาที่ดินในเอเชียลดลงไปด้วย     

นอกจากนั้น ในช่วงไตรมาส 2 ปีหน้า ตราสารอนุพันธ์ซีดีเอส จะครบอายการไถ่ถอน หรือหมดอายุ  น่าจะทำให้วิกฤติการเงินสหรัฐคลี่คลายและอาจจบได้ 

“เราจึงมองว่า นักลงทุนทั่วโลกจะเกิดการจัดสรรเงินลงทุนใหม่และโยกเข้าลงทุนในตลาดหุ้นอีกครั้ง ในขณะที่การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์มีความเสี่ยงราคาผันผวน  ลงทุนในตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนที่ไม่น่าจูงใจ

รวมถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไม่น่าสนใจ เพราะราคามีแนวโน้มลดลง  ตลาดหุ้นจึงน่าจะแหล่งลงทุนที่สนใจ และอัตราเงินปันผลสูงจูงใจ  จึงมองว่าตลาดหุ้นไทยจะกลับมาคึกคักในช่วงไตรมาส 2 “ วิศิษฐ์ กล่าว

ด้าน "แสงธรรม จรณชัยกุล" ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ธนชาต กล่าวว่า  นับตั้งแต่ 25 ก.พ.2551 หลังจากพันธมิตรเคลื่อนไหว ต่างชาติได้ถล่มขายหุ้นไทยไปแล้ว 1.3 แสนล้านบาท ปัจจุบันยังเหลือเม็ดเงินลงทุนในหุ้นไทยอีกราว 9 หมื่นล้านบาท โดยต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนต่างชาติจะอยู่ที่ดัชนี 590 จุด ซึ่งเป็นต้นทุนเริ่มต้นลงทุนเมื่อปี 254

หากนักลงทุนต่างชาติยังขายหุ้นบลูชิพออกอีก จะกดดันดัชนีให้ปรับตัวลดลงไปต่ำกว่า 500 จุด  เนื่องจากปัจจุบันมูลค่าตลาดรวม (Market Cap.)เหลือเพียง 4.7 ล้านล้านบาท โดยดัชนีลดลงมาต่ำกว่า 600 จุด จากช่วงต้นปีอยู่ที่ 7 ล้านล้านบาท และดัชนีอยู่ที่ 928 จุด หรือมาร์เก็ตแคปหดหายไปแล้ว 2.2 ล้านล้านบาท   เท่ากับว่า คนที่ลงทุนที่ดัชนี 928 จุดมีผลขาดทุนอย่างมหาศา

  "ผมกังวลว่าหากสถาบันการเงินของสหรัฐล้มไปอีก และทำให้เฮดจ์ฟันด์ ขาดทุนตามไปด้วย เพราะจำเป็นต้องขายสินทรัพย์ที่ถืออยู่ออกไป ซึ่งปัจจุบันเงินต่างชาติที่อยู่ในหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2548-2550 ได้ไหลออกเกลี้ยงไปหมดแล้ว

จึงมองว่าตลาดหุ้นไทยรอบนี้มีความเสี่ยงที่หุ้นจะไหลลงไปอีกและเป็นตลาด Supper Bear หรือ หมีใหญ่ อย่างแท้จริง"

เขากล่าวต่ออีกว่า ตลาดหุ้นไทยมีความเสี่ยงสูงคล้ายกับดัชนีดาว์นโจนของสหรัฐที่ได้ปรับตัวลงไปลึกแล้ว ขณะที่หุ้นไทยมีความเสี่ยงจากการปรับตัวลงของหุ้นขนาดใหญ่  เนื่องจากหุ้นขนาดใหญ่ 30 ตัวแรกครองมาร์เก็ตแคปถึง 67% ซึ่งเมื่อหุ้นเหล่านี้ลดลงก็จะฉุดดัชนีให้ลงต่อ

จึงมองว่า แนวโน้มของหุ้นไทยไตรมาสสุดท้าย ดัชนีจะค่อยๆ ไหลลงต่อไปอีก โดยขึ้นอยู่กับเม็ดเงินที่เหลืออีก 9 หมื่นล้านบาทจะไหลออกเมื่อไรเท่านั้น

ส่วนแนวทางการลงทุนในช่วงท้ายปีนี้  แสงธรรม กล่าวว่า  การจัดพอร์ตในช่วง 3เดือนสุดท้ายปีนี้ ควรจะมีเงินสดไว้ในมือมากกว่าการถือหุ้น เนื่องจากการลงทุนในตลาดหุ้นช่วงนี้มีความเสี่ยงสูง ขณะเดียวกัน ช่วงนี้เหมาะสมที่จะลงทุนกองทุนแอลทีเอฟ และอาร์เอ็มเอฟ เพราะราคาหุ้นได้ลงมามากแล้ว การซื้อช่วงนี้ถือว่าได้ราคาส่วนลด และยังได้ลดภาษีอีกด้วย   

ส่วนนักลงทนสไตล์แวลู อินเวสเม้นท์ ..."ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนหุ้นคุณค่า กล่าวว่า  สำหรับคนที่ยังไม่มีหุ้นอยู่ แนะนำให้ทยอยซื้อ แต่ให้ถือเก็บระยะยาว เนื่องจากมองว่าในช่วงสั้นๆ ตลาดหุ้นยังปรับตัวลงได้ต่อยังมีโอกาสอีก 

อย่างไรก็ตาม ภาวะหุ้นในขณะนี้ยังดีกว่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 และยังห่านงไกลจากการลดลงของดัชนีดาว์นโจน ซึ่งเชื่อว่ายังตกลงไปได้อีก เพราะวิกฤติปี 1930 ของสหรัฐ ดัชนีดาว์นโจนได้ปรับตัวลงไปถึง 90% เทียบได้กับเงิน 100 บาท ลดลงเหลือเพียง 10 บาทเท่านั้น 

  "ตอนนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ซื้อของถูก ยามนี้จึงมีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้น เพราะคนที่มีเงินสดย่อมเป็นโอกาสที่ดี "

เขากล่าวต่อว่า การเลือกหุ้นในสไตล์ของนักลงทุนหุ้นคุณค่า จะเน้นการถือยาว โดยมองว่าราคาที่ซื้อขณะนี้ เทียบกับมูลค่ากิจการใน 5 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร ถ้าสามารถตอบคำถามและคาดการณ์ได้ ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย   

 "แม้ว่าหุ้นไทยจะยังมีความเสี่ยงอยู่ แต่ในแง่ของนักลงทุนที่จัดพอร์ตตัวเอง ก็ควรจะแบงเงินออกเป็นระยะสั้น กลาง และยาว ส่วนการเลือกลงทุนในหุ้นให้ปลอดภัยก็ควรเลือกหุ้นที่ถือยาวได้ เพราะวันหนึ่งราคาหุ้นก็จะกลับขึ้นมาได้" ดร.นิเวศน์ กล่าว
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #15 เมื่อ: 03/10/08 08:40:52 »

อสังหาฯงัดสารพัดกลยุทธ์เร่งระบายสต็อก


:อสังหาฯ หวั่นตลาดบ้านซึมข้ามปี 2552 ตามวิกฤติการเงินโลก เผย 8 เดือน ยอดขายช้าลง ชี้ตลาดต่างชาติสะดุด ภูเก็ตเริ่มฝืด เอกชนลุ้นการเมืองนิ่ง รัฐบาลเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค-นักลงทุน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : วานนี้ (2 ต.ค.) เป็นวันเปิดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้ง 19 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีผู้ประกอบการอสังหาฯ มาร่วมออกบูธจำมาก ซึ่งส่วนใหญ่กล่าวถึงภาพรวมตลาดว่าเริ่มลดลง ทั้งจำนวนลูกค้าที่แวะเข้าชมโครงการและยอดขาย แต่ก็คาดว่าในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมี.ค. 2552 น่าจะยังพอไปได้

เนื่องจากยังอยู่ในช่วงมาตรการลดภาษี แต่ปัจจัยจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก จะขยายวงกว้างและส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย  และอาจกระทบต่ออัตราการเติบโตเศรษฐกิจชัดเจนในปี 2552 

ภาวะล่าสุดหลายบริษัทเริ่มหาทางออก ด้วยการระบายสินค้าในมือในรูปแบบต่างกัน

โดยบริษัท แอล.พี.เอ็น.ฯได้ขายห้องชุดในโครงการ ลุมพินี คอนโดทาวน์ ย่านบดินทร์เดชา จำนวน 100 ห้องมูลค่า 100 ล้านให้พนักงานของเอกชนรายหนึ่ง นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างนำเสนอโครงการผ่านบริษัทเอกชน ที่มีนโยบายสนับสนุนให้พนักงานขององค์กร มีอยู่อาศัยเป็นของตนเอง

ส่วนบริษัทสารินฯ ดำเนินโครงการคุณภาพ สาริน ซิตี้ พระราม 2 นอกจากขายบ้านพร้อมที่ดินทั้งในรูปแบบสั่งสร้างและบ้านพร้อมอยู่แล้ว ยังปรับแผนการขายที่ดิน ที่พร้อมเปิดให้โรงพยาบาล หรือมหาวิทยาลัยเอกชนเข้าไปใช้พื้นที่ทั้งในรูปแบบการร่วมลงทุนหรือซื้อที่ดิน

นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า วิกฤติการเงินสหรัฐจะขยายวงกว้างไปทั่วโลก ซึ่งจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนในปี 2552 รวมถึงประเทศไทยด้วย ธุรกิจที่น่าจะกระทบมากที่สุด คือ ไอที และธุรกิจรถยนต์ ซึ่งเชื่อว่าผู้บริโภคจะชะลอการซื้อ เพราะต้องการลดค่าใช้จ่าย 

นอกจากนี้ ธุรกิจด้านการส่งออกของไทย จะได้รับผลกระทบทำให้ยอดลดลง จะกระทบต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ  ผลต่อเนื่องตามมาก็จะกระทบต่อตลาดที่อยู่อาศัย  จากปัจจัยลบต่างๆ เชื่อว่าสถาบันการเงินจะมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งก็จะกระทบทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค ที่คาดว่าตลาดเก็งกำไรในคอนโดมิเนียมน่าจะหายไป จากปกติตลาดเก็งกำไรคิดเป็นสัดส่วน 5-10%

ทั้งนี้ในช่วง 8 เดือนยอดขายคอนโดมิเนียมทั่วประเทศอยู่ที่ 4 หมื่นหน่วย เติบโตจากปีก่อน 36% กว่า 50% ที่มีการซื้อขายนั้น เป็นคอนโดมือสอง  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีคนซื้อเก็งกำไรนำมาออกมาขาย ขณะเดียวกันก็เกิดจากการกระตุ้นการขายของสถาบันการเงิน ที่นำทรัพย์สินรอการขาย (เอ็นพีเอ) ออกขายต่อเนื่อง

นายสัมมา กล่าวด้วยว่า ตลาดอสังหาฯที่พึ่งลูกค้าต่างประเทศจะได้รับผลกระทบมากสุด โดยเฉพาะตลาดเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และตลาดอสังหาฯ ตามหัวเมืองท่องเที่ยว

“ผมว่าการเมืองต้องนิ่ง รัฐบาลเองต้องกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมอย่างชัดเจน และต้องเห็นเป็นรูปธรรม จะกระตุ้นเฉพาะเซคเตอร์ใดเซคเตอร์หนึ่ง ผ่านมาตรการภาษีอย่างเดียวไม่ได้แล้ว“นายสัมมา กล่าว 

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ นายบุญเลิศ เกียรติศรีธารา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออล สวีท ภูเก็ต ซิตี้ พันวา จำกัด ระบุว่าตลาดซื้อขายบ้านที่ภูเก็ตค่อนข้างเงียบ เห็นได้ชัดหลังจากที่เกิดปัญหาปิดสนามบิน ทำให้บริษัทต้องปรับแผนการขยายเฟสใหม่ และต้องทำการตลาดเชิงลึกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าแนวโน้มน่าจะดีขึ้น และในฐานะภาคเอกชน ก็ได้แต่หวังว่าปัญหาทางการเมืองภายในประเทศจะนิ่ง และขอให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนที่ชัดเจนและให้เห็นเป็นรูปธรรม
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #16 เมื่อ: 03/10/08 08:42:17 »



องค์กรสื่อประณาม"เฮียชู"
 วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551

"ชูวิทย์" ยอมรับ ทำร้ายร่างกายผู้ดำเนินรายการช่อง 3 จริง แต่มาจากการบันดาลโทสะ พร้อมขอโทษทุกคนที่เกี่ยวข้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ก่อเหตุชกต่อยนายวิศาล ดิลกวณิช ผู้ดำเนินรายการข่าวเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ภายหลังเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์ โดยล่าสุด นายวิศาลได้เดินทางไปแจ้งความที่ สน.ทองหล่อ

ด้าน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 8 เปิดเผยถึงกรณีที่ทำร้ายร่างการนายวิศาล ดิลกวณิชย์ ผู้ดำเนินรายการ เที่ยงวันทันเหตุการณ์ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ว่า เกิดจากการบันดาลโทสะ เนื่องจากผู้ดำเนินรายการมีการพูดยั่วยุตลอดรายการ มีการนำเรื่องที่พูดคุยกันก่อนออกรายการมาถามในรายการ ประกอบกับสุดทนกับประโยคที่ระบุว่า ตนเองไม่ใช่ลูกผู้ชาย เพราะถือเป็นการดูถูกอย่างร้ายแรง  โดยส่วนตัวไม่เคยรู้จักกับนายวิศาล และไม่ได้ใช้อารมณ์แบบนี้มานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่การกระทำของนายวิศาล ไร้จรรยาบรรณ ไร้มารยาทกับตนเอง จึงเห็นว่าตนเองก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีมารยาทด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ นายชูวิทย์ ได้เล่าเหตุการณ์หลังจากจบรายการว่า  เมื่อรายการจบลง นายวิศาลได้เดินออกจากโต๊ะสัมภาษณ์แล้วหันมาพูดว่า "ผมไม่ได้มีเจตนาร้ายกับคุณนะ" แต่ตนเองทนไม่ได้จึงใช้ศอกกระแทกที่โหนกแก้มขวา เมื่อนายวิศาลล้มลง จึงใช้เท้าย่ำบริเวณใบหน้าและที่ขาของนายวิศาล อย่างไรก็ตาม ตนขอโทษและยอมรับผิดต่อกองบรรณาธิการช่อง 3  ต่อสื่อมวลชนทั้งหมด ตลอดจนนายวิศาล แต่ขอถามกลับว่า นายวิศาล จะยอมขอโทษตนเองบ้างหรือไม่

นายชูวิทย์ ยังได้กล่าวยืนยันว่า จะไม่ขอสู้คดี เพราะเสียค่าปรับเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และไม่คิดว่าจะเป็นการปิดฉากทางการเมืองของตัวเอง เพราะนักการเมืองที่โกงเป็นพันล้าน ยังสามารถอยู่ในแวดวงการเมืองได้ ทั้งนี้ ในวันที่ 5 ตุลาคมนี้ประชาชน จะเป็นผู้ตัดสินเอง ว่าสามารถยอมรับว่าผู้ว่าฯ กทม.ที่โผงผาง พูดจาตรงๆ และกล้ายอมรับผิดอย่างตนเองได้หรือไม่


องค์กรสื่อประณาม"ชูวิทย์"

จากกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ใช้กำลังทำร้ายร่างกายนายวิศาล ดิลกวณิช ผู้ดำเนินรายการ เที่ยงวันทันเหตุการณ์ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2551 หลังจากรายการเสร็จสิ้นลง

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เห็นว่า พฤติกรรมของนายชูวิทย์ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับบุคคลสาธารณะที่เสนอตัวเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ก่อนเกิดเหตุนายวิศาลได้ทำหน้าที่ของผู้ดำเนินรายการสัมภาษณ์นายชูวิทย์ตามปกติ แม้จะมีคำถามที่อาจทำให้นายชูวิทย์ไม่พอใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของสื่อมวลชนในการตั้งคำถามกับผู้เสนอตัวให้ประชาชนเลือก เช่นเดียวกับอาณาอารยประเทศทั้งหลาย ซึ่งนายชูวิทย์ก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ตอบคำถามได้ แต่ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายร่างกายผู้อื่น โดยเฉพาะสื่อมวลชนซึ่งกำลังทำหน้าที่

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยขอประณามพฤติกรรมของนายชูวิทย์ และขอเรียกร้องให้ประชาชนชาวกรุงเทพมหานครโปรดใช้วิจารณญาณในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะมาทำหน้าที่บริหารราชการกรุงเทพมหานครให้เจริญก้าวหน้าด้วยความผาสุกในฐานะเมืองหลวงของประเทศต่อไป

 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #17 เมื่อ: 03/10/08 08:43:30 »

ม็อบแท็กซี่ปิดล้อมสุวรรณภูมิ
 วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551 19:08

ม็อบแท็กซี่ 300 ปิดทางเข้าอาคารผู้โดยสารชั้น2 และ 4 หลังไม่พอใจ ห้ามเหมาออกต่างจังหวัด

พ.ต.อ.ธีรเดช ภาณุรักษ์ ผกก.สภ.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปควบคุมสถานการณ์ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภายหลังคนขับรถแท็กซี่ประมาณ 300 คน เดินเท้าจากลานจอดรถแท็กซี่ขึ้นไปชุมนุมปิดทางยกระดับเข้าอาคารผู้โดยสาร บริเวณชั้น 2 และ ชั้น 4 ส่งผลให้การจราจรเป็นอัมพาตยาวเยียด นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต้องเดินเท้าเข้าไปในอาคารผู้โดยสาร เนื่องจากต้องการให้มีการปรับค่าโดยสารใหม่

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้ออกประกาศกระทรวงฯ เรื่องกำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสาร (แท็กซี่มิเตอร์) ฉบับใหม่ ประกาศ ณ วันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยกำหนดอัตราค่าจ้างรถแท็กซี่ให้คิดราคาเริ่มต้นกิโลเมตรแรก 35 บาท และตั้งแต่กิโลเมตรที่ 80 ขึ้นไปให้คิดค่าโดยสารกิโลเมตรละ 8.50 บาท โดยมิได้กำหนดจุดสิ้นสุด

โดยผลของประกาศดังกล่าว ทำให้รถแท็กซี่ที่ให้บริการผู้โดยสารทุกคัน จะต้องเปิดมิเตอร์และคิดราคาค่าโดยสารตามประกาศใหม่นี้ และไม่สามารถที่จะคิดราคาเหมาจ่ายได้ โดยล่าสุด ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทอท.) ได้ประกาศให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่เข้ามาให้บริการ รับทราบ และให้ปฏิบัติตามกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว จึงทำให้กลุ่มผู้ขับขี่รถแท็กซี่ไม่พอใจ และประท้วงดังกล่าว

 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #18 เมื่อ: 03/10/08 08:44:32 »

ไทย
 วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2551

โพสต์ทูเดย์ — ผาแดงฯ ลั่นปีหน้าจะเป็นปีแรกหยุดลงทุนในประเทศไทย กำลังการผลิตเพิ่มแค่ 4% ผลประกอบการถูกราคาสังกะสีกดลงขาเดียว

นายอังเดร์ วัน แดร์ เอเดน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผาแดง อินดัสทรี (PDI) เปิดเผยว่า ในปีหน้าจะเป็นปีแรกที่บริษัทจะไม่มีการลงทุนใหม่ๆ ในประเทศไทย เนื่องจากมีปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้น แต่การลงทุนนอกประเทศชะลอไม่ได้ ต้องเร่งสำรวจต่อไป 
สำหรับงบลงทุนในปีหน้า บริษัทเตรียมไว้สำหรับการสำรวจเหมืองแร่ใหม่ 100-150 ล้านบาท และการลงทุนด้านอื่นอีก 300 ล้านบาท

ด้านผลการดำเนินงานในปีนี้ คาดว่าบริษัทจะมีกำลังการผลิต 1.05 แสนตัน จากปกติที่มีกำลัง การผลิต 1.1 หมื่นแสนตัน และในปี 2552 น่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4% มาที่ 1.13 แสนตัน

ทั้งนี้ ผลประกอบการในระยะสั้นยังคงได้รับแรงกดดันจากราคาสังกะสีที่ลดลงอย่างมาก จากเดือน เม.ย. อยู่ที่ 2,350-2,400 เหรียญสหรัฐ/ตัน ขณะนี้อยู่ที่ 1,680 เหรียญสหรัฐ/ตัน โดยคาดว่าราคาเฉลี่ยทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 2,105 เหรียญสหรัฐ/ตัน

นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาโครงการซื้อหุ้นคืนของบริษัท โดยมีเงินสดเพียงพอแต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ปัญหาสภาพคล่องของหุ้น รวมถึงการที่ผู้ถือหุ้นไม่ยอมขายหุ้นออกมา

“ราคาหุ้น PDI ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของตลาดโดยรวม และราคาสังกะสีที่ถูกกำหนดโดยตลาดลอนดอน ซึ่งมีผลอย่างมาก แต่เป็นการมองที่ง่ายและตรงมากไปหน่อย อยากให้ดูถึงพื้นฐานของบริษัทด้วย” นายอังเดร์ กล่าว

 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #19 เมื่อ: 03/10/08 08:45:27 »

TRUEดิ่งนรกปฏิเสธข่าวดีทุกเรื่อง
 วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2551

โพสต์ทูเดย์ — หุ้น TRUE กลับสู่สามัญ ราคาดิ่งแรง หลังปฏิเสธข่าวพันธมิตรไชน่าโมบาย และลงทุนในพันธบัตรสหรัฐ โบรกฯ แนะขาย


นายนพปฎล เดชอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวว่า บริษัทกำลังจะ มีพันธมิตรทางธุรกิจเข้ามาลงทุน คือ บริษัท ไชน่า โมบาย และ/หรือ บริษัทชั้นนำในประเทศ รวมทั้ง ข่าวเกี่ยวกับว่าบริษัท ทรูมูฟ กำลัง จะซื้อพันธบัตรสหรัฐ หรือ US Bond ที่อัตราส่วนลด จะทำให้มีกำไร จากการลดหนี้ ซึ่งขอชี้แจงว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ราคาหุ้น TRUE ปรับตัวลงแรง รับข่าวร้ายบริษัทปฏิเสธ ข่าวลือ โดยระหว่างวันลงไปลึกสุด 2.98 บาท และมาปิดที่ 3 บาท ลดลง 64 สตางค์ หรือ 17.58% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงวันแรกหลังจากวิ่งมานาน 4 วัน จากระดับ 2.70 บาท เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ปิดที่ 3.64 บาท วันที่ 1 ต.ค. หรือพุ่งมาแล้ว 34.81%

ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ฟินันซ่า ระบุว่า หุ้น TRUE พุ่งกว่า 20% ไร้ปัจจัย สนับสนุน เป็นจังหวะดีเพื่อ “ขาย” และเปลี่ยนไปลงทุนในหุ้น 2 ตัวหลักในกลุ่ม อย่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิ เคชั่น (DTAC) แทน

“TRUE เด้งแรงน่าจะเกิดจากการจุดพลุโดยกระแสข่าวไชน่า โมบาย ผสมโรงกับราคาหุ้นที่ลงมาแรงหลังผลการดำเนินงานไตรมาส 2 พลิกกลับมาเป็นขาดทุนอีกครั้ง มากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางด้านปัจจัยพื้นฐาน”

สำหรับผลประกอบการงวดไตรมาส 3 ก็ไม่มีอะไรตื่นเต้น เนื่องจากเป็นช่วงโลซีซัน โดยคาดว่าจะมีกำไร หรือขาดทุนในช่วง 200 ล้านบาท และแนวโน้มธุรกิจระยะยาวไม่สดใส จากการสูญเสียส่วนครองตลาด และความสามารถในการแข่งขันด้อยกว่าคู่แข่ง แถมสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ยังสูงถึง 11 เท่า

นักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ให้ราคาพื้นฐาน TRUE เพียง 2.80 บาท โดยปัจจัยพื้นฐานยัง ไม่ดี โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมาบาทอ่อนค่าเทียบกับเหรียญสหรัฐ จะทำให้มีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จากหนี้ต่างประเทศที่มีอยู่สูง และผลพวงจากลูกค้าหลัก อยู่ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จึงได้รับผลลบจากเศรษฐกิจไทยที่ชะลอ

นอกจากนี้ ความสามารถที่จะซื้อหุ้น BITCO/TrueMove คืนจากกลุ่ม ซีพี ก็มีอยู่น้อย ท่ามกลางความอ่อนแอด้านการเงิน อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน สูงเป็น 752% ทำให้การหาเงินที่จะระดมทุนเพื่อซื้อหุ้นคืน ก็ยังมีความไม่ชัดเจน

 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #20 เมื่อ: 03/10/08 08:46:41 »

เปิดระดมทุนคล่องปี๊ด
 วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2551

โพสต์ทูเดย์ — ก.ล.ต. โดดรับมือสภาพคล่องโลกตึงตัว เร่งคลายกฎระดมเงินทั้งตลาดหุ้น ตราสารหนี้ กองทุนสาธารณูปโภคให้รวดเร็วขึ้น

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลัก ทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. เร่งมาตรการที่จะดูแลปัญหาจากสภาพตลาดการเงินทั่วโลกตึงตัว โดยช่วยให้การระดมทุนของภาคเอกชน ทั้งการออกตราสารหนี้และตราสารทุนมีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น และมีต้นทุนในการระดมทุนที่ต่ำลง
ทั้งนี้ สำหรับบริษัทที่ต้องการเสนอขายหุ้นกู้ให้กับนักลงทุนสถาบันสามารถทำได้ภายใน 1 วัน จากเดิมที่ต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือน เช่นเดียวกับการเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิ์ หรือวอร์แรนต์ ที่ให้กับผู้ถือหุ้นเดิมสามารถทำได้ทันทีที่ได้มติจากผู้ถือหุ้น จากเดิมที่จะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ในการยื่นขออนุญาตและยื่นแบบเสนอขายหลัก ทรัพย์ต่อ ก.ล.ต. (ไฟลิง)

ขณะเดียวกันจะแก้ไขหลักเกณฑ์ปลีกย่อยในการออกและเสนอขายหุ้นสามัญที่เป็นภาระต่อผู้เสนอขายหลักทรัพย์ด้วย

“วิกฤตการณ์การเงินในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ส่งผลให้ภาคธุรกิจระดมทุนยากมากขึ้น และอาจจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ก.ล.ต.จึงสนับสนุนให้ภาคธุรกิจระดมทุนผ่านตลาดทุน โดยชูมาตรการ ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ถูกลง” นายธีระชัย กล่าว

ด้านนายชาลี จันทนยิ่งยง ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส สำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวว่า ปัจจุบันการระดมทุนจะเป็นการขออนุญาต แต่จะค่อยๆ ขยับไปสู่ระบบการเปิดเผยข้อมูลให้ผู้ลงทุนตัดสินใจเอง ซึ่งจะทำให้ง่ายขึ้นและทำได้รวดเร็วขึ้น เพราะไม่ต้องถูกตรวจสอบอย่าง เข้มงวดจาก ก.ล.ต. ฉะนั้นจะสามารถจัดหาเงินทุนได้ในเวลาที่เหมาะสม และค่าใช้จ่ายก็จะหายไปด้วย

นายชาลียกตัวอย่างว่า ในปัจจุบันบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่จะออกหุ้นกู้มูลค่า 5,000 ล้านบาท จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1 ล้านบาท และบริษัทนอกตลาดจะมีค่าใช้จ่าย 2 ล้านบาท แต่ตามระบบใหม่จะเหลือเพียง 5 หมื่นบาท

ทั้งนี้ นายชาลี กล่าวว่า ก.ล.ต. จะทยอยประกาศหลักเกณฑ์และ ขั้นตอนระบบใหม่ตั้งแต่เดือน พ.ย. นี้

พร้อมกันนี้ นายธีระชัย กล่าวว่า จะเร่งศึกษาเพื่อจัดตั้งกองทุนรวมสาธารณูปโภค ให้สามารถจัดตั้งได้ภายในครึ่งแรกของปี 2552 เพื่อ เป็นแหล่งเงินทุนของภาครัฐที่จะมีการก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) โดย เห็นความจำเป็นที่จะเปิดให้กองทุนเข้าไปลงทุนตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง แต่ภาครัฐควรจะให้สิทธิบางอย่างกับกองทุนด้วย

นายประเวช องอาจสิทธิกุล ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส สำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปหลักเกณฑ์ในการจัดตั้ง แต่ในเบื้องต้นกองทุนจะต้องลงทุนในโครงการที่สร้างเสร็จและมีรายได้แล้วเท่านั้น

 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #21 เมื่อ: 03/10/08 08:47:41 »

ผวาวิกฤตลามแบงก์
 วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551

โพสต์ทูเดย์ — วิกฤตสถาบันการเงินสหรัฐลามถึงธนาคารไทย หุ้น BAY ดิ่งหนักกังวลถูกจีอีทิ้ง โบรกฯนอกหั่นเป้าราคา สมาคมนักวิเคราะห์เปิดฮอตไลน์เริ่มจันทร์นี้

หุ้นธนาคารพาณิชย์หนาวๆ ร้อนๆ นักลงทุนแห่ทิ้งผวาพันธมิตรที่เป็นธนาคารต่างประเทศระบายหุ้น หลังวิกฤตการเงินสหรัฐลามข้ามทวีป
วานนี้ หุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ถูกบอมบ์ ปิดต่ำสุดระดับ 15.40 บาท ทรุด 0.80 บาท หรือ 4.94% ท่ามกลางมูลค่าซื้อขายหนาตา 635.76 ล้านบาท ส่วนธนาคารทหารไทย (TMB) ที่มีไอเอ็นจีแบงก์ถือหุ้น 26.41% ราคาปิดที่ 0.99 บาท ลดลง 1%

นักวิเคราะห์ บล.ฟินันซ่า ออกบทวิเคราะห์ว่า ราคาหุ้น BAY ที่ปรับตัวลงแรงเกิดจากความวิตกว่าผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างจีอี ซึ่งถือหุ้น BAY ถึง 2,000 ล้านหุ้น หรือ 33% จะตกเป็นเหยื่อวิกฤต เช่นเดียวกับสถาบันการเงินสหรัฐชั้นนำ

กรณีที่เลวร้ายที่สุดถ้าจีอีจากไป บล.ฟินันซ่า ประเมินว่า มูลค่าหุ้นทางบัญชีหุ้นละ 14 บาท น่าจะรับอยู่ แต่หากจีอีอยู่รอดปลอดภัยและไม่ทิ้งไปราคาเป้าหมายควรเกินหุ้นละ 20 บาท ขณะที่ต้นทุนของจีอีอยู่ที่ 16 บาท

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ในประเทศส่วนใหญ่แนะนำให้ซื้อหุ้น BAY ในราคาเป้าหมายเฉลี่ย 25 บาท ดังนั้นราคาหุ้นที่ปรับตัวลงแรงจึงแนะนำให้ทยอยซื้อ

ขณะที่นักวิเคราะห์ต่างชาติมีมุมมองที่ไม่ดีต่อหุ้นนี้ เช่น บล.ยูบีเอส ลดราคาเป้าหมายหุ้น BAY ลง 16% เหลือ 16.50 บาท จาก 19.60 บาท หลังลดประมาณการกำไรและอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นจาก 13.7% เหลือ 11.7%

ด้านตลาดหุ้นไทยวานนี้ขึ้นไม่ไหว แม้ดัชนีดาวโจนส์ดีดกลับแรงกว่า 485 จุด โดยพยายามประคับประคองเหนือ 600 จุด แต่สุดท้ายเจอแรงขายของนักลงทุนที่เล่นแบบหักกลบค่าซื้อขายหุ้นตัวเดียวกันวันเดียวกัน (เน็ตเซตเทิลเมนต์) กดให้ดัชนีบวก 1 จุดเศษ หล่นตุ๊บมาติดลบ 2.02 จุด ปิดที่ 594.45 จุด มูลค่าซื้อขาย 9,540.96 ล้านบาท โดยต่างชาติขาย 133 ล้านบาท

ด้านนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า ภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวนสูง และมีข่าวสารจากต่างประเทศเข้ามากระทบการลงทุนต่อเนื่อง สมาคมจึงเปิดสายฮอตไลน์ หมายเลข 02-654-5351-52 ตอบคำถามทุกเรื่องพร้อมแนะนำการลงทุนให้ด้วย โดยจะเริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 6 ต.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 10.00-10.30 น. และหากมีโทรศัพท์เข้ามาจำนวนมากก็พร้อมขยายเวลาไปจนถึง 11.00 น. โดยอัตโนมัติ

“สมาคมเตรียมผู้ตอบคำถามถึง 28 คน ถ้าหากผู้ใดไม่พร้อมจะโทรศัพท์มาคุยก็สามารถชมทางโทรทัศน์ ทางมันนี่ แชลนอล” นายสมบัติ กล่าว

นอกจากนี้ สมาคมจะมีการสำรวจความคิดเห็นและเป้าหมายดัชนีหุ้นปีนี้ของสมาชิกอีกครั้ง ในวันที่ 9 ต.ค.นี้ หลังจากทราบผลการพิจารณาเงิน 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ของสภาคองเกรส และรัฐบาลใหม่แถลงนโยบายแล้ว

 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #22 เมื่อ: 03/10/08 08:49:24 »

9เดือนสูญ2ล้านล.
 วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551

โพสต์ทูเดย์ — หุ้นไทยสูญแล้ว 1.9 ล้านล้านบาท วิกฤตสหรัฐฉุด ดัชนีปิดงวดไตรมาส 3 ติดลบ 30% นักลงทุนลุ้น 2 ต.ค. สภาสหรัฐพิจารณามาตรการ 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ


บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกในวันที่ 30 ก.ย. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการปิดงวดบัญชีสิ้นสุดไตรมาส 3 ปี 2551 ถือว่าเป็นวันที่ตลาดผันผวนรุนแรงมาก โดยช่วงเช้าดัชนีดิ่งทั่วโลกหลังสภาสหรัฐลงมติไม่ให้ความเห็นชอบต่อมาตรการฟื้นฟูวิกฤตการเงินในวงเงิน 7 แสน ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ดาวโจนส์รูด 777 จุด หรือ 6.69% ฉุดให้เอเชียร่วงกันกว่า 5-6%
สำหรับหุ้นไทยเปิดตลาดดัชนีลดลงทันที 33 จุด หรือ 5.5% โดยลงไปต่ำสุดที่ 568.18 จุด และกลับขึ้นมาปิดตลาดที่ 596.54 จุด ลดลง 4.75 จุด หรือ 0.79% ด้วยมูลค่า ซื้อขาย 21,343.91 ล้านบาท ต่างชาติขาย 652.08 ล้านบาท สถาบันขาย 233.75 ล้านบาท และรายย่อยซื้อ 885.84 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบดัชนีปิดงวดไตรมาส 3 ที่ 596.54 จุด เท่ากับลดลงไปกว่า 261.56 จุด หรือ 30.48% จากสิ้นปี 2550 ที่ดัชนี ปิดที่ 858.10 จุด ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) สูญไปกว่า 1.9 ล้านล้านบาท โดยล่าสุดลงมาอยู่ที่ 4.73 ล้านล้านบาท จากสิ้นปีอยู่ที่ 6.63 ล้านล้านบาท

ด้านนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1.25 แสนล้านบาท สถาบันซื้อสุทธิ 3.14 หมื่นล้านบาท และรายย่อย ซื้อ 9.37 หมื่นล้านบาท

ม.ล.ทองมกุฎ ทองใหญ่ ผู้อำนวยการฝ่ายค้าหลักทรัพย์ บล.ซิตี้ คอร์ป (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มในไตรมาส 4 ผลประกอบการและภาวะตลาดหุ้นจะแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ และช่วง 1-2 เดือนนี้สถานการณ์ยังคงออกมาไม่ดีต่อ ซึ่งมองว่าตลาดจะเริ่มกลับมาดี ได้บ้างในช่วงปีหน้า แต่วิกฤตนี้ยังยาว เหมือนต้มยำกุ้งที่ใช้เวลา 5 ปี ถึงฟื้น

ด้าน บล.เกียรตินาคิน มองว่า วิกฤตสถาบันการเงินที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ทำให้เกิดการลุกลาม ไปด้วยจนไม่สามารถประเมินสิ่งที่จะเป็นโดมิโนตามมาในอนาคต ทำให้ยังประเมินว่าที่ระดับ 570 จุด อาจยังไม่ใช่จุดต่ำสุดในระยะกลาง

สำหรับแนวคิดของคลังจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มสำหรับนักลงทุนที่ซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาวและกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพนั้น นายมาริษ ท่าราบ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) กล่าวว่า น่าจะช่วยให้มีเงินลงทุนเข้ามาในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากปัจจุบันมีนักลงทุนจำนวนมากสามารถซื้อหน่วยลงทุนได้มาก กว่า 5 แสนบาท
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #23 เมื่อ: 03/10/08 08:51:51 »

บุชขอ ส.ส.ผ่านแผนกู้วิกฤต$7แสนล้านเป็นรอบที่ 14 
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 ตุลาคม 2551 04:23 น.
 
 
       ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุช แห่งสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดี(2) เร่งเร้าสภาผู้แทนราษฎรอีกรอบ ดำเนินรอยตามวุฒิสภา ผ่านแผนกอบกู้เศรษฐกิจ พร้อมเตือน "การงานของประชาชนตกอยู่ในอันตราย"
       
       "ประเด็นนี้ไปไกลเกินกว่านิวยอร์กและวอลล์สตรีท ประเด็นนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ขยันทำงาน" บุช ออกมาขอเป็นรอบ 14 ในช่วง 15 วันที่ผ่านมา ให้ ส.ส.สนับสนุนมาตรการช่วยเหลือภาคการเงินมูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์
       
       "พวกเขากังวลเกี่ยวกับความมัธยัสถ์ พวกเขาหวาดวิตกในเรื่องการงาน กังวลเกี่ยวกับบ้านของพวกเขา พวกเขากังวลเกี่ยวกับธุรกิจเล็กๆของตนเอง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควรฟังเสียงพวกเขาและผ่านร่างกฎหมายนี้" ประธานาธิบดีอเมริกากล่าว
       
       สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปฏิเสธแผนกอบกู้เศรษฐกิจเมื่อวันจันทร์(29ก.ย.) คาดหมายว่าจะลงมติสิ่งที่ บุช เรียกว่าร่างกฎหมายฉบับปรับปรุงในวันศุกร์(3)ในช่วงเดือนอันยุ่งเหยิงก่อนหน้าการเลือกตั้งประธานาธิบดี วันที่ 4 พฤศจิกายน

 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #24 เมื่อ: 03/10/08 08:53:01 »

"บัฟเฟตต์" ลงเงิน $3 พันล้านซื้อหุ้น "จีอี" กลางวิกฤตศก.
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 ตุลาคม 2551 00:32 น.
 
 
       วอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก ประกาศในวันพุธ (1)จะเข้าลงทุนเป็นมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์ ในบริษัทเจเนอรัล อิเล็กทริก (จีอี) นับเป็นความพยายามล่าสุดของนักลงทุนที่ได้รับความยอมรับนับถือมากที่สุดในโลกผู้นี้ ที่จะเข้าไปลงทุนในกิจการซึ่งกำลังมีสถานะย่ำแย่แต่เขาเชื่อว่ายังจะมีอนาคตรุ่งเรืองได้ต่อไป ท่ามกลางวิกฤตการเงินที่กำลังลุกลามไปทั่วโลก ชนิดที่ตัวบัฟเฟตต์เองยังเรียกว่า "เพิร์ลฮาร์เบอร์ทางเศรษฐกิจ"
       
       เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ บริษัทการลงทุนและกิจการประกันภัยของบัฟเฟตต์ ประกาศลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิ์ของจีอี บริษัทยักษ์ใหญ่ชื่อดังของสหรัฐฯ ที่มูลค่าหุ้นลดลงราว 1 ใน 3 แล้วในปีนี้ อันเนื่องมาจากปัญหาในกิจการธุรกิจด้านการเงินของบริษัท จนทำให้จีอีต้องประกาศแผนขายหุ้นสามัญเพื่อระดมทุน 12,000 ล้านดอลลาร์
       
       บัฟเฟตต์ ยอมรับว่า การลงทุนในบริษัททั้งสองนี้ของเขา อาจจะมีผลกระทบกระเทือนในทางลบ หากว่ารัฐสภาสหรัฐฯ ไม่ผ่านกฏหมายมูลค่า 700,000 ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมการเงินของประเทศที่เต็มไปด้วยหนี้อสังหาริมทรัพย์เน่าเสีย ทั้งนี้ในปัจจุบันเบิร์กไชร์เป็นหนึ่งในบริษัทไม่กี่แห่งในสหรัฐฯ ที่ไม่จำเป็นต้องกู้ยืมเงินมาเพื่อมาปิดการซื้อขายมูลค่าสูงระดับนี้
       
       "สิ่งบัพเฟตต์รอมาหลายปี ในที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ สถานการณ์ที่ตลาดย่ำแย่ลงจนทำให้เขาสามารถเจรจาให้เบิร์กไชร์ซื้อหุ้นบริษัทอื่นได้ในราคาแสนถูก" เจมส์ อาร์มสตรอง ประธานของเฮนรี เอช อาร์มสตรอง แอนด์ แอสโซสิเอตส์ ในเมืองพิตสเบิร์กกล่าว "เขารอเวลาเช่นนี้มาถึง 10 ปีเต็มๆ แล้ว"
       
       ภายใต้ข้อตกลงล่าสุดคราวนี้ เบิร์กไชร์จะเข้าซื้อหุ้นบุริมสิทธิ์ของจีอีมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์ โดยจะได้รับเงินปันผล 10% ซึ่งเท่ากับว่าจะทำให้เบิร์กไชร์มีรายได้ราว 300 ล้านดอลลาร์ต่อปี

 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #25 เมื่อ: 03/10/08 08:54:27 »

"บัฟเฟตต์" ลงเงิน $3 พันล้านซื้อหุ้น "จีอี" กลางวิกฤตศก.
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 ตุลาคม 2551 00:32 น.
 
 
       วอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก ประกาศในวันพุธ (1)จะเข้าลงทุนเป็นมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์ ในบริษัทเจเนอรัล อิเล็กทริก (จีอี) นับเป็นความพยายามล่าสุดของนักลงทุนที่ได้รับความยอมรับนับถือมากที่สุดในโลกผู้นี้ ที่จะเข้าไปลงทุนในกิจการซึ่งกำลังมีสถานะย่ำแย่แต่เขาเชื่อว่ายังจะมีอนาคตรุ่งเรืองได้ต่อไป ท่ามกลางวิกฤตการเงินที่กำลังลุกลามไปทั่วโลก ชนิดที่ตัวบัฟเฟตต์เองยังเรียกว่า "เพิร์ลฮาร์เบอร์ทางเศรษฐกิจ"
       
       เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ บริษัทการลงทุนและกิจการประกันภัยของบัฟเฟตต์ ประกาศลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิ์ของจีอี บริษัทยักษ์ใหญ่ชื่อดังของสหรัฐฯ ที่มูลค่าหุ้นลดลงราว 1 ใน 3 แล้วในปีนี้ อันเนื่องมาจากปัญหาในกิจการธุรกิจด้านการเงินของบริษัท จนทำให้จีอีต้องประกาศแผนขายหุ้นสามัญเพื่อระดมทุน 12,000 ล้านดอลลาร์
       
       บัฟเฟตต์ ยอมรับว่า การลงทุนในบริษัททั้งสองนี้ของเขา อาจจะมีผลกระทบกระเทือนในทางลบ หากว่ารัฐสภาสหรัฐฯ ไม่ผ่านกฏหมายมูลค่า 700,000 ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมการเงินของประเทศที่เต็มไปด้วยหนี้อสังหาริมทรัพย์เน่าเสีย ทั้งนี้ในปัจจุบันเบิร์กไชร์เป็นหนึ่งในบริษัทไม่กี่แห่งในสหรัฐฯ ที่ไม่จำเป็นต้องกู้ยืมเงินมาเพื่อมาปิดการซื้อขายมูลค่าสูงระดับนี้
       
       "สิ่งบัพเฟตต์รอมาหลายปี ในที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ สถานการณ์ที่ตลาดย่ำแย่ลงจนทำให้เขาสามารถเจรจาให้เบิร์กไชร์ซื้อหุ้นบริษัทอื่นได้ในราคาแสนถูก" เจมส์ อาร์มสตรอง ประธานของเฮนรี เอช อาร์มสตรอง แอนด์ แอสโซสิเอตส์ ในเมืองพิตสเบิร์กกล่าว "เขารอเวลาเช่นนี้มาถึง 10 ปีเต็มๆ แล้ว"
       
       ภายใต้ข้อตกลงล่าสุดคราวนี้ เบิร์กไชร์จะเข้าซื้อหุ้นบุริมสิทธิ์ของจีอีมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์ โดยจะได้รับเงินปันผล 10% ซึ่งเท่ากับว่าจะทำให้เบิร์กไชร์มีรายได้ราว 300 ล้านดอลลาร์ต่อปี

 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #26 เมื่อ: 03/10/08 08:57:22 »

เอเจนซี่ - ผลตรวจสอบนมทั่วประเทศจีน พบ 11.7% ปนเปื้อนเมลามีน ส่วนฮ่องกงพบช็อคโกแลตแบรนด์ดังเปื้อนเมลามีน ล่าสุดรัฐบาลจีนประกาศงดส่งออกผลิตภัณฑ์นมทุกชนิด จนกว่าจะรับประกันได้ในความปลอดภัย
       
       ประธานาบดีหูจิ่นเทา ซึ่งอยู่ในระหว่างการตรวจเยี่ยมมณฑลอันฮุยในช่วงวันหยุดฉลองวันขาติ ได้กล่าวว่า บทเรียนกรณีนมปนเปื้นสร้างความเสื่อมเสียให้กับจีนมาก และมีความจำเป็นที่เรียกเก็บหรือกักกันสินค้านมที่ส่งออกไปทั่วโลก
       
       “ ความปลอดภัยของอาหาร เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความอยู่ดีมีสุขของมวลชน และความสามารถในการเเข่งขันของบริษัท บริษัทจีนจะต้องมีบทเรียนจากบริษัทซันลู่ โดยเข้มงวดในการบริหารจัดการ และการตรวจสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์” ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำสูงสุดของจีนของยอมกล่าวถึงกรณีนมปนเปื้อนนี้
       
       ผลการตรวจสอบนมทั่วประเทศล่าสุด พบว่า นม 31 ตัวอย่าง ใน 256 ผลิตภัณฑ์ หรือคิดเป็น 11.7%มีการปนเปื้อนสารเมลามีน แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ นมเหล่านี้ไม่ได้ผลิตจากซันลู่กรุ๊ปเพียงแห่งเดียว แต่ยังผลิตจากโรงงานอื่นๆอีกกว่า 20 แห่ง ซึ่งนมทั้งหมดนี้ถูกผลิตก่อนวันที่ 14 กันยายน โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นนมสำหรับผู้ใหญ่ และช็อคโกแลต ต่างจากการตรวจสอบครั้งก่อนที่พบสารเมลามีนปนเปื้อนในนมสำหรับทารก 69 ตัวอย่าง ทำให้ตอนนี้มีมีการตรวจพบนมปนเปื้อนในจีนอย่างน้ิอยกว่า 100 ตัวอย่างแล้ว ทั้งนี้สำนักงานควบคุมคุณภาพอาหารกำลังเร่งตรวจสอบโรงงานนมอีก 154 แห่ง ซึ่งจะครอบคลุมปริมาณการผลิตนมร้อยละ 70
       ข้างฝ่ายรัฐบาลเมืองสือเจียจวง ซึ่งเป็นที่ตั้งของซันลู่กรุ๊ป ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการ โดยนายหวัง เจี้ยนกั๋ว โฆษกของรัฐบาลเมืองสือเจียจวง ยอมรับว่า รัฐบาลเมืองได้รับรายงานจากซันลู่กรู๊ปเมื่อวันที่ 2 สิงหาคมเรื่องที่มีผู้ป่วยโรคนิ่วในไตจากนมปนเปื้อน แต่แทนที่จะส่งเรื่องให้หน่วยเหนืิอตรวจสอบ ทางรัฐบาลเมืองสือเจียจวงกลับเลือกที่จะให้การรักษาผู้ป่วย และกำชับให้ซันลู่กรุ๊ปนำเข้าเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพที่ทันสมัยขึ้นเท่านั้น
       
       ขณะเดียวกัน ซันลู่กรุ๊ปได้ร้องขอให้รัฐบาลเข้ามาช่วยตรวจสอบคุณภาพนม และดำเนินคดีกับผู้ที่เติมสารเมลามีนในนมเพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา
       
       นอกจากนี้ พ่อแม่ของเด็กที่ป่วยจากนมปนเปื้อนในมณฑลเหอหนาน ได้เตรียมยื่นฟ้องซันลู่กรุ๊ป เรียกค่าเสียหาย 150,000 หยวน
       ไต้หวันห้ามขายผลิตภัณฑ์เนสเล่
       กระแสวิตกผมปนเปื้อนเมลามีนยังร้อนแรง โดยในวันพฤหัสฯ(2 ต.ค.) กระทรวงสาธารณสุขไต้หวัน สั่งห้ามขายผลิตภัณฑ์ยี่ห้อเนสเล่ 6 ชนิด ที่ผลิตในมณฑลเฮยหลงเจียงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจพบร่องรอยเมลามีนในผลิตภัณฑ์มากกว่าครึ่งผลิตภัณฑ์ที่นำมาทดสอบ
       
       สาธารณสุขไต้หวันแถลงถึงการโละผลิตภัณฑ์เนสเล่ครั้งนี้ว่า แม้จะไม่มีความวิตกด้านสุขภาพ แต่มันก็มากเกินไปสำหรับมาตรการของหน่วยคุ้มครองสุขภาพของดินแดน และเพื่อขจัดกระแสสงสัยของสาธารณะ และประกันสิทธิผู้บริโภค”
       
       ด้านยักษ์ใหญ่ผลิตภัณฑ์นมจากสวิส ซึ่งได้ยอมถอนสินค้าออกไปตามคำสั่งรัฐบาลไต้หวัน แต่ก็แถลง ยืนยันผลิตภัณฑ์ของบริษัทปลอดภัยแน่นอนตามมาตรฐานสากล พร้อมครวญว่า มาตรการของไต้หวันสูงกว่ามาตรฐานสากลถึง 50 เท่า
       เนสเล่ได้เรียกร้องให้สาธารณสุขไต้หวันดำเนินการทดสอบเมลามีน โดยใช้มาตรฐานทางวิทยาศาสตร์
       
       ทางฝั่งฮ่องกง ผลการตรวจสอบของศูนย์ความปลอดภัยอาหารฮ่องกง ซึ่งเปิดเผยในวันเดียวกัน พบการปนเปื้อนเมลามีนในสินค้าแบรนด์ดังหลายยี่ห้อที่วางจำหน่ายในฮ่องกง เช่น ช็อคโกเเลตM&M, Snickers, ช็อคโกแลต Eclairs และ Picnic Bars ของบริษัท Cadbury รวมทั้งขนมปังกรอบเวเฟอร์ Oreo ด้วย
       
       อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณสุขของไทย เพิ่งประกาศผลการตรวจสอบสินค้าจีน 32 ชนิด ซึ่งรวมถึงช็อคโกแลตยี่ห้อดังข้างต้นที่วางจำหน่ายในไทยว่าไม่มีการปนเปื้อนเมลามีน
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #27 เมื่อ: 03/10/08 08:59:28 »

เมลามีนป่วนโลก“โคอาล่า-ลิปตัน-กูลิโกะ”เจอแจ็คพอต
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 1 ตุลาคม 2551 17:24 น.
 
 
 
ในขณะที่ฮ่องกงและมาเก๊าตรวจพบขนม "โคอาล่า" ที่ผลิตในจีนปนเปื้อนสารเมลามีน แต่ในมณฑลกว่างตงซึ่งอยู่ใกล้เคียงก็ยังวางจำหน่ายอยู่
 
 
       เอเอฟพี – นมเจือเมลามีนจีนสร้างกระแสหวั่นวิตกเกี่ยวกับความปลอดภัยอาหารไปทั่วโลก ล่าสุดทางการจีนเผยผลตรวจนมผงทั่วประเทศ พบสารพิษปนเปื้อนสินค้า 31 รายการ ขณะเดียวกันดัตช์-ฮ่องกงสั่งโละขนมโคอาล่า ขนมขบเคี้ยวยี่ห้อกูลิโกะ และชานมผงลิปตันออกจากชั้นหลังตรวจเจอเมลามีนสูงเกินมาตรฐานกำหนด
       
       สำนักงานควบคุมกักกันและตรวจสอบคุณภาพแห่งประเทศจีน ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมความปลอดภัยสินค้าของจีนเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบนมผงทั่วประเทศพบว่ามีนมผง 31 รายการปนเปื้อนสารเมลามีน หรือคิดเป็นร้อยละ 11.7 จากสินค้าทั้งหมด 265 รายการที่ตรวจสอบ โดยสินค้าทั้งหมดผลิตก่อนวันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2551 แต่สินค้าที่ผลิตหลังจากนั้นปลอดภัยทั้งหมด
       
       โดยสินค้าเหล่านี้มาจากบริษัทต่างๆ 20 แห่ง รวมทั้งบริษัท ซานลู่ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทแรกที่จุดชนวนวิกฤตเมลามีนครั้งนี้
       
       ต่อปัญหาดังกล่าว ประธานาธิบดี หู จิ่นเทา ได้ออกมาเรียกร้องให้บริษัทผู้ผลิตขนมและอาหาร เร่งคุมเข้มการตรวจสอบความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์ของตัวเองเพื่อความสบายใจของผู้บริโภค พร้อมเตือนให้บริษัทอาหารจีนเรียนรู้บทเรียนความผิดพลาดจากการปนเปื้อนสารพิษในอาหาร ซึ่งบ่อนทำลายชื่อเสียงของจีน และทำให้มีการแบนและสั่งระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมจีนทั่วโลก
       
       โดยล่าสุดบริษัทอาหารสหรัฐฯ “ไฮน์” (Heinz) ก็ได้ตัดสินใจหยุดซื้อนมจีนมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ โดยโฆษกของบริษัทกล่าวว่า “ทางไฮน์ได้ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในการเปลี่ยนแหล่งซัปพลายนมจากจีนและฮ่องกงไปเป็นที่อื่น เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ไฮน์ นอกจากนี้เรากำลังตรวจสอบสารเมลามีนจากส่วนผสมที่เป็นนมทั้งหมดในโรงงานของเราด้วย”
       
       ขณะเดียวกันในตลาดเนเธอร์แลนด์ก็ได้มีการโละขนมโคอาล่ารสเกาลัดและช็อคโกแลตยี่ห้อ Koala ที่ผลิตในประเทศจีนลงจากชั้นวาง หลังจากตรวจพบว่าขนมดังกล่าวมีสารเมลามีนอยู่ที่ระดับ 4-5 มิลลิกรัม ซึ่งสูงกว่าปริมาณที่รับได้ที่ 2.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม โดยขนมที่เก็บมาเหล่านี้จะถูกนำไปทำลายต่อไป
       
       ด้านคณะกรรมการความปลอดภัยสินค้าบริโภคและอาหารแห่งเนเธอร์แลนด์ (VWA) ระบุว่า ที่ผ่านมาขนมโคอาล่าดังกล่าวถูกวางจำหน่ายเฉพาะในร้านค้าจีนเท่านั้น พร้อมย้ำว่าผู้ที่รับประทานขนมดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย “น้อยมาก”
       
       “เด็กจะต้องทานขนมโคอาล่ามากถึง 2 กิโลกรัมต่อวันถึงจะเป็นอันตราย” คณะกรรมการฯ ระบุ
       
       เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ชานมชนิดผงยี่ห้อ “ลิปตัน” ซึ่งล่าสุดทางบริษัทยูนิลิเวอร์ยืนยันเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (30 ก.ย.) ว่า บริษัทกำลังเรียกเก็บผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในตลาดฮ่องกง หลังจากตรวจพบสารเคมีที่ใช้อุตสาหกรรมใน “ปริมาณน้อย” โดยเกอร์เบิร์ก แวน เกนเดอเรน โฆษกของยูนิลิเวอร์ให้สัมภาษณ์ว่า “เราตรวจพบสารเมลามีนปริมาณเล็กน้อยในชานมผงยี่ห้อลิปตันที่จำหน่ายในฮ่องกงและมาเก๊า ตามที่ทราบมาสินค้าเหล่านี้ผลิตที่ฮ่องกง” ซึ่งล่าสุดทางบริษัทได้เรียกเก็บสินค้าแบรนด์ดังกล่าวแล้วหลายพันกล่อง

 
   
แคร็กเกอร์มันฝรั่ง “House of Steamed Potato”
 
 
       นอกจากนี้ สำนักงานความปลอดภัยด้านอาหารฮ่องกงยังเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบขนมขบเคี้ยวยี่ห้อกูลิโกะที่ผลิตในจีน และนำเข้ามาจำหน่ายในฮ่องกง พบว่ามีสารเมลามีน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ในการผลิตพลาสติกปนเปื้อนอยู่มากถึง 43 ในล้านส่วน (ppm.) ซึ่งเกิดกว่าระดับที่ทางการฮ่องกงอนุญาตถึง 17 เท่า โดยทางสำนักงานได้สั่งให้ทางผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเรียกเก็บสินค้าจากชั้นวางจำหน่ายแล้ว ส่วนช็อคโกแล็ตแคดเบอรี่ 11 รายการที่ทางบริษัทเรียกเก็บสินค้าในฮ่องกง ไต้หวัน และออสเตรเลียไปนั้น ทางฮ่องกงระบุว่ามีปริมาณเมลามีนอยู่ในระดับปลอดภัย
       
       และเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (30 ก.ย.) ทางการสิงคโปร์ก็เปิดเผยว่ามีการตรวจพบสารเมลามีนในขนมขบเคี้ยวจากจีนเพิ่มอีก ได้แก่ ขนมรสสตอเบอร์รี่ “New Sshma Ows Mallow Dippers” และแคร็กเกอร์มันฝรั่ง “House of Steamed Potato”
       
       พ่อแม่เหยื่อนมเรียกร้องค่าเสียหาย
       
       ทนายความพ่อแม่ของเด็กที่ได้รับอันตรายจากการดื่มนมที่ปนเปื้อนสารเมลามีน ดำเนินการฟ้องร้องบริษัทต้นเหตุจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมพิษ เมื่อวันพุธ(1 ต.ค.)
       
       จี้ เฉิง หนึ่งในทนายความจากสำนักทนายความเต๋อเฮิง ปักกิ่งเผยกับผู้สื่อข่าวเอเอฟพีว่า ขณะนี้เขามีเอกสารที่จะยื่นฟ้องร้องต่อบริษัทซานลู่ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทต้นเรื่องของนมผงปนเปื้อนสารเมลามีน โดยทนายจี้ เฉิงระบุจะทำการยื่นเอกสารฟ้องร้องต่อศาลในเมืองเจิ้นผิง มณฑลเหอหนันทางตอนกลางของประเทศจีน
       
       “เราเตรียมพร้อมเอกสารทุกอย่างเพื่อชี้แจ้งต่อศาล และตอนนี้เรากำลังรอการตอบรับจากศาล” จี้กล่าว
       
       สื่อท้องถิ่นเมืองเจิ้นผิงรายงานว่า เด็กชายรายหนึ่งวัย1 ขวบ เริ่มดื่มผงยี่ห้อซานลู่ตั้งแต่เดือนกรกฏาคมของปีที่แล้ว และป่วยเป็นโรคนิ่วในไตเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ซึ่งต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงปักกิ่ง
       
       อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองของเด็กรายนี้ ได้เรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทซานลู่ กรุ๊ปเป็นเงินจำนวน 150,000 หยวน(ประมาณ 22,000 เหรียญสหรัฐ)
       
       “ผมเชื่อว่าเงินจำนวนนี้มันสมเหตุสมผลแล้ว” พ่อของเด็กกล่าว โดยมีสื่อท้องถิ่นรายงานค่าเสียหายที่ผู้ปกครองเด็กเรียกร้องกับทางบริษัท หลังจากที่พวกเขาต้องนำลูกไปรักษาในทันทีที่เกิดอาการ
       
       ข่าวอื้อฉาวเรื่องนมที่ปนเปื้อนนับว่ากระเทือนต่ออุตสาหกรรมนมจีนอย่างมาก โดยขณะนี้มีหลายประเทศที่ห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากจีน รวมถึงกระแสเรียกเก็บสินค้าก็ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และตั้งแต่ทางการจีนตรวจพบสารเมลามีนที่ปนเปื้อนในนม ก็มีรายงานว่ามีเด็กที่เสียชีวิตแล้ว 4 คน และป่วยอีกราว 53,000 คน
       
       อย่างไรก็ตาม กรณีนมอื้อฉาวในจีนยังคงบานปลายต่อเนื่อง ขณะเดียวกันผู้ประกอบการในตลาดต่างประเทศหลายรายต่างก็ทยอยโละสินค้าแบรนด์จีนออกจากชั้นวางสินค้าแล้ว

 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #28 เมื่อ: 03/10/08 09:01:22 »

หวั่นหนี้เสียท่วม! Q4 แบงก์ชักแถวเข้า บสก.โละทิ้ง 3 หมื่น ล.
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 2 ตุลาคม 2551 16:20 น.
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
 

 
 
 
  ผู้บริหาร บสก.เผย Q4/51 แบงก์พาณิชย์ เข้าแถวเจรจาขายหนี้ NPA-NPL ให้บสก.รวมกว่า 3 หมื่น ลบ.หลัง ศก.ชะลอตัว คาด แบงก์ทหารไทย ยอดพุ่ง 2 หมื่น ล.แซงหน้าไทยธนาคาร-นครหลวงไทย
       
       วันนี้ (2 ต.ค.) นายบรรยง วิเศษมงคลชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.) เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 4/2551 บสก.ได้เจรจาเพื่อซื้อหนี้จากธนาคารพาณิชย์แล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยมองว่า ในไตรมาส 4 ปีนี้น่าจะยังมีธนาคารพาณิชย์อื่นๆ นำหนี้ออกมาขายมากขึ้น เนื่องจากสัญญาณเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และมีแนวโน้มที่จะมีหนี้ก้อนใหม่เพิ่มเข้ามา จึงต้องมีการจัดการหนี้เดิมออกไป
       
       โดยเบื้องต้นมีธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ที่กำลังเจรจาขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้กับ บสก.2 หมื่นล้านบาท และสินทรัพย์รอการขาย (NPA) อีก 1.5 หมื่นล้านบาท และในส่วนของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มีการเจรจาขาย NPL 3 พันล้านบาท และมีจากธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) อีกเล็กน้อย
       
       ส่วนไตรมาสที่ 3/2551 ที่ผ่านมา มีการรับซื้อหนี้จากธนาคารพาณิชย์รวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยมาจากธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) 1.7 หมื่นล้านบาท และธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) 4 พันกว่าล้านบาท และจากธนาคารอื่นๆ อีกส่วนหนึ่ง
       
       นอกจากนี้ ยังมองว่า ความต้องการซื้อบ้านในส่วนของบ้านมือหนึ่งเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวประมาณ 5-10% แต่ในส่วนของบ้านมือสองยังไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่ง บสก.ทำธุรกิจเกี่ยวกับบ้านมือสองก็ไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน
       
       อย่างไรก็ตาม บสก.มั่นใจว่า รายได้ของบริษัทปีนี้จะเติบโตตามเป้าหมายไว้ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท โดยล่าสุดทำได้แล้ว 9.6 พันล้านบาท ซึ่งขาดอีกเพียงเล็กน้อยก็คาดว่าจะได้ตามเป้า เนื่องจากไตรมาสที่ 4 เป็นช่วงที่มีกิจกรรมส่งเสริมการขายค่อนข้างมาก และ บสก.ใช้กลยุทธ์การเข้าถึงลูกค้าจึงทำให้ประสบความสำเร็จ

 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
 
 
 
 
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #29 เมื่อ: 03/10/08 09:02:53 »

“สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด” ชี้ ศก.สหรัฐฯ ทรุดยาว เตือนแบงก์เอเชียรับมือ 
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 2 ตุลาคม 2551 15:26 น.
 
 
       ธ.สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด คาด เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยถึงกลางปีหน้า ชี้มาตรการ 7 แสนล้านดอลลาร์ ทำได้เพียงพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดหนัก แนะธนาคารในเอเชียปรับนโยบายการเงินเป็นแบบผ่อนคลาย ชี้ ผลกระทบต่อ GDP ของไทยปี 51 โตได้แค่ 4.7% ส่วนปีหน้าโต 3.9%
       วันนี้ (2 ต.ค.) น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ประจำประเทศไทย เปิดเผยสรุปรายงานเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ว่า เศรษฐกิจไทยคงหนีไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินในสหรัฐฯ แม้ว่าจะมีผลไม่มากนักต่อภาคการเงินของไทยแต่คงมองข้ามความเสี่ยงไปไม่ได้ จึงคาดว่า ครึ่งหลังปีนี้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยจะอยู่ที่ 3.8% ชะลอลงจากระดับ 5.7% ในปีครึ่งแรกปี และเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 4.7% ส่วนในปี 2552 คาดว่า GDP จะขยายตัวเพียง 3.9%
       
       สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนี้ คือ การชะลอตัวของการส่งออกที่ได้รับผลจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยคาดว่า การส่งออกไทยจะเติบโตเพียง 10% จาก 20% ในครึ่งปีแรก และจะชะลอตัวต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2552 โดยเฉลี่ยทั้งปีน่าจะเติบโตที่ 8-9% แม้ผู้ส่งออกไทยจะมีการกระจายตลาดส่งออกไปยังหลายภูมิภาคนอกเหนือจากสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าส่งออกของไทยก็ตาม แต่ ตลาดจีน ฮ่องกง และภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีสัดส่วน 2 ใน 3 ต่างก็มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจะขยายตัวในอัตราชะลอลงเช่นกัน
       
       “ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตัวจักรสำคัญที่ดันจีดีพีของไทยหลักๆ มาจากการส่งออก ดังนั้น หากการลงทุนในประเทศช่วงต่อไปโตต่ำเตี้ยเรื่อยๆ ในช่วง 2-3 ไตรมาสข้างหน้าเช่นเดียวกับ 2 ปีก่อนจากปัญหาความไม่สงบการเมืองในประเทศ ก็จะเห็นการฟื้นตัวการลงทุน และบริโภคมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ยาก ขณะที่การท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว” น.ส.อุสรา ระบุ
       
       นายไท ฮุย หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด กล่าวถึงเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยคาดว่า จะถดถ้อยจนถึงกลางปีหน้า แม้แผนกอบกู้เศรษฐกิจสหรัฐฯมูลค่า 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะช่วยควบคุมสถานการณ์ทางการเงินไม่ให้บานปลาย และพยุงราคาสินทรัพย์ไม่ให้ตกต่ำ แต่ยังมีเรื่องที่จะต้องเร่งแก้ไขตามมาอีก ทั้งการสะสางหนี้เสียการเทิดทูลสถาบันการเงิน ซึ่งผลพวงจากวิกฤตคราวนี้ จะทำให้ภาคการบริโภคสหรัฐฯตกต่ำการนำเข้าลดลง ส่งผลให้ก่ารส่งออกของโลกและไทยไปสหรัฐน้อยลง ทำให้ในปีหน้าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียจะต่ำกว่าปีนี้
       
       อย่างไรก็ตาม นายไท ฮุย ยังกล่าวอีกว่า ผลพวงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลง ซึ่งธนาคารกลางของประเทศในเอเชีย ควรปรับนโยบายการเงินแบบตึงตัวให้เป็นแบบผ่อนคลาย เพื่อช่วยเร่งอัตราการเจริฐเติบโตทางเศรษฐกิจ
 
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #30 เมื่อ: 03/10/08 09:05:00 »

คาดเม็ดเงิน 7 $แสนล.ไม่พอกู้วิกฤตฯ "บัฟเฟตต์" ชี้ อเมริกันกำลังขวัญเสีย
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 2 ตุลาคม 2551 14:39 น.
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
 

 
 
 
  โบรกฯ คาดทั่วโลกแตะเบรกลงทุน ลุ้นแผนกู้วิกฤตฯ ภาคสอง เข้าสภาล่างศุกร์นี้ แนวโน้มรอดหรือร่วง หวั่นแม้ผ่านจริงแต่เงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ อาจไม่พอกู้หนี้เน่า ด้านตลาดหุ้นย่านเอเชีย พร้อมใจร่วงระนาว "บัฟเฟตต์" ชี้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อยู่ในช่วงเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยประสบในช่วงชีวิตการลงทุน สถาบันการเงินหยุดปล่อยสินเชื่อ ภาคเอกชนจำเป็นต้องดิ้นรนเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงิน ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชาวอเมริกันกำลังตกอยู่ในภาวะความหวาดกลัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
       
       วันนี้ ( 2 ต.ค.) นายอภิสิทธิ์ ลิมป์ธำรงกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เกียรตินาคิน กล่าวถึงกรณีที่วุฒิสภาสหรัฐฯ (สภาบน) ลงมติให้ความเห็นชอบแผนกู้วิกฤติมูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์ ด้วยคะแนนเสียงชนะท่วมท้น 74 ต่อ 25 จะส่งผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ตกไป และจะกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) หรือสภาคองเกรส อีกครั้ง อาจช่วยลดความกังวลต่อวิกฤตของภาคการเงินไปได้บ้าง
       
       อย่างไรก็ตามในช่วงที่แผนกอบกู้วิกฤตฯ ยังไม่ได้มีข้อสรุปสุดท้ายที่ชัดเจนจากสภาคองเกรส ความเสี่ยงก็ยังคงมีอยู่ ทำให้นักลงทุนบางส่วนอาศัยจังหวะทำกำไร หรือลดความเสี่ยง โดยถือเงินสด เพราะภาพรวมตลาดหุ้นในภูมิภาค ยังถูกกดดันจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ
       
       ตอนนี้ นักลงทุนน่าจะชะลอการลงทุน เพื่อรอดูความชัดเจนในท้ายที่สุดของแผนการช่วยเหลือสถาบันการเงินยังต้องเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ พิจารณาต่อไป นอกจากนี้ความไม่แน่ใจต่อประสิทธิภาพของแผนและขนาดของความช่วยเหลือว่าจะเพียงพอหรือไม่ ขณะที่ทิศทางของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่ยังปรับลดลงเพื่อประเมินความเสี่ยงของการลงมติครั้งที่สองของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคาดว่าอาจจะมีการลงมติในวันศุกร์ อาจกดดันให้เกิดแรงขายทำกำไรทั่วทุกตลาด
       
       "นักลงทุนกังวลว่าเม็ดเงิน 7 แสนล้าน อาจจะไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เนื่องจากสถาบันการเงินหลายแห่งทั่วโลก กำลังตกต่ำจากวิกฤตการเงินที่เป็นอยู่ในขณะนี้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง"
       
       เช่นเดียวกับตลาดโภคภัณฑ์และตลาดการเงิน ที่ต่างได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจในครั้งนี้ด้วย โดยราคาน้ำมันในตลาดโลกค่อนข้างผันผวน โดยวานนี้ตัวลดลงไป 2.11 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ระดับ 98.53 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนค่าเงินทั่วโลก ก็เคลื่อนไหวแบบไร้เสถียรภาพ ล้วนแต่เป็นปัจัจยกดดันต่อตลาดหุ้นและตลาดทุนไทยทั้งสิ้น
       
       นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในรอบนี้ จะช่วยให้เศรษฐกิจโลกฟื้นขึ้นแค่ระยะสั้นเท่านั้นประกอบกับดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 11.45 น. ตามเวลาประเทศไทย ก็ปรับลดลงไป 123 จุด ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯในครั้งนี้ด้วย
       
       **ชาวอเมริกันขวัญผวา แบงก์-ธุรกิจ ดิ้นหนีตาย
       
       ก่อนหน้านี้ นายวอเรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับ 2 ของสหรัฐฯ ผู้ก่อตั้ง "เบิร์คไชร์ แฮธาเวย์" กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์พีบีเอส โดยระบุว่า ในตลอดชั่วชีวิตของเขา ยังไม่เคยเห็นสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายอย่างที่เคยปรากฎในขณะนี้มาก่อน และไม่เคยเห็นชาวอเมริกันหวาดกลัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจรุนแรงเท่านี้มาก่อน พร้อมระบุว่า เศรษฐกิจของเรากำลังจะเผชิญสถานการณ์ที่เลวร้ายลงไปอีกสักระยะหนึ่ง
       
       โดยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา "เบิร์คไชร์ แฮธาเวย์" ของบัฟเฟตต์ ได้ใช้เงินลงทุน 8 พันล้านดอลลาร์ ในการซื้อหุ้นบุริมสิทธิของเจเนอรัลอิเล็กทริค (จีอี) และหุ้นโกลด์แมนแซคส์ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงิน
       
       นอกจากนี้ นายบัฟเฟตต์ ยังกล่าวด้วยว่า การระงับการปล่อยสินเชื่อท่ามกลางวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นในขณะนี้ นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ โดยฟันธงว่า การหยุดปล่อยสินเชื่อกำลังสูบเลือด หรือสภาพคล่องทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่กำลังเผชิญวิกฤตในขณะนี้
       
       **ลำดับเหตุการณ์ วิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐฯ
       
       16 มี.ค. 2551 "แบร์ สเติร์นส์" วาณิชธนกิจรายใหญ่อันดับ 5 ของสหรัฐ ตัดสินใจขายกิจการให้เจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค หลังขาดทุนติดต่อกันหลายไตรมาสและลูกค้าแห่ถอนเงินสดจำนวนมาก
       
       11 ก.ค.2551 รัฐบาลสหรัฐประกาศยึดกิจการธนาคาร "อินดีแมค" หลังจากธนาคารขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง เพราะได้รับความเสียหายจากภาวะหดตัวในตลาดสินเชื่อ ราคาบ้านที่ทรุดตัวลง และยอดการผิดนัดชำระหนี้ที่พุ่งสูงขึ้น
       
       7 ก.ย.2551 เฟดและกระทรวงการคลังสหรัฐ เข้าอุ้มกิจการ "แฟนนี แม" และ "เฟรดดี แมค" สองหน่วยงานด้านสินเชื่อเพื่อการเคหะที่ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง
       
       15 ก.ย.2551 ในที่สุด เลห์แมน บราเธอร์ส ยื่นขอความคุ้มครองทรัพย์สินตามกฎหมายล้มละลายที่ศาลแขวงนิวยอร์ก ข่าวการล้มละลายของเลห์แมน ซึ่งได้สร้างแรงสั่นสะเทือนทั่วระบบสถาบันการเงินของโลก เพราะเป็นการล้มละลายครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์สถาบันการเงินของสหรัฐ และ ถือเป็นการปิดฉากวาณิชธนกิจที่มีอายุยาวนานถึง 158 ปี
       
       - ในวันเดียวกันนี้ "เมอร์ริล ลินช์" วาณิชธนกิจรายใหญ่อีกแห่งหนึ่งของสหรัฐ ตัดสินใจขายกิจการให้กับ แบงค์ ออฟ อเมริกา
       
       16 ก.ย.2551 เฟดเข้าเทคโอเวอร์กิจการบริษัท อเมริกัน อินเตอร์เนชันแนล กรุ๊ป (AIG) แลกเปลี่ยนกับการที่เฟดเข้าไปถือหุ้น 79.9% ใน AIG
       
       22 ก.ย.2551 "โกลด์แมน แซคส์" และ "มอร์แกน สแตนลีย์" สองวาณิชธนกิจที่เหลืออยู่ในวอลล์สตรีท ได้รับอนุมัติจากเฟดให้เปลี่ยนสถานะเป็น "บริษัทโฮลดิ้งธนาคาร" เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถเข้าถึงแหล่งระดมทุนได้ง่ายขึ้น
       
       25 ก.ย.2551 "เจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค" ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ "วอชิงตัน มูชวล" สถาบันการเงินประเภทออมทรัพย์ใหญ่อันดับ 2 ของสหรัฐ หลังจากวอชิงตัน มูชวล เผชิญวิกฤตการณ์ทางการเงินจนบรรษัทประกันเงินฝากแห่งสหรัฐ (FDIC) ต้องเข้ายึดกิจการบริษัท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการล้มละลายครั้งใหญ่เท่าที่เกิดขึ้นในแวดวงธนาคารของสหรัฐ
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
 
 
 
 
 
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #31 เมื่อ: 03/10/08 09:06:38 »

ปตท.ดิ้นกู้เพิ่ม 3 หมื่นล. เบรกแผนลงทุนนอก หวั่น ศก.สหรัฐฯ-ยุโรปชะลอตัว 
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 2 ตุลาคม 2551 13:43 น.
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
 
ประเสริฐ บุญสัมพันธ์

 
 
 
  ปตท.ดิ้นออกหุ้นกู้ 3 หมื่นล. รีไฟแนนซ์หนี้เก่า-เสริมสภาพคล่อง ลั่นเดินหน้าแผนการลงทุนในประเทศ ส่วนการลงทุนในต่างประเทศ ยังต้องประเมินอีกครั้ง คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรป ชะลอตัวอย่างชัดเจน ล่าสุดกำลังศึกษาในการซื้อหุ้นคืนช่วงภาวะตลาดหุ้นซบ ส่วนราคาน้ำมันภายในประเทศมองปลายสัปดาห์ มีโอกาสลดลงได้อีก
       
       วันนี้ ( 2 ต.ค.) นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ภายในปีนี้กลุ่มบริษัท ปตท.มีแผนออกหุ้นกู้ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เพื่อรีไฟแนนซ์และเป็นการเสริมสภาพคล่องให้กับบริษัทฯ โดยในส่วนของเฉพาะ ปตท.เอง มีแผนออกหุ้นกู้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
       
       อย่างไรก็ตาม การออกหุ้นกู้ดังกล่าวก็ต้องจับตาดูปัจจัยต่างๆ ประกอบด้วย โดยเฉพาะผลการลงมติของรัฐสภาสหรัฐฯ เกี่ยวกับแผนการฟื้นฟูสถาบันการเงินสหรัฐฯ 7 แสนล้านเหรียญ แต่ในเบื้องต้นมองว่าแผนดังกล่าวน่าจะมีแนวโน้มในทางที่ดี หลังจากที่วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ผ่านแผนดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
       
       "หากแผนดังกล่าวผ่านก็จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลก แต่ถ้าไม่ผ่านก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงราคาน้ำมันก็จะต่ำลง เพราะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวชัดเจนจะทำให้การใช้น้ำมันไม่เพิ่มมากขึ้น"
       
       โดยปัจจุบัน ปตท.กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาในการซื้อหุ้นคืนในช่วงที่ภาวะตลาดหุ้นซบเซา แต่ก็ยังไม่ได้มีการดำเนินการแต่อย่างใด ทั้งนี้หากปตท.จะดำเนินการดังกล่าวก็สามารถทำได้ เนื่องจากมีสภาพคล่องเพียงพอ อีกทั้งปัจจุบันราคาตามมูลค่าทางบัญชีของบริษัทบางบริษัทในเครือปตท.ก็ปรับลดลงไปต่ำกว่า 1 บาท รวมถึงอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ของบริษัทในกลุ่มก็ปรับลดลงมาเหลือ 3-4 เท่า และในตัวปตท.เอง P/E ประมาณ 6 เท่า ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ ถ้าเป็นช่วงที่ภาวะปกติจะเป็นจุดที่น่าลงทุน ซึ่งหากจะมีการดำเนินการซื้อคืนจริงก็จะเริ่มจากปตท.ก่อน
       
       "นักลงทุนต่างประเทศยังคงขายหุ้น แต่วันนี้พอร์ตนักลงทุนต่างประเทศยังเป็น net buy แสนกว่าล้าน ก็น่าจะยังอยู่เพราะเป็นนักลงทุนระยะยาว"
       
       สำหรับการลงทุนของ ปตท.ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวนนี้ในส่วนของการลงทุนในประเทศก็ยังคงเดินหน้าต่อไป ทั้งในส่วนของโรงแยกก๊าซโรงที่ 6 รวมถึงการซ่อมแซมโรงแยกก๊าซโรงที่ 2 โรงที่ 3 รวมถึงโครงการของปตท.เคมีคอล ที่มีการลงทุนเอทธิลีนก็ยังคงเป็นไปตามกำหนดการเดิมที่จะแล้วเสร็จในปลายปี 2552 ถึงต้นปี 2553 ด้านการลงทุนต่างประเทศในการขยายงานก็จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบมีการติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกก่อน ซึ่งทางบริษัทฯ มีการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
       
       "'ตอนนี้มีความชัดเจนว่าเกิดวิกฤตในสหรัฐฯ และยุโรป แต่ก็ยังไม่ลุกลามมาถึงเอเชีย ซึ่งถ้าหากมีการลงทุนในต่างประเทศก็ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ แต่ฐานะทางการเงินของบริษัทฯ ก็ยังมีความเข้มแข็งหนี้สินต่อทุนต่ำ มีเงินสดเหลืออยู่ การกู้เงินก็เป็นการกู้ระยะยาวจึงไม่มีปัญหา"
       
       นายประเสริฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในปลายสัปดาห์นี้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศมีโอกาสปรับลดลงได้อีก หลังจากที่เมื่อคืนที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบในตลาดสหรัฐฯ และยุโรปลดลง 2 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันในภูมิภาคปรับลดลงเช่นกัน
       
       อย่างไรก็ตาม ยังต้องดูว่าราคาน้ำมันจะมีการผันผวนอีกหรือไม่ ซึ่งหากมีการพิจารณาปรับลดจะมีการปรับลดทั้งเบนซินและดีเซลต้องดูประกอบกันไป แต่ในส่วนของดีเซลนั้นราคาน้ำมันได้ปรับลดลงมาค่อนข้างมากเหลือระดับต่ำกว่า 30 บาท/ลิตร อยากให้ผู้บริโภคช่วยกันประหยัด

 Grin Grin Grin Grin Grin Grin 
 
 
 
 
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #32 เมื่อ: 03/10/08 09:08:51 »

พาณิชย์เผยเงินเฟ้อเดือน ก.ย.เพิ่มขึ้น 6% อาหารแพง-น้ำมันทรงตัวสูง
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 1 ตุลาคม 2551 15:09 น.
 
 
 
กระทรวงพาณิชย์ แถลงตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ก.ย.51 เพิ่มขึ้น 6% ชี้ได้รับแรงกดดันจากราคาสินค้าอาหาร ขณะที่ราคาน้ำมันทรงตัวสูง ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น 2.6%
       
       วันนี้ ( 1 ต.ค.) นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดแถลงตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรือเงินเฟ้อ ในเดือน ก.ย.51 อยู่ที่ระดับ 124.5 เพิ่มขึ้น 6% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา
       
       ส่วนอัตราเฉลี่ยเงินเฟ้อช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) เพิ่มขึ้น 6.5% เทียบกับช่วงเดียวกัน
       
       โดยสาเหตุสำคัญที่กดดันให้เงินเฟ้อในเดือน ก.ย.เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าหมวดพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวในระดับสูง แม้นว่าราคาจะปรับลดลงมาหลายรอบในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา รวมทั้งปัจจัยราคาสินค้าอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น และเป็นช่วงปลายฤดูกาล
       
       สำหรับเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ในเดือน ก.ย.เท่ากับ 108.5 เพิ่มขึ้น 2.6% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน แต่หากเทียบกับเดือน ส.ค.ที่ผ่านสนมาเพิ่มขึ้น 0.0% ขณะที่อัตราเฉลี่ยเงินเฟ้อ 9 เดือนเทียบช่วงเดียวกันเพิ่มขึ้น 2.5%

 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
 
 
 
 
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #33 เมื่อ: 03/10/08 09:10:34 »

บทเรียน "เศรษฐกิจพอเพียง" จากวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ 
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 กันยายน 2551 13:47 น.
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
 
มนตรี ศรไพศาล

 
 
 
  วันก่อน ผมได้มีโอกาสไปบรรยายให้นักลงทุนในภูมิภาคที่มาเยี่ยมงาน Thailand Focus ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ ซีแอลเอสเอ เป็นช่วงของการแนะนำบริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นช่วงหลังจากการประกาศวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ถึงบทวิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส พอดี
       
       ผมเห็นนักลงทุนหลายคนแทบหมดอารมณ์เพราะสถานการณ์ยังสับสนอยู่มาก ผมจึงบอกเขาว่า ผมมีข่าวที่เราภาคภูมิใจจะแจ้งให้ทราบ
       
       "ปีนี้กิมเอ็งเรา แม้ดูจะเป็นสถาบันการเงินโบรกเกอร์วาณิชธนกิจแห่งหนึ่งของไทย เช่นเดียวกับสถาบันการเงินไทยทุกแห่ง เราจะทำกำไรมากกว่าเลห์แมนบราเธอร์สได้มากๆอย่างแน่นอน" (ฮา)
       
       ผมได้รับทราบว่าขนาดความเสี่ยง และขนาดความเสียหายของ เลห์แมนบราเธอร์สเป็นระดับที่น่าตกใจ **สินทรัพย์รวมสิ้นปี 2007 สูงถึง 691,063 ล้านเหรียญ สรอ. (ประมาณ 23 ล้านล้านบาท) เทียบกับทรัพย์สินของประมาณ 470 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีสินทรัพย์รวมทั้งตลาดฯ อยู่ที่ 13 ล้านล้านบาท ก็ถือว่าสูงเป็นถึง 1.77 เท่า !! มีหนี้ต่อทุนสูงถึง 30.7 เท่า !!**
       
       ปีที่แล้วรายงานกำไรสูงถึง 4.2 พันล้านเหรียญ สรอ. แต่ประมาณการว่าไตรมาส 3 นี้ ไตรมาสเดียว จะรายงานขาดทุนสูงถึง 3.9 พันล้านเหรียญ สรอ. คือประมาณ 1.31 แสนล้านบาท !! **สิ่งที่นักลงทุนน่าจะตระหนกคือ สินทรัพย์สูงถึง 30.7 เท่า หากมีการเสื่อมค่าเพียง 3.3% ก็จะลบทุนให้หายไปได้อย่างง่ายดาย** นอกจากนั้น กำไรที่เคยรายงานมาก่อนหน้านี้ และขาดทุนในระดับนี้ ดูเหมือนยังมีการนับการน่าจะได้กำไรจากการบริหารความเสี่ยง โดยมีสัญญาที่น่าจะได้รับชดเชยจากองค์กรอื่นที่ได้ประกันความเสี่ยงไว้เช่น การซื้อขายเครดิตที่เรียกกันว่า "Credit Default Swap" ซึ่งแม้จะดูเหมือนว่า "น่าจะได้" แต่หากมีปัญหาความเสี่ยงของเครดิตของคู่สัญญา ก็อาจเรียกไม่ได้ตามที่คาดก็ได้ และจะเกิดผลกระทบลูกโซ่เป็นโดมิโนได้
       
       ในสภาวะที่โลกกำลังเริ่มวิตกกันมากขึ้นถึงโอกาสที่โลกจะเผชิญวิกฤตการณ์การเงินอันเริ่มจากประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก คือ สหรัฐอเมริกา หลายๆคนเริ่มพูดคุยกันว่า "พวกอเมริกัน มันมาสอนพวกเรา เรื่องธรรมาภิบาล เรื่องบริหารความเสี่ยง พวกเขาเองก็มีปัญหา" "ครั้งที่แล้ว มาแก้ปัญหาวิกฤตการณ์การเงินของเอเชีย ครั้งนี้ก็กลับมาเป็นเสียเอง" ฯลฯ
       
       ผมดีใจที่เราจะหาบทเรียนจากปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เป็นห่วงว่า เราจะหาบทเรียนกันอย่างไม่ถูกต้อง คนเราไม่ควรแบ่งแยกข้างใครข้างใคร ไม่ใช่ว่าพอเราเห็นใครมีความผิด แล้วเราจะถือว่าเขาจะมีความผิดในทุกเรื่อง หรือจะเชื่อว่า ถ้าใครพิสูจน์บางเรื่องว่าถูกต้องได้ แปลว่าเขาจะถูกทุกเรื่อง
       
       คนทุกคนมีพื้นฐานเป็นคนบาป ทุกคนจะมีความผิดความบาปอยู่บ้าง และมีความถูกต้องกันอยู่มากน้อยแตกต่างกันไป จึงไม่ใช่ว่า ถ้ามีอะไรที่ถูกก็จะถูกทุกเรื่อง หรือถ้ามีอะไรผิด ก็จะผิดทุกเรื่อง
       
       เราจึงควรถอนตัวออกจากการจะยึดว่า “ใครอยู่ข้างใคร” แต่กลับมามองเสมอว่า "อะไร คือ หลักที่ถูก อะไรผิด" กับเรื่องนี้ ผมเห็นด้วยว่า มันต้องมีปัญหาในหลายเรื่องหลายระดับ แต่ผมยังเชื่อว่า หลักการที่เราเรียนจากตำราอเมริกัน เช่น ธรรมาภิบาล หลักการวัดความเสี่ยง และการบริหารความเสี่ยง ฯลฯ ยังเป็นเรื่องที่ดีที่ถูกต้อง แต่เกิดการปฏิบัติผิดต่างหาก และเชื่อว่ารากฐานก็เกิดจากความผิดบาปคือ "อย่าโลภ" เกินตัว
       
       พระคัมภีร์จะมักจะเตือนว่า "ทางแห่งความชอบธรรมเป็นทางแคบ การหลงไปในทางแห่งความบาปเป็นทางกว้าง" กระทั่งดาวิดเป็นคนชอบธรรม แต่เมื่อมีอำนาจสูง กลับโลภภรรยาของทหารในสังกัด เริ่มหลงไปในความบาป สั่งให้ไปออกสนามรบจนตายไป และดาวิดก็ได้ครอบครองภรรยาของทหารนั้นโดยมิชอบ แล้วพระเจ้าก็ลงโทษดาวิดอย่างรุนแรง ซึ่งให้บทเรียนว่า แม้คนเราจะมีความชอบธรรมมาเป็นสิบๆปี แต่ก็ยังอาจทะนงตน และหลงในความบาปได้ในที่สุด หลักการความชอบธรรมต่างหาก จึงจะมีความถูกต้องบริสุทธิ์ถาวร
       
       สถาบันชั้นนำระดับ เลห์แมน บราเธอร์ส ที่ถือกันว่า เป็นวาณิชธนากิจอันดับ 4 ของสหรัฐอเมริกา ก็น่าจะได้ดำรงอยู่ในการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบมีหลักการมายาวนานทีเดียว แต่ท้ายที่สุด ผู้บริหารยุคหลายปีหลังมา ก็มีการหลงในความบาป จนทำให้เกิดความเสียหายที่น่าใจหาย
       
       ผมนึกย้อนไป 3-4 ปี การที่เมืองไทยมีปัญหาวุ่นวายภายใน หันมายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้น มีวินัยทางการเงินมากขึ้น ตัวอย่างการยอมเก็บค่าน้ำมันมากขึ้นเพื่อล้างหนี้กองทุนน้ำมันเกือบแสนล้านบาท ก็เป็นตัวอย่างนโยบายที่จะเสียคะแนนนิยม เพราะดูเหมือนรัฐบาล "ขิงแก่" ไม่ช่วยเหลือราษฎร ซึ่งในความเป็นจริง นโยบายเอาใจประชาชนก็เป็นเพียงการสะสมภาระหนี้ ซึ่งรัฐบาลต้องชำระ หรือผู้ใช้น้ำมันยุคต่อมาต้องรับผิดชอบอยู่ดี ตั๋วเงินคลังของประเทศในยุครัฐบาลเศรษฐกิจพอเพียง ก็ลดลงจาก 2.5 แสนล้านบาท เหลือเพียง 1.5 แสนล้านบาท ทำให้เรามีวินัยทางการเงินและความมั่นคงทางการเงินดีขึ้นมาก เป็นความเสียสละอย่างแท้จริงที่มัวแต่ยึดวินัยเพื่อความมั่นคงทางการเงิน แต่หลายคนหลงไปวิจารณ์ว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่มีผลงานถูกใจประชาชน !!
       
       ธนาคารแห่งประเทศไทยคุมการนำเงินเข้าด้วยนโยบาย 30% ได้ผลเป็นอย่างดี (หลังจากแก้ไขในส่วนของตลาดหุ้น) คนในตลาดหุ้นก็คงเคยไม่พอใจวิธีการดำเนินการในวันที่ 19 ธันวาคม 2006 แต่ก็ถือได้ว่า เมื่อรวมกับการควบคุมวินัยของเงินเข้าออกแล้ว ได้เป็นคุณูปการที่ทำให้ชิ้นโดมิโนของประเทศไทย ออกมาวางนอกแถวได้อย่างน่าชื่นชม ขอเป็นกำลังใจให้ท่านผู้ว่าฯ ธาริษา และทีมงานด้วยหัวใจจริงๆครับ
       
       เพราะผมเห็นว่า 3-4 ปีที่ผ่านมา มีความพยายามเอาตราสารดัดแปลงเข้ามาหานักลงทุนไทยซื้อมากมาย และอีกมุมหนึ่ง มีเงินทะลักเข้ามาในภูมิภาคอย่างมาก ทำให้หุ้นแพง ที่ดินแพง ในหลายๆตลาด หลายๆประเทศ เมื่อ 6-8 เดือนที่แล้ว จีนเปิดบัญชีหุ้นใหม่วันละ 3 แสนบัญชี (มากกว่าบัญชีที่ active ของประเทศไทยรวมกัน) คนจีนที่เปิดบัญชีหลังๆ คงได้รับของแพงแถวยอดดอยไปเจ็บตัวกันมากมาย หากไทยเราก็อยู่ในช่วงเร่งเติบโต ปั๊มลูกโป่งเศรษฐกิจกันอีก ป่านนี้เราก็คงได้รู้สึกมั่งคั่ง หลงกู้เงินก่อหนี้ซื้อหุ้นแพง ที่ดินแพง ของต่างประเทศแพงอีกมากมาย และคงจะเจ็บตัวอีกมากมาย** ตลาดเราแม้ก็ตกมาประมาณเกือบ 30% แต่ตลาดเซี่ยงไฮ้ ลงมาเหลือ 2,000 จุด จากประมาณ 6,000 จุด คือตกมาเหลือเพียง 1 ใน 3 ของจุดสูงสุด ตลาดเวียดนามก็ตกจาก 1,200 จุด มาเหลือประมาณ 400 จุดเช่นกัน**
       
       เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้แปลว่า ไม่ค้าขาย ไม่ขยายงาน แต่ต้องกระทำด้วยความพอดี ใช้เหตุผล และมีภูมิคุ้มกันต่อปัญหา โดยประกอบด้วยหลักคุณธรรม และความรอบคอบรอบรู้ เป็นรากฐานในการดำเนินการใดๆที่คนไทยน่าจะร่วมกันภาคภูมิใจและยึดถือปฏิบัติโดยทั่วกันอย่างแท้จริง
       
       มนตรี ศรไพศาล
       (montree4life@yahoo.com)
 
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
 
 
 
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #34 เมื่อ: 03/10/08 09:42:41 »

ENERGY STOCKS
Oil services lead big slide into the red
ConocoPhillips provides lackluster update
By Steve Gelsi, MarketWatch
Last update: 4:14 p.m. EDT Oct. 2, 2008Comments: 5NEW YORK (MarketWatch) - Energy stocks outpaced both the broad market and crude futures prices into the red on Thursday, with shares of major western oil producers accelerating the retreat to about 7% in afternoon action and oil services shares falling even harder.
The sell-off well exceeded the 3.2% slide by the Dow Jones Industrial Average ($DJ:Dow Jones Industrial Average
News, chart, profile, more
 Last: 10,482.85-348.54-3.22%

4:30pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
$DJ 10,482.85, -348.54, -3.2%) , down 349 points to 10,482.
The Amex Oil Index (XOI:amex oil index
News, chart, profile, more
 Last: 1,057.71-82.20-7.21%

5:08pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
XOI 1,057.71, -82.20, -7.2%) fell 82 points to 1,058, with plenty of sorrow to go around on woes surrounding the double whammy of lower oil prices and slack demand.
Sector leader Exxon Mobil (XOM:exxon mobil corp com
News, chart, profile, more
 Last: 77.50-1.08-1.37%

4:01pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:

XOM 77.50, -1.08, -1.4%) held up relatively well, down only 1.4% to $77.50, the day after an upgrade to overweight from equal-weight by Barclays Capital as part of a broader note on the oil sector.
Among other oil names, Chevron (CVX:Chevron Corp
News, chart, profile, more
 Last: 79.56-2.64-3.21%

4:02pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:

CVX 79.56, -2.64, -3.2%) fell 3.2% $79.56. Repsol (REP:Repsol, S.A.
News, chart, profile, more
 Last: 27.06-2.67-8.98%

4:02pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
REP 27.06, -2.67, -9.0%) fell 9%, Valero (VLO:valero energy corp new com
News, chart, profile, more
 Last: 25.88-3.40-11.61%

4:00pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
VLO 25.88, -3.40, -11.6%) fell 11.6% and Hess Corp. (HES:hess corp com
News, chart, profile, more
 Last: 69.06-10.95-13.69%

4:03pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
HES 69.06, -10.95, -13.7%) declined nearly 14%.
The Amex Natural Gas Index (XNG:amex natural gas index
News, chart, profile, more
 Last: 458.11-38.51-7.75%

5:08pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
XNG 458.11, -38.51, -7.7%) subtracted 7.8% to 458, with Chesapeake (CHK:Chesapeake Energy Corporation
News, chart, profile, more
 Last: 30.07-4.17-12.18%

4:05pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
CHK 30.07, -4.17, -12.2%) falling 12% and Anadarko Petroleum (APC:Anadarko Petroleum Corporation
News, chart, profile, more
 Last: 41.96-6.25-12.96%

4:00pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
APC 41.96, -6.25, -13.0%) giving up 13%.
The Philadelphia Oil Service Index ($SOX:phlx semiconductor index sox
News, chart, profile, more
 Last: 288.55-14.68-4.84%

4:05pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
$SOX 288.55, -14.68, -4.8%) cratered 10% to 203. Weatherford (WFT:weatherford international lt com
News, chart, profile, more
 Last: 18.53-5.05-21.42%

4:01pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
WFT 18.53, -5.05, -21.4%) dropped 21% as the leading decliner in the gauge. National Oilwell Varco (NOV:national oilwell varco inc com
News, chart, profile, more
 Last: 41.15-5.91-12.56%

4:00pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
NOV 41.15, -5.91, -12.6%) fell 13%.
ConocoPhillips (COP:ConocoPhillips
News, chart, profile, more
 Last: 67.72-2.98-4.21%

4:01pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
COP 67.72, -2.98, -4.2%) dropped 4.2% to $67.72. The No. 3 U.S. oil major said it sees lower prices for crude and natural gas in the third quarter and refining margins falling worldwide.
Oil production is forecast to be the same, or somewhat lower, compared to the second quarter. It also expects a falling capacity utilization for refineries. Impact from hurricanes is expected to cost about $200 million after taxes in the third quarter.
Merrill Lynch cut its 2009 oil price forecast to $90 a barrel from $107 a barrel and warned that a "synchronous global recession" could bring oil prices to $50 a barrel
Supply appears to be growing as well, with a string of fields in Saudi Arabia, Qatar and expected to bring about 3 million barrels of oil a day in additional capacity by next year.
Crude oil futures prices dropped $4.56 to settle at $93.97 a barrel in regular trading on the New York Mercantile Exchange. See Futures Movers.
Among energy stocks in the spotlight, Constellation Energy Group (CEG:constellation energy group i com
News, chart, profile, more
 Last: 27.23+3.48+14.65%

4:03pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
CEG 27.23, +3.48, +14.7%) rose 15% to $27.23 after the parent company of Baltimore Gas & Electric and MidAmerican Energy Holdings Co. completed a 14-day due diligence of Constellation's retail and wholesales businesses.
The companies' merger "continues to proceed as outlined" when they announced the deal Sept. 19, they said in a joint statement.
Meanwhile, a report in the Financial Times said Electricite de France (FR:EDF: news, chart, profile) and Kohlberg Kravis Roberts & Co. are mulling a counterbid.
Murphy Oil (MUR:Murphy Oil Corporation
News, chart, profile, more
 Last: 53.35-7.88-12.87%

4:03pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
MUR 53.35, -7.88, -12.9%) was downgraded to underperform from neutral by Merrill Lynch, with the broker citing its high oil leverage and an uncertain upstream outlook. Shares fell 13% to $53.35. 
Steve Gelsi is a reporter for MarketWatch in New York
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #35 เมื่อ: 03/10/08 09:44:50 »

MARKET SNAPSHOT
Stocks tumble amid economic, profit worries
Dow falls 348 points as rising jobless claims overshadow bailout hopes
By Nick Godt, MarketWatch
Last update: 6:36 p.m. EDT Oct. 2, 2008Comments: 1840An earlier version of this story stated incorrectly that the Dow industrials finished at their lowest close since June, 2005.
NEW YORK (MarketWatch) -- Stocks fell steeply Thursday, with the Dow Jones Industrial Average plunging 348 points, as rising jobless claims and plunging factory orders stirred recession fears and concern mounted about whether the $700 billion financial-bailout plan will pass Congress after being approved by the Senate.
Video: Hot stocks

The energy sector takes a beating, with the oil-services group leading a steep decline on lower oil prices and cancelled drilling contracts. MarketWatch's Steve Gelsi reports. (Oct. 2)"Even though there's fear out there that they [law makers] may temper or reject the bill, the market's decline today is on the back of dismal economic numbers," said Peter Cardillo, market economist at Avalon Partners.
Crude-oil prices slid 4.6% to $93.97 a barrel, and the energy sector stumbled 10% in the broad market.
News of rising jobless claims ahead of the key monthly employment report on Friday "suggests the economy is now on a slippery road toward a consumer-led recession," Cardillo said.
The Dow ($INDU:Dow Jones Industrial Average
News, chart, profile, more
 Last: 10,482.85-348.54-3.22%

4:30pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
$INDU 10,482.85, -348.54, -3.2%) fell 348 points, or 3.2%, to finish at 10,482.
Exacerbating worries about the economy, Marriott International (MAR:marriott intl inc new cl a
News, chart, profile, more
 Last: 23.74-1.34-5.34%

4:04pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
MAR 23.74, -1.34, -5.3%) warned next year's profit may fall as quarterly net income dropped nearly 30%.
"We're also approaching earnings season," Avalon's Cardillo said. "And negative announcements are likely to weigh on equities in the short term."
The shares of firms benefiting from global growth, such as Alcoa Inc. (AA:alcoa inc com
News, chart, profile, more
 Last: 19.38-1.89-8.89%

4:03pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
AA 19.38, -1.89, -8.9%) and Caterpillar Inc. (CAT:Caterpillar Inc
News, chart, profile, more
 Last: 52.22-4.73-8.31%

4:01pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
CAT 52.22, -4.73, -8.3%) , led the declines among blue chips, with the aluminum giant's stock off 8.9% and the equipment maker's stock down 8.3%.
General Electric's (GE:General Electric Company
News, chart, profile, more
 Last: 22.15-2.35-9.59%

4:10pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
GE 22.15, -2.35, -9.6%) stock fell 9.6%. Its shares came under pressure Wednesday amid concerns about its financial arm. It also announced a $12 billion public offering to be priced Thursday, and an investment from billionaire Warren Buffett.
Away from the Dow, ConocoPhillips (COP:ConocoPhillips
News, chart, profile, more
 Last: 67.72-2.98-4.21%

4:01pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
COP 67.72, -2.98, -4.2%) , the No. 3 U.S. oil major, said it sees lower prices for crude and natural gas in the third quarter and refining margins falling worldwide.
Separately, Merrill Lynch cut its 2009 oil price forecast to $90 a barrel from $107 a barrel and warned that a "synchronous global recession" could bring oil prices to $50 a barrel.
Crude futures fell $4.56, or 4.6%, to close at $93.97 a barrel on the New York Mercantile Exchange. See Futures Movers.
The S&P 500 index ($SPX:S&P 500 Index
News, chart, profile, more
 Last: 1,114.28-46.78-4.03%

4:59pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
$SPX 1,114.28, -46.78, -4.0%) fell 46 points, or 4%, to end at 1,114. By sector, energy led the declines, slumping 10%, followed by materials, down 7.2%, and industrials, off 6.3%.
The financial sector was next, falling 5.4%, after the Securities and Exchange Commission extended its ban on short selling to as long as Oct. 17, or up to three business days after the passage of the bailout plan. But it won't make the ban permanent.
The Nasdaq Composite (COMP:Nasdaq Composite Index
News, chart, profile, more
 Last: 1,976.72-92.68-4.48%

5:16pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
COMP 1,976.72, -92.68, -4.5%) lost 92 points, or 4.5%, to 1,976.
Trading volumes showed 1.5 billion shares exchanging hands on the New York Stock Exchange, and 884 million trading on the Nasdaq stock market. Advancing issues topped decliners by 5 to 1 on the NYSE and by 4 to 1 on Nasdaq.
Jobless claims rise
Jobless claims remained at their highest level in seven years, the Labor Department reported Thursday, as people in the hurricane-hit states of Louisiana and Texas filed for benefits. For the week ended Sept. 27, seasonally adjusted first-time claims for unemployment benefits rose 1,000, to 497,000 -- the highest level since late September 2001. See full story.
Meanwhile, the Commerce Department reported factory orders for August fell 4%, the biggest such drop in two years. See full story.
The claims data also come on the eve of pivotal Labor Department data on the nation's nonfarm payrolls and the unemployment rate for September.
The dollar rallied sharply, especially against the euro, as European Central Bank President Jean-Claude Trichet acknowledged a deteriorating European economy and that the ECB had considered cutting interest rates. The central bank, however, kept rates steady at 4.25% Thursday.
The euro sank to a more than one-year low against the dollar. See Currencies.
Gold also slumped, tracking the slide in crude oil prices, coming under pressure from dollar strength, along with waning worries about inflation. Gold often serves as a haven against inflation. Gold for December delivery lost $43, or 4.8%, to end at $844.30 an ounce on the Comex division of the NYMEX. See Metals Stocks.
Among materials stocks, the likes of Freeport McMoRan Copper & Gold (FCX:Freeport-McMoRan Copper & Gold Inc
News, chart, profile, more
 Last: 45.60-7.36-13.90%

4:02pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:

FCX 45.60, -7.36, -13.9%) , AK Steel (AKS:AK Steel Holding Corporation
News, chart, profile, more
 Last: 20.27-4.04-16.62%

4:02pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
AKS 20.27, -4.04, -16.6%) and Monsanto Co. (MON:monsanto co new com
News, chart, profile, more
 Last: 82.01-15.83-16.18%

4:01pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
MON 82.01, -15.83, -16.2%) all fell sharply.
Bailout hopes
The Senate fairly easily approved a revised $700 billion U.S. plan to stabilize the financial industry, just two days after the House of Representatives rejected it.
"The initial market response has been mixed, with the bill still facing another vote in the House, likely on Friday," said Robert Kavcic, an economist at BMO Capital Markets, in a note.
The revamped Senate bill sticks to the core plan developed by Treasury Secretary Henry Paulson and Federal Reserve Chairman Ben Bernanke to have the government buy and hold toxic mortgage assets, freeing up funds for banks to begin lending again.
It gives Paulson the $700 billion in phases, with $250 billion up front, then $100 billion pending presidential approval and another $350 billion pending congressional approval.
In other news, UBS (UBS:UBS Ag
News, chart, profile, more
 Last: 20.10+1.15+6.07%

4:04pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
UBS 20.10, +1.15, +6.1%) , the Swiss bank that's sustained big losses arising from the subprime crisis, said it would return to profit in the third quarter after substantially reducing its exposure to U.S. commercial and residential mortgages.
Eli Lilly (LLY:Eli Lilly and Company
News, chart, profile, more
 Last: 42.55-1.14-2.61%

4:00pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
LLY 42.55, -1.14, -2.6%) is the unnamed pharmaceutical giant behind a $6.1 billion bid for ImClone Systems (IMCL:ImClone Systems Inc
News, chart, profile, more
 Last: 65.10-0.25-0.38%

4:00pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
IMCL 65.10, -0.25, -0.4%) , according to a Wall Street Journal report. ImClone, without identifying the firm, said that due diligence has been completed and that a proposal not subject to financing has been tendered.
Deal speculation also swirled around Constellation Energy Group (CEG:constellation energy group i com
News, chart, profile, more
 Last: 27.23+3.48+14.65%

4:03pm 10/02/2008

Delayed quote dataAdd to portfolio
Analyst
Create alertInsider
Discuss
Financials
Sponsored by:
CEG 27.23, +3.48, +14.7%) , which reportedly may receive a counter bid from EdF, the French electricity giant. 
Nick Godt is a MarketWatch reporter based in New York.
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #36 เมื่อ: 03/10/08 09:51:34 »

Nikkei down 1.1 pct on economy fears, autos drop

TOKYO, Oct 3 (Reuters) - Japan's Nikkei average fell 1.1 percent on Friday to hit the lowest point in more than three years on fears that the global economy will worsen even if the U.S. Congress passes a $700 billion rescue bill.

Automakers such as Toyota Motor (7203.T: Quote, Profile, Research, Stock Buzz) slid after major automakers reported a 26-percent drop in overall U.S. sales for September as the crisis on Wall Street rocked consumer confidence. [ID:nN01506733]

"With the U.S. auto sales down about 30 percent, it's become clear that financial problems are finally spreading to the real economy," said Takahiko Murai, general manager of equities at Nozomi Securities.

"That is leading to a sell-off in stocks sensitive to the health of the economy."

The benchmark Nikkei .N225 shed 122.84 points to 11,031.92, hitting the lowest level since May 2005.

The broader Topix declined 1.7 percent to 1,058.79.

On Thursday, the Dow .DJI shed more than 3 percent as data showing the number of people filing for unemployment benefits hit a seven-year high painted a troubling picture, as did a report showing a steep drop in factory orders in August. [.N]

The U.S. Senate passed the government's financial rescue plan after the House rejected it in its original form. The House of Representatives is expected to vote on the revised bill on Friday.
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #37 เมื่อ: 03/10/08 09:56:46 »


 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #38 เมื่อ: 03/10/08 09:59:08 »


 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #39 เมื่อ: 03/10/08 10:02:32 »


 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #40 เมื่อ: 03/10/08 10:08:25 »


 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
kenginn
Know Better
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 924


DIFFERENCE TIME


« ตอบ #41 เมื่อ: 03/10/08 10:19:46 »

 ขอบคุณครับพี่ kenok  Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Prevail Over Myself

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #42 เมื่อ: 03/10/08 11:26:28 »

ผู้นำส.ส.สหรัฐคาดแผนฟื้นฟูน่าจะผ่าน


:ผู้นำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครตของสหรัฐแสดงความเห็นในเชิงบวกว่าร่างกฎหมายกอบกู้ทางการเงินน่าจะผ่าน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : บรรดาผู้นำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครตของสหรัฐแสดงความเห็นในเชิงบวกเมื่อวานนี้(2 ต.ค.51) ว่า ร่างกฎหมายกอบกู้ภาคการเงินขนาด 7 แสนล้านดอลลาร์ฉบับปรับปรุงใหม่จะได้รับการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ หลังจากที่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาเมื่อวานนี้ โดยสภาผู้แทนราษฎรเคยลงมติคว่ำร่างกฎหมายฟื้นฟูฉบับดั้งเดิมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และเหตุการณ์ดังกล่าวก็สร้างความปั่นป่วนต่อตลาดการเงินทั่วโลก

นางแนนซี เพโลซี ซึ่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากพรรคเดโมแครตกล่าวว่า "เราจะไม่นำร่างกฎหมายนี้เข้ารับการลงมติในสภา ถ้าหากยังไม่ได้รับเสียงสนับสนุนมากพอ ดิฉันคาดการณ์ในเชิงบวกว่า เราจะได้นำร่างกฎหมายนี้เข้ารับการลงมติในสภา"

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครตประชุมกันในช่วงเย็นวันพฤหัสบดี

เพื่อทบทวนแผนยุทธศาสตร์ โดยนายสเตนีย์ โฮเยอร์ ซึ่งเป็นผู้นำเสียงข้างมากใน

สภาผู้แทนราษฎรกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังออกจากการประชุมว่า ผู้นำในรัฐสภาจะตัดสินใจ

ในช่วงเย็นวันพฤหัสบดีหรือในช่วงเช้าวันศุกร์ว่า จะนำร่างกฎหมายนี้เข้ารับการโหวต

ในวันศุกร์นี้หรือไม่

      นายเจมส์ ไคลเบิร์น ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันกล่าวว่า

เสียงสนับสนุนจากพรรคเดโมแครตเพิ่มสูงขึ้น แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันยังไม่ได้ให้

เสียงสนับสนุนมากพอต่อการผ่านร่างกฎหมายนี้

      คณะกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรตัดสินใจในช่วงเย็นวันพฤหัสบดีว่า จะ

ไม่มีการอนุญาตให้แก้ไขร่างกฎหมายนี้ และสภาผู้แทนราษฎรจะได้รับอนุญาตให้โหวต

เฉพาะร่างกฎหมายฉบับที่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาเท่านั้น

      สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันกลุ่มหนึ่งกำลังผลักดันให้มีการแก้ไข

ร่างกฎหมายนี้ เพื่อจะปรับลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลกลางที่ใช้หนุนร่างกฎหมายนี้ลงสู่

2.50 แสนล้านดอลลาร์

      สมาชิกพรรคเดโมแครตยังคงยืนกรานว่า ร่างกฎหมายนี้จำเป็นต้องได้

รับการสนับสนุนจากทั้งสองพรรคการเมือง โดยในวันจันทร์ที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้

แทนราษฎรพรรครีพับลิกันราว 2 ใน 3 ลงมติคัดค้านร่างกฎหมายนี้ ส่วนสมาชิก

สภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครตราว 60 % ลงมติสนับสนุนร่างกฎหมายนี้
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #43 เมื่อ: 03/10/08 11:28:19 »

ปธ.เฟดเตือนไม่ควรปรับลดดบ.ลงอีกแม้ศก.จะถดถอย

นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์กล่าวเมื่อวานนี้ว่า เฟดไม่ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้ง ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจอาจเผชิญกับภาวะถดถอย

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายบูลลาร์ดกล่าวว่า "ผมคิดว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในขณะนี้อาจจะไม่ใช่การตอบรับที่ถูกต้อง"

จุดยืนของนายบูลลาร์ดสวนทางกับการคาดการณ์ของนักลงทุนที่ว่า เฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50 % ในการประชุมกำหนดนโยบายครั้งถัดไปในช่วงปลายเดือนนี้ โดยการคาดการณ์ของนักลงทุนนี้สามารถวัดได้จากความเคลื่อนไหวในตลาดสัญญาล่วงหน้าทางการเงิน

เฟดจะประชุมกำหนดนโยบายการเงินครั้งต่อไปในวันที่ 28-29 ต.ค.นี้

นับตั้งแต่เดือนก.ย.ปี 2007 เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาแล้ว 3.25 % สู่ระดับ 2 % ในปัจจุบัน เพื่อสกัดกั้นผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างจากวิกฤตการณ์ในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐ

ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในตลาดสินเชื่อได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในภาคการเงินของสหรัฐ และกระตุ้นให้รัฐสภาพิจารณาแผนฟื้นฟูธนาคารมูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงทางเศรษฐกิจ

นายบูลลาร์ดเป็นสมาชิกที่ไม่มีสิทธิลงมติในคณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟด (FOMC) ในปีนี้ โดยเขากล่าวว่าเฟดทำถูกต้องแล้วที่มุ่งความสนใจไปที่การจัดการกับภาวะปั่นป่วนวุ่นวายในตลาดการเงิน แต่เขากล่าวเตือนว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงต่อไป ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง

 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #44 เมื่อ: 03/10/08 11:30:12 »

อินโฟเควสท์ (3 ต.ค. 51)--มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป อิงค์ (MUFG) กำลังพิจารณาที่จะควบรวมบริษัทหลักทรัพย์มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (Mitsubishi UFJ Securities Co.) ซึ่งเป็นธุรกิจหลักทรัพย์ในเครือ เข้ากับบริษัทหลักทรัพย์มอร์แกน สแตนลีย์ เจแปน (Morgan Stanley Japan Securities Co.) ซึ่งเป็นธุรกิจหลักทรัพย์ของมอร์แกน สแตนลีย์ในประเทศญี่ปุ่น
          สำนักข่าวเกียวโดรายงานอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกับเรื่องนี้ว่า ถ้าการควบรวมดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ก็จะทำให้เกิดเป็นบริษัทผู้ให้บริการด้านหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น โดยคาดว่าทั้งสองฝ่ายจะหารือเพิ่มเติมเพื่อหาวิธีและกำหนดเวลาในการควบรวม ตลอดจนหากลยุทธ์เพื่อสนับสนุนกิจการในต่างประเทศ
          ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่ MUFG ซึ่งเป็นกลุ่มธนาคารรายใหญ่สุดของญี่ปุ่น ได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า บริษัทจะซื้อหุ้น 21% ในมอร์แกน สแตนลีย์ ซึ่งเป็นวาณิชธนกิจรายใหญ่อันดับ 2 ของสหรัฐ คิดเป็นมูลค่า 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยข้อตกลงอัดฉีดเงินสดจะทำให้ MUFG กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในมอร์แกน สแตนลีย์
          บริษัทหลักทรัพย์ มอร์แกน สแตนลีย์ เจแปน มีกำไรสุทธิ  3.2 พันล้านเยน จากรายได้ในการดำเนินงาน 2.139 แสนล้านเยนในปีงบการเงินสิ้นสุดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัทมีพนักงาน 1,600 คน--จบ--

--อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย ปนัยดา ปัทมโกวิท/สุนิตา โทร.0-2253-5050 ต่อ 315 อีเมล์: sunita@infoquest.co.th--
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #45 เมื่อ: 03/10/08 11:31:02 »

อินโฟเควสท์ (3 ต.ค. 51)--คาโอรุ โยซาโนะ รมว.นโยบายเศรษฐกิจและการคลังของญี่ปุ่น แสดงความเห็นว่า การที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องแล้วในการรับมือกับวิกฤตการณ์ด้านสินเชื่อ ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้ทำให้บีโอเจไม่จำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ย
          การแสดงความคิดเห็นของโยซาโนะมีขึ้นในช่วงเวลาที่วิกฤตการณ์การเงินในสหรัฐกำลังลุกลามเข้าไปสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งทำให้ธนาคารกลางใหญ่ๆของหลายประเทศ รวมถึงบีโอเจ ถูกต้องกดดันให้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ แต่รมว.ยาซาโนะเห็นด้วยกับการที่บีโอเจเลือกใช้วิธีอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงิน โดยกล่าวว่า "เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและมีประสิทฺธิภาพ"
          เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ทางรัฐบาลคิดว่าบีโอเจควรลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดแรงกดดันในตลาดการเงินหรือไม่ โยซาโนะตอบว่า "เป้าหมายของอัตราดอกเบี้ยประเภทระยะสั้นถูกกำหนดไว้ที่ 0.5% ไม่เหมือนกับในบางประเทศที่อัตราดอกเบี้ยข้ามคืนปรับตัวสูงขึ้น แต่สำหรับญี่ปุ่นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่แนวทางที่มีประสิทธิภาพ"
          ทั้งนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้อัดฉีดเงินเข้าตลาดเงินอีก 8 แสนล้านเยนวันนี้ นับเป็นการอัดฉีดสภาพคล่องที่ติดต่อกันเป็นเวลา 13 วันแล้ว นับตั้งแต่ที่เลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้งส์ ล้มละลายเมื่อวันที่ 15 ก.ย. โดยการอัดฉีดเงินครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อที่จะสนับสนุนตลาดอินเตอร์แบงค์ โดยเฉพาะสถาบันการเงินต่างประเทศ สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า--จบ--

--อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช/สุนิตา โทร.0-2253-5050 ต่อ 315 อีเมล์: sunita@infoquest.co.th--
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #46 เมื่อ: 03/10/08 11:39:00 »

อินโฟเควสท์ (3 ต.ค. 51)--โนมูระ โฮลดิ้งส์ อิงค์ (Nomura Holdings Inc.) จะซื้อธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบงานสนับสนุนต่างๆ (Back Office Operations) ในอินเดียของเลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้งส์ อิงค์ วาณิชธนกิจสหรัฐที่ล้มละลาย
          สำนักข่าวเกียวโดรายงานอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดว่า ค่าใช้จ่ายในการซื้อธุรกิจครั้งนี้คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านเยน และโนมูระ โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์รายใหญ่สุดของญี่ปุ่น จะรับช่วงพนักงาน 2,000 คนในอินเดียต่อจากเลห์แมน บราเธอร์ส
          โดยพนักงานในอินเดียจะสมทบกับพนักงานราว 3,000 คนที่ได้เข้ามาร่วมงานกับโนมูระแล้วก่อนหน้านี้ สืบเนื่องจากเมื่อเดือนก.ย.ที่เลห์แมนได้บรรลุข้อตกลงในการโอนกิจการในยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียแปซิปิก ให้แก่โนมูระ--จบ--

--อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย ปนัยดา ปัทมโกวิท/รัตนา โทร.0-2253-5050 ต่อ 327 อีเมล์: ratana@infoquest.co.th--
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #47 เมื่อ: 03/10/08 11:44:31 »

อินโฟเควสท์ (3 ต.ค. 51)--นายฌอง คล้อด ทริเชต์ ประธานธนาคารกลางยุโรป มีแนวโน้มว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่เขารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางยุโรปมาเกือบ 5 ปีที่แล้ว ขณะที่นักลงทุนได้คาดการณ์กันมากขึ้นว่า ธนาคารกลางยุโรปจะลดดอกเบี้ยลง 0.25% อย่างเร็วสุดในช่วงเดือนหน้า หลังจากที่นายทริเชต์กล่าวว่า ผู้บริหารธนาคารและตนเองได้ประชุมเรื่องการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่เกิดวิกฤตสินเชื่อขึ้น
          แนวโน้มดังกล่าวถือเป็นการยุติความพยายามที่จะแก้ปัญหาความผันผวนในตลาดเงินด้วยการยกเว้นการใช้นโยบายการเงินของยุโรป แนวโน้มที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยแลการเข้ามาช่วยเหลือธนาคารในยุโรปที่ประสบปัญหา 5 แห่งในสัปดาห์นี้ทำให้จุดยืนในกลุ่มสถาบันการเงินยุโรปเปลี่ยนไป ทริเชต์และผู้นำทางการเมืองในยุโรปมีกำหนดจัดประชุมสุดยอดฉุกเฉินในวันพรุ่งนี้
          บลูมเบิร์กรายงานว่า ฌ้าค เซลโล หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของโรยัล แบงค์ ออฟ สก็อตแลนด์ กรุ๊ป กล่าวว่า แนวโน้มที่เปลี่ยนไปของธนาคารกลางยุโรปชี้ให้เห็นว่า ธนาคารเริ่มที่จะหมดความเชื่อมั่นเกี่ยวกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจ และยอมรับว่าการลดดอกเบี้ยอาจจะเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องดำเนินการในที่สุด
          การแสดงความคิดเห็นของทริเชต์เกิดขึ้นในขณะที่ประธานธนาคารกลางยุโรป และผู้บริหารจากเยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ และอิตาลี เตรียมพร้อมที่จะประชุมในกรุงปารีสวันพรุ่งนี้เพื่ออภิปรายเรื่องวิกฤตการณ์ โดยในสัปดาห์นี้ รัฐบาลในยุโรปได้เข้ามาช่วยเหลือแบงค์ต่างๆ อาทิ ฟอร์ติส และเด็กเซีย เอสเอ ธนาคารรายใหญ่ของเบลเยี่ยม ขณะที่เนเธอร์แลนด์ได้เรียกร้องให้ประเทศต่างๆในยุโรปจัดตั้งกองทุนสำรองไว้เพื่อช่วยเหลือธนาคารที่ประสบปัญหา
          ทริเชต์กล่าวเมื่อวานนี้ว่า ทางการของทุกประเทศจะต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะในช่วงเวลาแบบนี้--จบ--

--อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย สุนิตา พรรณรักษา/รัตนา โทร.0-2253-5050 ต่อ 327 อีเมล์: ratana@infoquest.co.th--
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #48 เมื่อ: 03/10/08 12:05:29 »

อินโฟเควสท์ (3 ต.ค. 51)--กงล้อความเคลื่อนไหวของภาคธรุกิจการเงินในยุโรปต้องถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ หลังจากที่สถาบันการเงินบนแผ่นดินที่เรืองรองด้วยอารยธรรมแห่งนี้ มีสถานะเป็นเหยื่อลำดับสองที่ต้องเผชิญหายนะจากตลาดสินเชื่อ เมื่อพี่ใหญ่อย่างสหรัฐกำลังถูกมรสุมเศรษฐกิจซัดจนซวนเซ จนทำให้เศรษฐกิจยุโรปหมิ่นเหม่ที่จะตกสู่วังวนแห่งความถดถอยไม่น้อยไปกว่ากัน
          แสงและเงาที่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวสะท้อนตัวตนของทุกสรรพสิ่ง อาจนำมาใช้อธิบายสถานภาพความเป็นจริงของยุโรปที่เกี่ยวพันกับประเทศผู้กำหนดชะตาอนาคตโลกอย่างสหรัฐได้เป็นอย่างดี เนื่องด้วยสถาบันการเงินในยุโรปมีความสัมพันธ์กับสหรัฐอย่างเหนียวแน่น ดังนั้น สิ่งที่ทั่วโลกต่างเห็นกันมาโดยตลอดจึงเป็นภาพในลักษณะที่ว่า หากสหรัฐแข็งแกร่ง...ยุโรปก็จะมั่นคง แต่หากสหรัฐล้มลง...ยุโรปก็ไร้เรี่ยวแรง
          สิ่งที่เกิดขึ้นกับสถาบันการเงินยุโรปต่อไปนี้ คือ เงาสะท้อนที่ส่องให้เห็นถึงภาวะล่มสลายของตลาดสินเชื่ออันมีรากเหง้ามาจากตลาดวอลล์สตรีท ที่เปรียบเสมือนผู้วางกับดักสภาพคล่องจนทำให้เหล่ายักษ์การเงินต้องหันหน้ามาควบรวมกิจการหรือไม่ก็เข้าคิวแปรสภาพเป็นสมบัติของรัฐบาลไปแบบเรียบร้อยโรงเรียนยุโรปกันหลายต่อหลายราย
 
          18 กุมภาพันธ์ 2551: นอร์ทเทิร์น ร็อก...สถาบันปล่อยสินเชื่อรายใหญ่อันดับ 5 ของอังกฤษเบิกร่องการตกชั้น กลายเป็นกิจการของรัฐก่อนใครเพื่อน เมื่อธนาคารกลางอังกฤษทุ่มเงินกว่า 2.5 หมื่นล้านปอนด์เข้าช่วยเหลือกิจการ หลังเลี้ยงไข้จากอาการป่วยพิษซับไพรม์มานานถึง 6 เดือน โดยปัญหาของธนาคารแห่งนี้อุบัติขึ้นเมื่อครั้งที่ต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนทุนรอนที่ใช้รองรับการออกเงินกู้ อันเป็นชนวนเหตุของการเกิดวิกฤตศรัทธาพาลให้ลูกค้าแห่ถอนเงินกันยกใหญ่ ขณะที่กูรูตลาดเงินมองว่า ความล้มเหลวในการดำเนินธุรกิจของนอร์ทเทิร์น ร็อกครั้งนี้ สร้างความเสียหายครั้งร้ายแรงที่สุดต่อธุรกิจการเงินแดนผู้ดีในรอบ 140 ปีเลยทีเดียว

          18 กันยายน 2551: เอชบีโอเอส... หรือ ธนาคารแฮลิแฟกซ์ แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ ผู้ปล่อยกู้จำนองรายใหญ่ที่สุดในอังกฤษได้ตกร่องปล่องชิ้นขายกิจการให้กับธนาคารลอยด์ส ทีเอสบี มูลค่า 1.22 หมื่นล้านปอนด์ หลังจากหุ้นของธนาคารที่ทำการซื้อขายในตลาดลอนดอนถูกแรงกระแทกลง 52% จนส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับชะตากรรมของเอชบีโอเอสตามมา ทั้งนี้ บีบีซีรายงานคำกล่าวของเซอร์ วิคเตอร์ แบลงค์ ประธานกรรมการของลอยด์ส ทีเอสบีว่า การทำข้อตกลงซื้อกิจการครั้งนี้ คือ การพลิกวิกฤตเป็นโอกาสเพื่อขยายกลยุทธ์เป็นกลุ่มผู้ให้บริการทางการเงินชั้นนำในประเทศ แต่ก็ยอมรับว่าพนักงานจะได้รับผลกระทบในการปรับลดจำนวนหนึ่งแต่จะไม่สูงถึง 4,000 คนตามที่เป็นข่าว ฟากเดนนิส สตีเวนสัน ประธานกรรมการของเอสบีโอเอสมองว่า การกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะกลุ่มธนาคารที่มีการควบรวมกิจการกันจะเติบใหญ่กลายเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอังกฤษ อย่างไรก็ดี สิ่งที่บุคคลทั้งสองกล่าวมาข้างต้นนี้จะเป็นจริงได้หรือไม่นั้น คงมีเพียง "เอริค แดเนียลส์" ซีอีโอของลอยด์ส ทีเอสบี ที่นั่งเก้าอี้ผู้บริหารสูงสุดและมีอำนาจชี้ชะตาธนาคารแห่งนี้เป็นผู้ให้คำตอบได้ดีที่สุด

          28 กันยายน 2551: แบรดฟอร์ด แอนด์ บิงลีย์…สถาบันปล่อยกู้เพื่อซื้อบ้านรายใหญ่อีกแห่งของอังกฤษวิ่งเข้าสู่อ้อมกอดของรัฐบาลผู้ดีตามรอยนอร์ทเทิร์น ร็อกไปอีกราย โดยนายอลิสแตร์ ดาร์ลิ่ง รัฐมนตรีคลังอังกฤษเปิดเผยว่า ทางกระทรวงจะเป็นผู้รับช่วงสินเชื่อมูลค่า 5 หมื่นล้านปอนด์ เพื่อรับผิดชอบดูแลกิจการด้านสินเชื่อ อสังหาริมทรัพย์ และเงินกู้ประเภทอื่นๆ ขณะที่ธนาคารซันทันเดอร์ แบงก์ยักษ์ของสเปนจะร่วมทุบกระปุกควักเงินจำนวน 2 หมื่นล้านปอนด์ พร้อมรับหน้าเสื่อดูแลสาขาย่อยราว 200 แห่งอีกแรง เพื่อช่วยให้ธนาคารเปิดให้บริการลูกค้าได้ตามปกติ

          29 กันยายน 2551: ฟอร์ติส...กลุ่มธุรกิจธนาคารและการประกันภัยยักษ์ใหญ่ของกลุ่มประเทศเบเนลักซ์ (เบลเยี่ยม, เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก) ถูกจั่วหัวเป็นโดมิโนตัวรองต่อจากอังกฤษที่ติดร่างแหจากปัญหาสภาพคล่องจนต้องเข้าสู่กระบวนการโอนกิจการเป็นของรัฐ หลังจากที่หุ้นดำดิ่งชนิดกู่ไม่กลับ 35% ในตลาดเบลเยี่ยม ร้อนถึงนายฌอง คล็อด-ทริเชต์ ประธานธนาคารกลางยุโรปต้องออกมาประกาศยึดฟอร์ติส ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของพนักงานราว 85,000 คนทั่วโลก และภายใต้ข้อตกลงการโอนกิจการครั้งนี้นั้น กลุ่มประเทศเบเนลักซ์ได้ออกมาแถลงถึงการลงขันร่วมกัน 1.12 หมื่นล้านยูโร โดยมีรายละเอียดว่า รัฐบาลเบลเยียมจะลงทุน 4.7 พันล้านยูโรเพื่อซื้อหุ้นสามัญ 49% ส่วนรัฐบาลเนเธอร์แลนด์จะทุ่มเงิน 4 พันล้านยูโร ขณะที่รัฐบาลลักเซมเบิร์กขอควัก 2.5 พันล้านยูโรผ่านการซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพ ทั้งนี้ เซียนตลาดเงินมองว่า ปัญหาของฟอร์ติสมีต้นตอมาจากการที่กลุ่มธุรกิจนี้ลงทุนเกินตัวด้วยการกว้านซื้อแบงก์ชื่อดัง 3 แห่งรวดเมื่อปีก่อน จนเป็นที่มาของความหวั่นวิตกว่าจะประสบปัญหาขาดทุนในที่สุด

          29 กันยายน 2551: ไฮโป เรียล เอสเตท...สถาบันปล่อยเงินกู้ด้านอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อันดับ 2 ของเยอรมนีต้องร้องขออ็อกซิเจนจากรัฐบาลในประเทศและธนาคารเอกชนให้ร่วมกันต่อลมหายใจอัดฉีดเงิน 3.5 หมื่นล้านยูโร เพื่อช่วยชีวิตให้ธนาคารแห่งนี้สามารถลืมตาตื่นขึ้นมาจากภาวะล้มละลาย

          29 กันยายน 2551: กลิตนีร์...ธนาคารยักษ์ใหญ่หมายเลข 3 ของไอซ์แลนด์หันหน้าไปพึ่งบารมีรัฐบาล ผู้สวมบทพระเอกเข้ามาเทคโอเวอร์กิจการด้วยการถือครองหุ้นสัดส่วน 75% หรือคิดเป็นมูลค่า 600 ล้านยูโร โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นปรากฏการณ์เข้ายึดกิจการธนาคารครั้งใหญ่ครั้งแรกของประเทศในช่วงที่วิกฤตการเงินแพร่สะพัดไปทั่วโลก เมื่อธนาคารกลางไอซ์แลนด์ฟันธงว่า กลิตนีร์ ธนาคารที่มีอายุยืนยาวมาถึง 104 ปีและดำเนินงานใน 10 ประเทศรายนี้จะต้องล่มสลายกลายเป็นตำนานไปอย่างแน่นอน หากรัฐบาลไม่ยอมยื่นมือเข้ามาแทรกแซง

          30 กันยายน 2551: เด็กเซีย...ธนาคารสัญชาติเบลเยียม-ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้นำด้านพันธบัตรเทศบาลในยุโรปได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเบลเยียมที่ประกาศยืนหยัดเคียงข้างเด็กเซียแบบไม่หลบลี้หนีหน้า เช่นเดียวกับรัฐบาลฝรั่งเศสและผู้ถือหุ้นของธนาคารที่ร่วมแรงร่วมใจอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเป็นมูลค่า 6,400 ล้านยูโร หลังราคาหุ้นรูดลงเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสวิกฤตศรัทธาที่ไหลเชี่ยวกรากจากปัญหาเม็ดเงินสภาพคล่องในธนาคาร ไม่ต่างจากเหยื่อรุ่นพี่ที่โดนพิษสงของวิกฤตการณ์การเงินเล่นงานไปตามๆกัน

          เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของยุโรปดังที่ได้ประมวลมาข้างต้นนี้อาจเป็นเพียงแค่ "จุดเริ่มต้นของจุดจบ" ที่ไม่มีใครล่วงรู้อนาคตได้ว่า ยักษ์การเงินจากประเทศใดจะกลายเป็นเหยื่อรายต่อไปที่มาร่วมชะตากรรมติดอยู่ในบ่วงของวิกฤตสินเชื่อ ซึ่งทวีความรุนแรงจนกลายเป็นไฟลามทุ่งจนยากที่จะดับลงได้ในเร็ววัน

          ...แต่แม้เปลวเพลิงแห่งวิกฤตการเงินที่ลุกโชนจะสงบลงได้ในตอนสุดท้าย แต่สิ่งที่เหลือไว้คงมีเพียงเถ้าถ่านแห่งความเสียหายให้ทั่วโลกต้องจดจำเป็นบทเรียนกันไปตราบนานเท่านาน...--จบ--

--อินโฟเควสท์ โดย อรษา สงค์พูล/สุนิตา โทร.0-2253-5050 ต่อ 315 อีเมล์: sunita@infoquest.co.th--
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HOT NEWS
มด
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 40,605


« ตอบ #49 เมื่อ: 03/10/08 15:16:39 »

ตลาดหุ้นโตเกียว:กังวลศก.กดนิกเกอิร่วงกว่า 200 จุดต่ำสุดในรอบ 3 ปี
 13:21 น.


ตลาดหุ้นโตเกียวปิดปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี ขณะที่ความวิตกที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์และกลุ่มส่งออกเช่น หุ้นแคนนนอน อิงค์

ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดร่วง 216.62 จุดหรือ 1.94 % สู่ระดับ 10,938.14

หุ้นโตโยต้า มอเตอร์ โคร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี และหุ้นนิสสันมอเตอร์ดิ่งลง 7.2 % แตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 7 ปี หลังกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ได้รายงานยอดขายรถยนต์โดยรวมลดลง 26 % ในสหรัฐในเดือนก.ย. ขณะที่

วิกฤตในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

"ข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐค่อนข้างย่ำแย่ และอัตราความย่ำแย่ได้เพิ่มมากขึ้น" นายฮิโรอากิ โอซากาเบะ ผู้จัดการกองทุน บริษัทชิบากิน แอสเซ็ท แมเนจเมนท์กล่าว

"เศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่ดีนัก อเมริกาก็ไม่ดี เช่นเดียวกับยุโรป ภูมิภาคต่อไปที่จะได้รับผลกระทบอาจจะเป็นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ และนี่จะทำให้มีความวิตกเพิ่มขึ้นสำหรับเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออก เช่น ญี่ปุ่น"

เมื่อวานนี้ ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงมากกว่า 3 % ขณะที่ข้อมูลที่บ่งชี้ว่าจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในสหรัฐแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 ปีนั้น แสดงถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่ซบเซา และข้อมูลอีกฉบับบ่งชี้ว่า ยอดสั่งซื้อของโรงงานในสหรัฐร่วงลงอย่างรุนแรงในเดือนส.ค.

วุฒิสภาสหรัฐได้อนุมัติแผนฟื้นฟูภาคการเงินเมื่อวานนี้ หลังจากสภาผู้แทนราษฎรได้ปฏิเสธแผนดังกล่าวในฉบับดั้งเดิมเมื่อวันจันทร์ และคาดว่าสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจะลงมติต่อแผนที่ได้รับการแก้ไขในวันนี้

แต่นักวิเคราะห์ระบุว่า แผนดังกล่าวไม่มีแนวโน้มที่จะขจัดความวิตกทางเศรษฐกิจ แม้ว่าจะมีการอนุมัติแผนดังกล่าวก็ตาม
 
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 ขึ้นบน ส่งหัวข้อนี้ พิมพ์ 
ดูหุ้น  |  กระดานสนทนา  |  คุย คุ้ย หุ้น (ผู้ดูแล: Tungong, plamuek76)  |  หัวข้อ: HOT NEWS « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.17 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!