:

TKS

<< < (3/10) > >>

cirkit:
TKS แจง Q1/52 กำไรลดเพราะธุรกิจการพิมพ์รายได้ลด-ธุรกิจไอทีแข่งดุ

           นายวีระชัย ศรีขจร  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.เค.เอส.เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ
TKS ชี้แจงผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อย( บริษัท ) ประจำไตรมาส 1/2552 สิ้นสุด
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2552 ซึ่งได้รับการสอบทานจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ดังนี้
         ผลการดำเนินงานของบริษัท ในไตรมาสที่ 1 /2552 บริษัทฯ มียอดขายสุทธิ จำนวน
3,155.15 ล้านบาทเทียบกับยอดขายสุทธิจากงวดเดียวกันของปีก่อน จำนวน 3,110.84 ยอดขาย
สุทธิเพิ่มขึ้น 44.31 ล้านบาท หรือคิดเป็น ร้อยละ 1.42
         และมีผลกำไรสุทธิ จำนวน 8.75 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิจากงวดเดียวกันของปีก่อน
จำนวน 40.42 ล้านบาท กำไรสุทธิลดลง 31.67 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ -78.35 สาเหตุหลัก
มาจาก
         1. ธุรกิจการพิมพ์มีกำไรสุทธิลดลง จำนวน 24.52 ล้านบาท โดยกำไรที่ลดลงยอดขายที่ลด
ลงร้อยละ 23
         2. ธุรกิจค้าส่งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ถึงแม้ยอดขายเติบโตร้อยละ 4 แต่กำไรสุทธิลดลง
7.15 ล้านบาทสืบเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจ จึงส่งผลให้มีการแข่งขันด้านราคามากขึ้น ทำให้กำไร
ขั้นต้นลดลง โดยในไตรมาส 1/2552 กำไรขั้นต้นอยู่ที่ร้อยละ 2.7 เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อ
นอยูที่สัดส่วนร้อยละ 3.7
         สำหรับผลการดำเนินงานเฉพาะกิจการในไตรมาสที่ 1/2552 บริษัทมีกำไรสุทธิ 28.34
เทียบกับกำไรสุทธิจากงวดเดียวกันของปีก่อน จำนวน 64.29 ล้านบาท กำไรสุทธิลดลง 35.95
ล้านบาท หรือิดเป็นร้อยละ -55.9

            
            
 

ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   13/05/09   
 

cirkit:
TKS แจ้ง 'สุพันธุ์ มงคลสุธี' ไขก๊อกจากตำแหน่งบอร์ด ตั้ง 'พลเอกมงคล อัมพรพิสิฎฐ์' ขึ้น
แทน   

          นายวีระชัย ศรีขจร   กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ
TKS  แจ้งผลการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่  2/2552  ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2552  ได้มีมติ
อนุมัติการลาออกจากตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการบริษัทฯ ของนายสุพันธุ์ มงคลสุธี โดยยังคง
เป็นกรรมการบริษัทฯ และพิจารณาแต่งตั้ง พลเอกมงคล อัมพรพิสิฎฐ์ กรรมการอิสระ ที่ได้รับการ
เลือกตั้งจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1 / 2552 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2552 ดำรงตำแหน่ง
เป็นประธานคณะกรรมการบริษัทฯแทน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2552
เป็นต้นไป

            
      

cirkit:
ประวัติความเป็นมา   :D :D :D :D
บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) “บริษัท” ก่อตั้งขึ้นในปี 2529 เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตเครื่องเขียน และอุปกรณ์สำนักงาน ต่อมาบริษัทได้เริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่การผลิต และจำหน่ายกระดาษพิมพ์ต่อเนื่องสำหรับคอมพิวเตอร์ โดยมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งในสามของตลาดกระดาษพิมพ์ต่อเนื่อง และแบบพิมพ์ธุรกิจสำหรับคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย (ที่มา : ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์) ในปี 2531 บริษัทได้ขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดค้าส่ง อุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สารสนเทศ ผ่านทางบริษัทย่อย คือบริษัท คอมเพ็ค (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งต่อมา กลุ่มบริษัท ซินเน็ค “Synnex” จากประเทศไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจค้าส่งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ได้เล็งเห็นศักยภาพของการดำเนินธุรกิจของบริษัทย่อย จึงได้เข้าร่วมทุนกับบริษัทในสัดส่วน 49% และในปี 2545 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด “ซินเน็ค” จากการร่วมทุนดังกล่าวส่งผลให้ ซินเน็คมีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจค้าส่ง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย โดยมีสำนักงานใหญ่ และศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย ตั้งอยู่ที่ ถนนสุคนธสวัสดิ์ เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน ซินเน็ค เป็นตัวแทนจำหน่ายให้แก่ผู้ผลิตสินค้าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ชั้นนำของโลก รวม 42 ยี่ห้อ อาทิเช่น Intel, Seagate, HP (Printer), Kingston(Memory), planet (Network) Philips Canon Lotus และ Lemel ที่เป็น Housebrand เป็นต้น

ในปี 2547 บริษัทได้เข้าไปลงทุนในบริษัท สยามเพรส แมเนจเม้นท์ จำกัด “สยามเพรส” โดยถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 85% ของทุนจดทะเบียน 60 ล้านบาท และเข้าถือหุ้น 100% ในปี 2548 ทั้งนี้สยามเพรส ดำเนินธุรกิจด้านการพิมพ์ เช่นเดียวกับบริษัท การเข้าไปลงทุนในสยามเพรส จะทำให้ธุรกิจการพิมพ์ของบริษัทครบวงจรมากขึ้น และมีความหลากหลายในผลิตภัณฑ์ โดยบริษัทสามารถรับงานพิมพ์ได้ทั้งแบบต่อเนื่อง และแบบแผ่น รวมไปถึงการพิมพ์เช็ค, สมุดเงินฝากของสถาบันการเงิน นอกจากนั้น สยามเพรสให้บริการในด้านการบริหารคลังให้กับองค์กรขนาดใหญ่

ในปี 2548 บริษัท ได้ขยายการลงทุนในธุรกิจสิ่งพิมพ์ โดยการให้บริการการพิมพ์ในระบบ Digital Print and Mail เป็นการบริการงานพิมพ์ข้อมูลลูกค้า สามารถพิมพ์ทั้งแบบกระดาษต่อเนื่องเป็นม้วน, ต่อเนื่องแบบปรุพับใส่กล่องและแบบแผ่น ด้วยการพิมพ์ระบบ สี่สี และขาวดำ พร้อมระบบบรรจุซองที่เป็นระบบ Zero defect สามารถป้องกันความผิดพลาดได้ทั้งหมด ซึ่งในการให้บริการบริษัทเน้นความปลอดภัยขอ งข้อมูลทุกด้าน ทั้ง Hardware, Software และNetwork มีการควบคุมสถานที่ผลิตด้วยระบบ Finger Scan ร่วมกับกล้อง CCTV ที่รับภาพทุกจุด สามารถตรวจสอบย้อนหลัง สามารถป้องกันการบอกรหัสผ่านและยืมบัตรผ่านได้

ปี 2549 “สยามเพรส” ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัท จากเดิม บริษัท สยามเพรส แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็น บริษัท ที.เค.เอส. สยามเพรส แมเนจเม้นท์ จำกัด และในปีเดียวกัน “บริษัท” และ “สยามเพรส” ได้ทำการย้ายสถานประกอบการและโรงงานบนเนื้อที่ 25 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมการพิมพ์ และบรรจุภัณฑ์ สินสาคร จังหวัดสมุทรสาคร

โรงงานแห่งใหม่ เป็นโรงพิมพ์ที่มีความพร้อมในการให้บริการธุรกิจสิ่งพิมพ์ ด้วยเครื่องจักร และเทคโนโลยีอันทันสมัย ด้วยระบบ Digital Print and Mail โดยเป็นบริการงานพิมพ์ข้อมูลลูกค้า ที่สามารถรองรับงานพิมพ์ทั้งแบบแผ่น และแบบต่อเนื่อง โดยสามารถผนึกซองในตัวด้วยระบบกาว และToner พร้อมการเน้นเฉพาะที่ด้วยสีพิเศษ และบริษัทยังเลือกใช้เครื่องจักรที่ทำงานด้วยระบบ Zero Defect เพื่อป้องกันความผิดพลาด อีกทั้งมีระบบป้องกันความปลอดภัยแก่ข้อมูลของลูกค้า ด้วยการรับข้อมูลด้วยระบบ Network ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะพร้อม Software พิเศษที่ถูกติดตั้งเพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูล อีกทั้ง Access Control แบบ Finger Scan เพื่อควบคุมการผ่านเข้า - ออก ในห้องปฏิบัติงานพร้อมกับกล้อง CCTV ทั้งนี้ เพื่อรับประกันความถูกต้อง และปลอดภัยของทุกชิ้นงาน

นอกจากนี้ ยังให้บริการงานพิมพ์ในระบบออฟเซ็ทคุณภาพสูง ซึ่งสามารถพิมพ์งานแบบพิมพ์ Pre-print แบบพิมพ์สื่อโฆษณา และแบบพิมพ์ธุรกิจแบบพิเศษ ตั้งแต่ 1-9 สี และแบบพิมพ์อื่นๆ หลายรูปแบบ เช่น เช็ค ตั๋วเงิน คูปอง ซอง ฯลฯ เพื่อการให้บริการที่สมบูรณ์แบบ และมีประสิทธิภาพสูงสุด

การดำเนินธุรกิจของบริษัทได้แบ่งกลุ่มธุรกิจหลักออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
 
ลำดับ กลุ่มธุรกิจ ลักษณะธุรกิจหลัก สัดส่วนรายได้ (%)
2549  2548
1. ธุรกิจสิ่งพิมพ์และกระดาษสำนักงาน รับออกแบบ และจัดพิมพ์แบบพิมพ์ธุรกิจ และค้าส่งกระดาษสำนักงาน  9.50  7.96 
2. ธุรกิจค้าส่งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์  เป็นผู้ค้าส่ง และตัวแทนจำหน่ายสินค้า ประเภทส่วนประกอบ และอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ รวมทั้งสินค้าสิ้นเปลืองต่างๆ ที่ใช้กับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์  90.27 91.35 
 
หมายเหตุ รายได้จากการขาย และบริการ ได้รวมรายได้ส่วนลดรับจากผู้จัดจำหน่าย รายได้อื่นๆ ได้แก่ เงินปันผล, ดอกเบี้ยรับ และกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 0.23 %

ที่ผ่านมาผลการดำเนินงานของบริษัท และบริษัทย่อยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้จากการขายรวมส่วนลดรับจากผู้จัดจำหน่าย ในปี 2547, 2548 และ 2549 เท่ากับ 8,441.29, 9,914.96 และ 10,492.50 ล้านบาทตามลำดับ หรือคิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นเท่ากับ 7.25%, 6.69 และ 7.50% ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิรวมเท่ากับ 53.86, 71.56 และ 100.95 ล้านบาทตามลำดับ ทั้งนี้ ในปี 2549 บริษัทมีกำไรที่เพิ่มสูงขึ้น

เนื่องจาก ณ 31 ธันวาคม 2549 บริษัทมีสินทรัพย์รวมเท่ากับ 3,650.84 ล้านบาท หนี้สินรวมเท่ากับ 2,590.80 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 1,060.03 ล้านบาท โดยสินทรัพย์รวมประกอบด้วยสินทรัพย์หมุนเวียน 60.57% และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 31.29% โดยสินทรัพย์ที่สำคัญ ได้แก่ ลูกหนี้การค้าและตั๋วเงินรับ 1,093.46 ล้านบาท และสินค้าคงเหลือ 906.63 ล้านบาท และหนี้สินรวมประกอบด้วยหนี้สินหมุนเวียน 81.12% และหนี้สินไม่หมุนเวียน 18.80% สำหรับหนี้สินที่สำคัญได้แก่ เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 1,113.07 ล้านบาท และเจ้าหนี้การค้า และตั๋วเงินจ่าย 627.49 ล้านบาท

ตารางสรุปการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาการที่สำคัญตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท
 
ปี เหตุการณ์ 
2497 เริ่มดำเนินกิจการภายใต้ชื่อ “แต้ เกียง เซ้ง” 
2529 จัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดในนาม “บริษัท ที.เค.เอส อินเตอร์พริ้นติ้ง จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจค้าส่งอุปกรณ์เครื่องเขียน กระดาษ สำนักงาน รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์และของใช้สิ้นเปลือง และได้เริ่มก่อตั้งโรงงาน เพื่อผลิตกระดาษพิมพ์ต่อเนื่อง (Stock Forms)”
 
2531 จัดตั้งบริษัทย่อย "บริษัท คอมเพ็ค (ประเทศไทย) จำกัด" เพื่อประกอบธุรกิจนำเข้า และจัดจำหน่ายอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และระบบสารสนเทศ 
2535 เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 30 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตกระดาษต่อเนื่องที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม
2539 บริษัทเป็นผู้ดำเนินธุรกิจการพิมพ์รายแรกของประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองคุณภาพ ISO 9002 
ทางบริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจสิ่งพิมพ์ระบบออฟเซ็ท จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 
2540 บริษัทได้จดทะเบียนแปลงสภาพจากบริษัทจำกัด เป็นบริษัทมหาชน และเปลี่ยนชื่อจากเดิมคือ “บริษัท ที.เค.เอส. อินเตอร์ พริ้นติ้ง จำกัด” เป็น “บริษัท ที.เค.เอส. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)” 
บริษัทได้เพิ่มทุนจดทะเบียนใน บริษัท คอมเพ็ค (ประเทศไทย) จำกัด จากเดิม 50 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 99.99 
2541 ย้ายฐานการผลิตไปยังโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 30 ไร่ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตแบบพิมพ์ธุรกิจ 
2542 กลุ่มบริษัท Synnex จากประเทศไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ และสารสนเทศรายใหญ่ของโลก เข้าร่วมลงทุนร้อยละ 49 ในบริษัทย่อยของบริษัทคือ บริษัท คอมเพ็ค (ประเทศไทย) จำกัด 
2543  บริษัทได้รับการรับรองคุณภาพ ISO 14001 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันเกี่ยวกับมาตรฐานการควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 
บริษัทได้รับเครื่องหมายการค้า Thailand Brand จากกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ 
2544 ทางบริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจสิ่งพิมพ์ เพิ่มเติมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 
2545 บริษัทย่อยของบริษัทคือ บริษัท คอมเพ็ค (ประเทศไทย) จำกัด ได้มีการเปลี่ยนชื่อบริษัท เป็น บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด ใด้ย้ายที่ทำการพร้อมทั้งสร้างศูนย์ขนส่ง และกระจายสินค้าแห่งใหม่ขึ้นที่บนถนนสุคนธสวัสดิ์ ใกล้กับทางด่วนเอกมัย - รามอินทรา โดยใช้เทคโนโลยีการกระจายสินค้า ที่ได้รับการถ่ายทอดจากกลุ่มบริษัท Synnex ประเทศไต้หวัน
 
บริษัทได้มีการปรับปรุงโครงสร้างการดำเนินธุรกิจ โดยในส่วนของสินค้าหมวดอุปกรณ์สำนักงาน อาทิเช่น หมึกสำหรับเครื่องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ท และเลเซอร์ สื่อบันทึกข้อมูล เป็นต้น ได้ถูกโอนให้กับ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัดเป็นผู้จัดจำหน่าย ด้วยมีช่องทางการจัดจำหน่ายครอบคลุมพื้นที่เกือบทั่วประเทศ 
บริษัทได้เปลี่ยนชื่อจากเดิม “บริษัท ที.เค.เอส. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)” เป็น “บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)” 
บริษัทได้ทำการเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้จากเดิมหุ้นละ 10 บาท เป็นหุ้นละ 5 บาท พร้อมทั้งเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 200 ล้านบาท เป็น 250 ล้านบาท ทำให้จำนวนหุ้นสามัญจดทะเบียน เพิ่มจากจำนวน 20 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท เป็น 50 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5 บาท นอกจากนั้น ได้จ่ายหุ้นปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตรา 2 หุ้นสามัญเดิมต่อ 1 หุ้นสามัญใหม่ เป็นจำนวน 14 ล้านหุ้น ทำให้จำนวนทุนเรียกชำระแล้วเปลี่ยนจากจำนวน 28 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5 บาท เป็น 42 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5 บาท 
2546 บริษัทได้รับการรับรองคุณภาพ ISO 9001 : 2000 เพิ่มเติม 
บริษัทได้ทำการเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้จากเดิมหุ้นละ 5 บาท เป็นหุ้นละ 1 บาท ทำให้จำนวนหุ้นสามัญจดทะเบียนเปลี่ยนจากจำนวน 50 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5 บาท เป็น 250 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท 
บริษัทได้รับอนุญาตให้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเปิดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ ในวันที่ 18 พ.ย. 46 
2547 บริษัท ได้ลงทุนในบริษัท สยามเพรสแมเนจแม้นท์ จำกัด โดยถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วนร้อยละ 85 ของทุนจดทะเบียน 60 ล้านบาท และเข้าถือหุ้นร้อยละ 100 ในต้นปี 2548 
2548 เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2548 บริษัทได้ทำการซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิ ที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท จำนวน 61,999,540 หน่วย ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยจัดอยู่ในหมวดใบสำคัญแสดงสิทธิ และใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “TKS-W1” 
2549 บริษัทฯ ได้รับรางวัล “Best of the Best : Best in more than one production” จากการประกวดสิ่งพิมพ์ในงาน 1 st Thai Print Award 2006 จัดโดยสมาคมการพิมพ์ไทย บริษัทฯ ได้รับรางวัลชนะเลิศ “Best of the Best” ประเภท Best Innovative Use of the Printing Process, รางวัล Gold Award ประเภท Innovation in Printing, รางวัล Bronze Award ประเภท Annual Financial Reports. จากงานประกวด Asian Print Awards 2006 ครั้งที่ 4 ที่นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน
 
เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2549 บริษัทฯ ได้จัดงาน Grand Opening โรงงานใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมการพิมพ์ และบรรจุภัณฑ์ สินสาคร ซึ่งมี ฯพณฯ พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานในครั้งนี้ 
 

 การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
 
ปี 2549 บริษัทสยามเพรส ได้ทำการย้ายสถานประกอบการ และโรงงานมาอยู่บนเนื้อที่ 25 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมการพิมพ์ และบรรจุภัณฑ์ สินสาคร จังหวัดสมุทรสาคร โดยโรงงานแห่งใหม่เป็นโรงพิมพ์ที่มีระบบรักษาความปลอดภัย ทั้งในด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า และงานพิมพ์ควบคุมด้วย Software ที่ป้องกันการเข้าถึงข้อมูลอีกทั้งการ Access Control แบบ Finger Scan เพื่อควบคุมการผ่านเข้าออกในห้องปฏิบัติงานพร้อมกับกล้อง CCTV นอกจากนั้นเป็นโรงพิมพ์ที่มีความพร้อม ในการให้บริการระบบการพิมพ์ออฟเซ็ท ทั้งแบบต่อเนื่อง และแบบแผ่น ระบบการพิมพ์ Digital สี และ ขาว - ดำ การให้บริการงานพิมพ์สามารถจำแนกออกเป็น 7 ประเภทหลักคือ

แบบพิมพ์ทั่วไป และแบบพิมพ์ระบบออฟเซ็ท (Business Forms and Sheet Offset)
แบบพิมพ์ธุรกิจแบบพิเศษ (Advance Forms)/ และแบบพิมพ์ปลอดการทำเทียม (Security Forms)
กระดาษพิมพ์สำนักงาน (Office Paper)
บริการ Cheque On Demand
บริการพิมพ์งานระบบดิจิตอล (Digital Print and Mail)
บริการสื่อโฆษณา (Media Advertising)
บริการบริหารคลังแบบพิมพ์ (Warehouse Management)
 
 ภาพรวมการประกอบธุรกิจของบริษัท และ บริษัทย่อย 
บริษัทมีรายได้จากการประกอบธุรกิจ 2 ประเภท คือ

ธุรกิจด้านสิ่งพิมพ์ และกระดาษสำนักงาน ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท และสยามเพรส โดยสยามเพรสมีจุดเด่นที่เป็นผู้ให้บริการจัดพิมพ์เอกสารสำคัญ เช่น เช็ค, ตั๋วสัญญาใช้เงิน, ใบหุ้น, สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร, รายงานประจำปี, แผ่นพับโฆษณา งานพิมพ์ระบบดิจิตอล รวมถึงการรับบริหารจัดเก็บ และบริหารคลังให้กับองค์การขนาดใหญ่ สำหรับบริษัทเป็นผู้ให้บริการจัดพิมพ์งาน เอกสารแบบพิมพ์ที่ใช้ในสำนักงาน Slip ATM กระดาษสำนักงาน สิ่งพิมพ์ปลอดการทำเทียม เช่น คูปองบัตรกำนัล บัตรเชิญที่มี Hologram บัตรภาษี เป็นต้น
ธุรกิจจัดจำหน่าย และค้าส่งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ รวมทั้งซอฟท์แวร์ ดำเนินการภายในบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย โดยบริษัทได้ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้ว และมีกลุ่มผู้ถือหุ้นต่างชาติคือกลุ่มบริษัท Synnex จากประเทศไต้หวัน เป็นผู้ถือหุ้นอันดับสองในสัดส่วนร้อยละ 49
นอกจากนั้นบริษัทและบริษัทย่อย ได้มีการลงทุนในบริษัทร่วม และบริษัทที่เกี่ยวข้อง โดย ณ. วันที่ 31 ธันวาคม 2549 โครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท ในบริษัทย่อย บริษัทร่วม และบริษัทที่เกี่ยวข้อง สามารถแสดงได้ดังแผนผังต่อไปนี้
 

cirkit:
TKSเลิกเก็งผลงานQ1แต่เชื่อทั้งปีรายได้โต8-10%       
Written by SW-shredder man     
Wednesday, 01 April 2009 11:05 
#บมจ.ที.เค.เอส.เทคโนโลยี (TKS) ไม่ฟันธงผลงานไตรมาส 1/52 แต่ทั้งปีเชื่อรายได้เติบโต 8-10% จากปีก่อน ทำได้ 1.29 หมื่นล้านบาท 'สุพันธุ์ มงคลสุธี' บิ๊ก TKS เผยสาเหตุดอดเก็บหุ้นอีก 3.46 ล้านหุ้น แค่เห็นว่าราคาถูกเหมาะสำหรับลงทุน#


นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการ บริษัท ที.เค.เอส.เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ TKS กล่าวถึงแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2552 และทั้งปีนี้ ว่า ยอมรับว่ายังไม่สามารถประเมินผลงานได้ แต่เชื่อว่า ผลงานทั้งปีนี้รายได้น่าจะเติบโตตามเป้าหมาย ที่ 8-10% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ 12,974.99 ล้านบาท เนื่องจาก TKS รับรู้งานบางส่วนที่เลื่อนการรับรู้รายได้จากปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน TKS มีงานใหม่ๆทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง


ส่วนกรณีที่เข้าไปซื้อหุ้น TKS จำนวน 3.46 ล้านหุ้น ในช่วงที่ผ่านมานั้น นายสุพันธ์ กล่าวยืนยันว่า เป็นการเข้าซื้อเพราะเห็นว่าราคาหุ้นปรับลดลงมาค่อนข้างถูก เหมาะที่จะเข้าลงทุนเท่านั้น ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไร ส่วนในอนาคตสนใจจะเข้าซื้อหุ้นเพิ่มหรือไม่ส่วนตัวยอมรับว่าตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส


อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รายงานว่า ระหว่างวันที่ 3-11 ก.พ.52 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี เข้าไปซื้อหุ้น TKS จำนวน 3,460,000 หุ้น ในราคา 0.19 บาทต่อหุ้น

 

สวยสุด on board:
ขอบคุณกิต สำหรับข่าวแปะจร้า...  8)

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว