ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
30/07/14 01:48:53

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
932,678 กระทู้ ใน 82,972 หัวข้อ โดย 13,775 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: koongbjsl
* หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
:
ดูหุ้น  |  กระดานสนทนา  |  คุย คุ้ย หุ้น  |  สัพเพเหระ (ผู้ดูแล: Tungong, plamuek76)  |  หัวข้อ: HANDSOME ROOM 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 ... 10 11 [12] 13 14 ... 43 ลงล่าง ส่งหัวข้อนี้ พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: HANDSOME ROOM  (อ่าน 256066 ครั้ง)

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #550 เมื่อ: 23/01/09 18:33:05 »

อ้าวผมเข้าห้องผิดหรือนี่ นึกว่าห้องพี่หล่อ 
ห้องพี่หล่อ มาดเข้มแน่นอนครับ ไม่ได้เข้าผิดห้องหรอกครับ แต่ผมเห็น พี่หล่อ เขาลงทุนแนวเดียวกะผมและมีทัศนคติที่เหมาะสมในการลงทุนแบบ fundamental-based investor ผมจึงเอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ในภาคปฏิบัติจริงๆ เพื่อคลายสกัดจุดเดินลมปราณสำเร็จวิชาเดียวกะผมที่รับถ่ายทอดมาจากท่านพ่อและม่ผม เท่านั้นเองครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #551 เมื่อ: 23/01/09 19:25:16 »

ตอนนี้หมดมุขแล้ว ศึกษาตำราทะลวงลมปราณจนบรรลุขั้นกระบี่อยู่ที่ใจแล้วครับ
ไม่ต้องดูตำรา แค่ฝึกเพลงท่าและลุยยุทธภพก็เพียงพอแล้ว เชิญพี่โจ้ตามสบายครับ
ผมติดตามอยู่เรื่อยๆ กำลังคิดจะเปลี่ยนชื่อห้องเป็น handsome+jo-ortho room อยู่พอดี
หรือจะเอาชื่อเท่ห์ๆต้อง  fundamental-based investor room 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: HANDSOME ROOM
วีพี
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,822


nice 2 meet u.


« ตอบ #552 เมื่อ: 23/01/09 20:38:59 »

ไม่ได้มานาน เกือบหลงทางไปเข้าห้องข้างๆแล้ว   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

>>   ล้มเพื่อก้าวไปข้างหน้า ดีกว่ายืนเต๊ะท่าแล้วสะดุดขาตัวเอง   <<

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #553 เมื่อ: 23/01/09 20:56:23 »

ตอนนี้หมดมุขแล้ว ศึกษาตำราทะลวงลมปราณจนบรรลุขั้นกระบี่อยู่ที่ใจแล้วครับ
ไม่ต้องดูตำรา แค่ฝึกเพลงท่าและลุยยุทธภพก็เพียงพอแล้ว เชิญพี่โจ้ตามสบายครับ
ผมติดตามอยู่เรื่อยๆ กำลังคิดจะเปลี่ยนชื่อห้องเป็น handsome+jo-ortho room อยู่พอดี
หรือจะเอาชื่อเท่ห์ๆต้อง  fundamental-based investor room 
ผมยินดีที่ทำให้เกิด "จอมยุทธ์การลงทุน" เพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่งได้และผมเองไม่ต้องการมีห้องของตัวเองเพราะว่าผมไม่ต้องการที่จะเป็นที่รู้จักมากนัก เพราะว่าจุดประสงค์ผมคือการถ่ายทอดเคล็ดวิชา เพื่อเป็นประโยชน์กับนักลงทุนแบบ fundamental-based investor และเผื่อผมเกิดชาติหน้าจะได้สบายเหมือนชาตินี้และมีคนมาให้ความรู้ดีๆกับผมเหมือนแบบที่ผมทำในภพชาติต่อๆ ไป ดังนั้นสิ่งที่ผมถ่ายทอดนั้นไม่ได้เป็นการลองภูมิใคร เพียงแต่ใครมองเห็นหรือเข้าถึงเคล็ดวิชาก็รับได้มากขึ้น พี่หล่อ ก็ตั้งชื่อ เหมือนเดิมเลยก็ได้ครับ เพราะว่าผมเองของเป็นแค่ "จอมยุทธ์พเนจร" ไปเรื่อยๆ ถ้าผมเห็นอะไรแปลกๆ ผมก็จะเข้ามาทักเองครับ แสดงความเห็นกันได้เต็มที่เลย ผมก็อยากได้ความรู้หรือมุมมองจากผู้อื่นเหมือนกัน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #554 เมื่อ: 24/01/09 22:19:05 »

โดยคุณ invisible hand

การลงทุนในหุ้นก็มีความเสี่ยงหลายอย่างครับ เช่น

- ความผันผวนของราคาหุ้น ที่เกิดจากความต้องการซื้อขายของนักลงทุน ซึ่งบางครั้งก็มีเหตุผล บางครั้งอาจจะไม่มีเหตุผล ทำให้หุ้นตัวหนึ่งๆ อาจจะมีราคาเคลื่อนไหวได้มากในแต่ละปีแม้ว่าภาวะกำไรหรือธุรกิจอาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก ดังนั้นหุ้นที่ขึ้นมากๆ ก็ไม่ได้หมายความว่ากำไรในอนาคตจะต้องดี ยกตัวอย่างเช่น หุ้นหลายๆ ตัวที่เคยขึ้นไปมากๆ และปัจจุบันราคาก็ลงมามากแล้ว และหลายตัวก็มีปัญหาอยู่ เช่น SECC LIVE IEC RICH และบางทีหุ้นที่ลงมากๆ ธุรกิจก็อาจจะไม่ได้แย่เกินไปนักก็ได้ครับ ดังนั้นการลงทุนในหุ้นจะต้องยอมรับความผันผวนของราคาหุ้นได้ครับ อย่างที่ Buffet บอกว่า การลงทุนในหุ้นเราต้องยอมรับให้ได้ว่าอาจจะมีปีที่เราต้องเห็นราคาหุ้นที่เราถือนั้นลดลง 50%

- ความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอก ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น เศรษฐกิจโลก การเมือง ภัยธรรมชาติ การก่อการร้าย ดังนั้นการลงทุนในหุ้นเราจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงเหล่านี้ โดยเฉพาะหากธุรกิจที่เราถือหุ้นนั้นมีความอ่อนไหวกับปัจจัยภายนอกเหล่านี้ แต่ตลาดหุ้นทั่วโลกก็เคยผ่านเหตุการณ์ร้ายๆ เหล่านี้มาได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกหรือ Great depression ที่ราคาหุ้นลงไปมากกว่า 80% จากจุดสูงสุด สงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง ภาวะวิกฤติราคาน้ำมัน การสังหารประธานาธิบดีสหรัฐ หรือการก่อการร้ายครั้งใหญ่ๆ หลายครั้ง เช่น 911 ดังนั้นที่ผ่านมายังไม่สามารถมีเหตุการณ์ใดๆ ที่ทำให้ตลาดหุ้นต้องมีการปิดตัวถาวรหรือมูลค่าหุ้นทุกตัวจะเหลือ 0 ได้ครับ เพียงแต่ว่าในวิกฤติตลาดหุ้นแต่ละครั้งก็ต้องยอมรับว่าจะต้องมีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ได้รับผลขาดทุนจำนวนมากและต้องล้มหายตายจากไปจากตลาดหุ้น และไม่ได้ถือหุ้นจนถึงช่วงที่ตลาดฟื้นตัว ดังนั้นการที่เราจะสามารถเป็นนักลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นและอยู่รอดได้ก็ต้องทำให้ได้ 2 เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยากครับ คือ

1 ) ต้องอยู่ให้รอดในภาวะตลาดตกต่ำ คือ ต้องยังมีเงินลงทุนเหลือในระดับหนึ่งที่มากพอที่จะทำให้พอร์ตเราสามารถฟื้นได้ในช่วงตลาดฟื้นตัว หากลงทุนโดยใช้เงินกู้หรือ margin ก็ต้องไม่ทำให้เงินกู้นี้ทำให้พอร์ตเราเหลือศูนย์หรือติดลบ นอกจากนี้ ต้องมีรายได้จากเงินปันผลหรือจากรายได้ประจำอื่นๆ มากพอที่จะไม่นำเงินลงทุนหรือเงินต้นมาใช้จนทำให้เงินต้นนั้นร่อยหรอจนเหลือน้อยเกินไป

2 ) ต้องมีหุ้นในช่วงตลาดฟื้นตัว เมื่อตลาดตกต่ำนานๆ นักลงทุนหลายคนจะเข็ดขยาดกับตลาดหุ้น หลายคน cut loss และออกจากตลาดหุ้นไปเลย และเมื่อตลาดฟื้นตัว ก็ไม่สามารถที่จะสร้างผลตอบแทนชดเชยความสูญเสียในช่วงวิกฤติขาลงไปได้ หรือแม้บางคนยังอยู่ในตลาดหุ้นแต่มีความเข็ดขยาดไปเสียแล้ว ก็อาจจะขายหุ้นเร็วเกินไปในช่วงตลาดฟื้นตัว หรือไม่กล้าถือหุ้นในสัดส่วนมากๆ หรือเล่นสั้นในช่วงตลาดขาขึ้นยาวๆ ทำให้ไม่ได้รับผลตอบแทนมากเท่าที่ควรจะเป็น ซ้ำร้ายกว่านั้น นักลงทุนหลายคนที่เข็ดกับตลาดหุ้นและออกจากตลาดหุ้นไปเลย มักจะหวนกลับมาเมื่อตลาดหุ้นฟื้นตัวมานานพอสมควรแล้วซึ่งทำให้มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับตลาดขาลงอีกครั้ง ยกตัวอย่าง หากมีนักลงทุนคนใดที่ออกจากตลาดหุ้นในปี 2541 ที่ดัชนีตกต่ำที่สุด แล้วกลับมาในปลายปี 2546 ที่เป็นปีที่ตลาดปรับขึ้นมามาก ก็อาจจะประสบความล้มเหลวได้อีกครั้งครับ

ฟังดูเหมือนการลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงหลายอย่าง แต่เหตุผลที่การลงทุนในหุ้น หากมีการศึกษาข้อมูลมากเพียงพอ น่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าทางเลือกในการลงทุนอื่นๆ เช่น การฝากธนาคาร การซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือการซื้อทองคำถือยาวซึ่งไม่มีดอกเบี้ยหรือปันผล หรือรวมไปถึงการสร้างกิจการขึ้นมาเองโดยที่เราไม่มีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในธุรกิจนั้นเพียงพอ เนื่องจากธุรกิจที่อยู่ในตลาดหุ้นจำนวนไม่น้อยเป็นผู้นำตลาด มีส่วนแบ่งการตลาดสูงจึงมีความได้เปรียบคู่แข่งในด้านต้นทุน มีการบริหารการจัดการที่ดี มีการเติบโตสูงกว่าการเติบโตค่าเฉลี่ยของการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม และมักจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทที่อยู่ภายนอกตลาดหลักทรัพย์ และเงินปันผลของหุ้นหลายๆ ตัวในตลาดหลักทรัพย์ก็อยู่ในระดับสูงกว่า 4% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารหรือผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลในปัจจุบัน แม้เราอาจจะไปซื้อหุ้นพื้นฐานดีบางตัวที่ดัชนี 600-700 จุดก็ตาม ณ ต้นทุนที่เราซื้อหุ้นบางตัวนั้นอาจจะยังให้ปันผลสูงกว่า 4% ก็เป็นได้ครับ

ดังนั้น สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นในระยะยาว และเป็นการลงทุนแบบถือยาวนั้น ผมยังให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจ การเมือง ภัยธรรมชาติ ฯลฯ ค่อนข้างต่ำ และมีแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวได้ มีกระแสเงินสดและการจ่ายเงินปันผลที่ดีและสม่ำเสมอ ผู้บริหารพอจะเชื่อใจได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: HANDSOME ROOM
Tomhang
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,831


โชคดีไม่มีขาย อยากได้ ต้องสร้างเอง


« ตอบ #555 เมื่อ: 25/01/09 11:12:59 »

อ้าวผมเข้าห้องผิดหรือนี่ นึกว่าห้องพี่หล่อ 
ห้องพี่หล่อ มาดเข้มแน่นอนครับ ไม่ได้เข้าผิดห้องหรอกครับ แต่ผมเห็น พี่หล่อ เขาลงทุนแนวเดียวกะผมและมีทัศนคติที่เหมาะสมในการลงทุนแบบ fundamental-based investor ผมจึงเอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ในภาคปฏิบัติจริงๆ เพื่อคลายสกัดจุดเดินลมปราณสำเร็จวิชาเดียวกะผมที่รับถ่ายทอดมาจากท่านพ่อและม่ผม เท่านั้นเองครับ

แซวเล่นนะครับ พี่โจ้ พี่หล่อ ก็เป็นศิษย์พี่ที่ผมต้องเรียนรู้และขอวิชาอีกมากอ่ะครับผม 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

สงบได้    จะสำนึกในความวุ่นวายของตน
เงียบเป็น  จะสำนึกในความเพ้อเจ้อของตน
มีน้ำใจ     จะสำนึกในการด่วนสรุปคนอื่นของตน

Re: HANDSOME ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #556 เมื่อ: 26/01/09 15:02:41 »

โดยสุมาอี้
อย่ากลัวตกรถไฟ


ระหว่างการติดดอยกับการตกรถไฟ อะไรน่ากลัวกว่ากัน? เป็นปัญหาโลกแตกที่นักลงทุนพูดถึงกันมานานแล้ว...

ในหนังสือ The Snowball บัฟเฟต อธิบายว่า มีอยู่เพียงสามกรณีเท่านั้นที่ภาคธุรกิจโดยรวมจะสามารถให้ผลตอบแทนกับเจ้าของได้มากกว่า 10% ต่อปีได้อย่างยั่งยืน หนึ่งคือ อัตราดอกเบี้ยต้องลดต่ำลงอย่างมากเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง สองคือ ผลตอบแทนของธุรกิจจะต้องถูกปันส่วนให้กับผู้ถือหุ้นเมื่อเทียบกับลูกจ้างและกรมสรรพากรเพิ่มขึ้นกว่าปกติได้อย่างต่อเนื่อง และสามคือ เศรษฐกิจจะต้องเติบโตได้สูงกว่าศักยภาพที่แท้จริงของมันเป็นเวลานานๆ

บัฟเฟตกล่าวว่า การที่นักลงทุนจะคาดหวังกับสามสิ่งนี้ว่าจะเกิดขึ้นนั้น เป็นความคาดหวังที่มีโอกาสเป็นไปได้น้อย

เช่นนี้แล้ว เวลาที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่า 10% ต่อเนื่องกันหลายปี สุดท้ายแล้วความต่อเนื่องนั้นมักจะไม่ยั่งยืนในที่สุด ถึงจุดหนึ่ง ตลาดหุ้นจะต้องถอยกลับลงมาใหม่จนทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวของมันยังคงเป็นไปตามศักยภาพที่แท้จริงที่เป็นไปได้คือ 10% ต่อปี ดังนั้น เราจึงไม่มีความจำเป็นต้องกลัวตกรถไฟ ที่สุดแล้ว รถไฟจะกลับมาเราเสมอ

แต่บ่อยครั้งที่การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นอย่างต่อเนื่องทั้งที่หุ้นมีราคาแพงอยู่แล้วทำให้เราหวั่นไหว ในที่สุดเราก็ซื้อแพงจนได้เพราะกลัวจะไม่มีโอกาสได้ซื้ออีก สุดท้ายเมื่อ Market Correction มาถึงโดยไม่คาดฝัน เราก็พลาดโอกาสที่จะได้ซื้อหุ้นในราคาที่ถูกกว่าเดิม เพราะเราไม่มีเงินเหลือแล้วทุกที

สิ่งที่ยากคือโดยมากกว่าที่ตลาดจะเกิด Correction นั้นมักกินเวลานานมากจนยากที่ปุถุชนคนไหนจะอดทนรอได้ไหว ช่วงตลาดหุ้นฟองสบู่ยุคน้าชาติ ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงกว่า 20% ต่อปีติตต่อกันทุกปีถึง 5 ปี ใครที่ซื้อไม่ทันก็ยากที่จะอดใจไม่กระโดดเข้าไปซื้อในที่สุด เพราะราคาที่แพงขึ้นให้เห็นอีกเรื่อยๆ ปีแล้วปีเล่านั่นเกินห้ามใจเหลือเกิน เมื่อทุกคนค่อยๆ ยอมกันกันฟันซื้อของแพงมากขึ้นเรื่อยๆ ราคาหุ้นก็ยิ่งปรับตัวขึ้นได้อีกอย่างไม่น่าเชื่อ แต่สุดท้ายแล้ว ฟองสบู่ก็ต้องแตกในที่สุด เมื่อฟองสบู่แตกแล้ว หุ้นกลับมีราคาถูกกว่าห้าปีที่แล้วอย่างมากและรอให้ทุกคนซื้ออยู่ แต่ทุกคนก็ไม่มีเงินเหลือแล้ว ใครที่ยังมีเงินเหลืออยู่ตอนนั้นก็ได้ของถูกไปในที่สุด

เมื่อก่อนนี้ผมคิดว่าทักษะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ขาดคือความอดทนในการถือหุ้นเป็นเวลานานๆ แต่เดี๋ยวนี้ผมคิดว่าทักษะนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ยากมากนัก เวลาเราซื้อหุ้นแล้วขาดทุนหนัก เราจะรู้สึกอยากถือยาวๆ ได้เอง ที่จริงแล้วทักษะที่ยากกว่าการถือยาวมากคือ ทักษะในการอดทนรอที่จะไม่ซื้อหุ้นเมื่อราคายังไม่เหมาะสม คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นมักไม่มีทักษะนี้ ดังนั้นใครที่สามารถฝึกฝนจิตใจของตนจนมีทักษะที่สำคัญอันนี้ถือเป็นความได้เปรียบอย่างยิ่ง ในรอบหลายๆ ปี วอเรน บัฟเฟต ถึงจะลุกขึ้นมาช้อปปิ้งครั้งใหญ่สักครั้งหนึ่ง ในตลาดหุ้น มีน้กลงทุนจำนวนน้อยมากๆ ที่อดทนที่จะไม่ซื้ออะไรเลยเป็นปีๆ ได้ มันเป็นการรอคอยที่ทรมาน (กระเป๋าร้อน)

คิดไว้เสมอว่าอย่ากลัวตกรถไฟ เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่ามันจะวิ่งไปไกลมากแค่ไหน มันจะกลับมารับเราอีกเสมอ ขอให้เรามีความสามารถในการรอคอย

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #557 เมื่อ: 29/01/09 21:27:11 »

โดยสุมาอี้
อย่ากลัวตกรถไฟ



ในหนังสือ The Snowball บัฟเฟต อธิบายว่า มีอยู่เพียงสามกรณีเท่านั้นที่ภาคธุรกิจโดยรวมจะสามารถให้ผลตอบแทนกับเจ้าของได้มากกว่า 10% ต่อปีได้อย่างยั่งยืน
1 คือ อัตราดอกเบี้ยต้องลดต่ำลงอย่างมากเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง
2 คือ ผลตอบแทนของธุรกิจจะต้องถูกปันส่วนให้กับผู้ถือหุ้นเมื่อเทียบกับลูกจ้างและกรมสรรพากรเพิ่มขึ้นกว่าปกติได้อย่างต่อเนื่อง และ
3 คือ เศรษฐกิจจะต้องเติบโตได้สูงกว่าศักยภาพที่แท้จริงของมันเป็นเวลานานๆ


จากความรู้ที่ผมมีน้อยนิด ตอนนี้เราเดินทางมาที่ข้อ 1 แล้วครับ ถึงวลาที่ต้องทำการบ้านว่าตัวไหนควรเข้าเก็บตอนนี้
คำถาม for fundamental-based investor เพื่อการพัฒนาเป็นนักลงทุน fundamental-based investor ขั้นเทพ
1 คิดว่าตอนนี้เป็น recession แล้วหรือยังในเศรษฐกิจมหาภาค
2 คิดว่าระยะเวลา recession นี้ระยะยาวเท่าไร
3 business cycle ไหนที่คิดว่าไม่ถูก หรือ ถูกผลกระทบน้อยที่สุดในระยะ recession นี้
4 แล้ว กลุ่มไหน ที่คิดว่าชะลอตัวน้อยที่สุด เพราะว่าในความคิดผมไม่มีอะไรที่สวนกระแส ยกเว้น ตราสารหนี้ที่เก็บมาตอนเศรษฐกิจบูม เท่านั้นที่เหลือ ผมเห็นเป็นการเก็งกำไร
5 เมื่อเข้ามาวิแคะบริษัทแล้วคิดว่าสิ่งที่เราให้ความสำคัญในการดูงบการเงินเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เมื่ออยู่ในภาวะนี้ 
6 แล้วบริษัทที่เลือกมาแล้วราคาเหมาะสมที่จะเข้าสะสมหรือไม่ ถูกหรือแพงอย่างไร
7 ถ้าเก่งกว่านั้นไปอีก คุณประเมิน intrinsic value แล้วว่าถ้ากลับมาในภาวะเศรษฐกิจปกติควรจะเป็นเท่าไร โดยอาศัย FCF analysis ถ้าประเมินไม่ได้ด้วยเหตุเพราะว่าติดที่ G ติด ลบ ผมแนะนำใช้ DDF (divided discount model) แทน

ถ้าตอบคำถามแบบนี้ได้หมด ก็เป็น "เทพ fundamental-based investor" แล้วครับ เพราะว่าสิ่งที่ผมใช้ตอนนี้ก็เป็นคำถามแบบนี้ตลอดก่อนการลงทุน และมีคำตอบแบบนี้ทุกข้อ ในใจเสมอมาคับ



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
แมวน้อย
Money Management
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,268



« ตอบ #558 เมื่อ: 01/02/09 15:32:56 »

แวะมาอ่านครับ Grin Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"ขาย หมู ดีกว่า ขาดทุน"

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #559 เมื่อ: 03/02/09 22:44:33 »

ขอเอาบทความที่คิดว่าเป็นประโยชน์มาลงให้เพื่อนๆ อ่านเป็นความรู้นะ
จริงๆ มันมีทั้งข้อดี และ เสียนะ แต่ว่าการมองข้อดีและเสียนั้น เราสามารถประเมินเป็นแบบเชิงคุณภาพได้ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน

ผมจะกล่าวถึง cost effectiveness ที่ผมเคยรู้จักในวงการผมนะ ซึ่งเอามาประยุกต์ใช้ในการลงทุน ผมว่าพี่หล่อรู้จักคำนี้นะ

คือ ปริมาณเงินที่ลงทุนไปเพื่อให้ได้ผลที่เท่ากันต่อหน่วย

ตัวอย่าง สมมติ ผมลงทุน ซื้อหุ้นด้วยเงิน 10 บาท เพื่อผลตอบแทน 100% (intrinsic value)
cost effectiveness = 10/100% 
                          = 0.1 แสดงว่า เราเอาเงิน แค่ 0.1 เพื่อแลกผลตอบแทน 10 %
ดังนั้น ถ้าค่ายิ่งน้อย ก็ยิ่งดี แต่ในทางปฏิบัติ เราคาดการเวลาไปด้วยเพราะการลงทุนนั้นมีการเปรียบเทียบเวลาเสมอ สมมติว่า หุ้นตัวนี้ฟื้นจากวิกฤตใช้เวลาประมาณ 5 ปี ดังนั้น t=5

cost effectiveness/t = 10/100/5
                             = 0.5 บาท/%/ปี

แล้วเราดูว่าหุ้นที่เราคิดว่าจะเดี้ยงจากการเพิ่มกำลังการผลิตนั้น ซึ่งผมเห็นด้วยตรงนี้ เพราะว่าปีนี้จะเป็นปีแรกที่ยอดขาย aromatic ตกต่ำเป็นครั้งแรก หลัง 10 ปีมานี้ ดังนั้นผมจึงรอดูยอดขายก่อนว่าตกมากแค่ไหนเพื่อนำมาคิดเป็น leverage อีกครั้ง ในการคาดการณ์ทางสถิติ (เริ่มเข้าสู่คณิตศาสตร์ชั้นสูงแระจึงไม่ขอกล่าวเอาไว้คนอยากรู้จริงๆ ไปหาอ่านเอง) ว่าจะมี impact factor มากแค่ไหน แล้วผมจะประเมินมูลค่าการเข้าเก็บอีกครั้ง


ดังนั้นสำหรับผมเป็นทั้งข่าวดี คือ หุ้นมีโอกาสลงอีก ได้เก็บเพิ่มอีก และ intrinsic value เพิ่มขึ้นเมื่อเสดกิจเข้าสู่ภาวะปกติซึ่งความเห็นผมเป็นเหมือน great depression ปี 80 รอฟื้นประมาณ มากสุด 8 ปี

แล้วคุณลองเอา cost effectiveness/t ไปคิดดูแล้วคุณจะได้ตอบว่าควรเก็บตัวไหนเพื่อการ growth ของ port

ปล.  "สองคนยลตามช่อง    คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม   คนหนึ่งตาแหลมคม  มองเห็นดาวอยู่พราวพราย"


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
kenginn
Know Better
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 924


DIFFERENCE TIME


« ตอบ #560 เมื่อ: 05/02/09 21:00:46 »

  ขอบคุณพี่ๆๆฮับ
       ปล. พี่หล่อรูปสาวน่าหม่ำอีกแย้วววววว  Grin Grin Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Prevail Over Myself

Re: HANDSOME ROOM
lee lin zhong
ลี
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,541


คิดถึงเสมอ


« ตอบ #561 เมื่อ: 06/02/09 00:39:27 »

แว้บบบ มาเยี่ยมคุณ สุดหล่อ  ซะหน่อย   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

แนวขำๆ 

ก่อนซื้อหุ้น เช็ควันซื้อ วันขายไว้ให้เรียบร้อย

Re: HANDSOME ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #562 เมื่อ: 06/02/09 14:16:41 »

ขออนุญาตยกคำพูดของหลายๆคนมาไว้ที่นี้แล้วกัน มันกินใจ ไม่อยากให้มันสูญหายไป 

ปีเตอร์ ลินซ์  เคยบอกว่า หุ้นใหญ่ที่เป็นวัฎจักร เป็นหุ้นกลุ่มนึงที่ไม่น่าลงทุนเลย

เพราะการที่เป็นหุ้นใหญ่  มันมักจะหลอกให้นักลงทุนคิดว่ามันไม่เจ๊งหลอก

ปีเตอร์ ลินซ์ มักชอบมองหุ้นที่เติบโตเร็วช่วงแรก และช้าลง และโตเป็นหุ้นแข็งแกร่ง

ในเมืองไทย เช่น advaanc เป็นต้น ช่วงแรกเติบโตแบบก้าวกระโดด หลังจากนั้นโตช้าๆ

แต่ไม่หยุดโต เปลี่ยนจากโตเร็วเป็นแข็งแกร่ง

 ผมเองก็ชอบหุ้นลงทุนแบบนี้มากกว่าหุ้นวัฎจักรใหญ่ๆ 

อ่านที่ผมเขียนให้ขึ้นใจ ถ้าคิดจะเป็นนักลงทุนนะครับ

ที่ผมกล่าวถึงคือมุมมองในฐานะ นักลงทุน ครับ ไม่ได้เป็นผู้บริหารประเทศครับ ดังนั้นผมจะมองหาโอกาสที่เป็นไปได้ มากกว่า ไม่ใช้หาทางแก้ปัญหาให้ประเทศครับ เอาไว้เผื่อผมโตเป็นผู้บริหารค่อยคิดกันอีกทีก็ได้

ผมจะยกตัวอย่างให้ดูก่อนนะครับในสายตานักลงทุน

ตอนนั้นปี 48-49 ตลาดหุ้นเรา Boom สุดขีด มีใครคิดกี่คนที่เห็นว่าจะลงหนัก ตอนนั้นทุกคนก็คิดว่าเอาเงินไปซื้อหุ้นกันดีกว่า แต่ผมไม่ใช่ เพราะว่าผมเห็นขึ้นมาพอสมควรและ ตลาดตราสารหนี้ โดยเฉพาะหุ้นกู้ที่ออกมาใหม่ๆ ดอกเยอะดีประมาณ 7-7.5% ตอนนั้นผมก็เอากองกำลังบางส่วนออกมาเข้าตราสารหนี้ไว้ ซึ่งตอนนั้นทุกคนที่เป็นนักเก็งกำไรจะบอกว่า ซื้ออะไรแค่ 7% กว่าๆ ต่อปี เข้าตลาดได้มากกว่านี้  แล้วตอนนี้เป็นไง คงรู้นะครับ

ลองคิดในทางกลับกัน

ตอนนี้ตลาดหุ้นทุกคนเห็นเป็นขาลงกันหมดในขณะที่ผมตื่นเต้นดีใจ เหมือนปลากระดี่ได้น้ำ เห็นหุ้นตกเอา ทุกวัน เน่าๆ ทุกวัน แล้วผมก็เริ่มวางแผนเข้าทะยอยสะสมหุ้นที่คิดว่าพื้นฐานดี แล้วลำดับความสำคัญก่อนหลังในการเก็บเป็นขั้นตอน  แล้วคอยดูอีก 5-8 ปี ซิครับ พี่ป.4 จะได้คำตอบ

นักลงทุนที่เน้น fundamental ไม่ได้กลัวอะไรง่ายๆ นะครับ แต่จะมองข้ามไปอีก 1 ขั้นเสมอ


ผมตามเก็บนั้นเป็นขั้นๆ นะครับ อย่างแรกผมจะจัด port ว่าจะเก็บ defensive ประมาณกี่ % ของ ปอด จากนั้น ก็พยายามรักษาสัดส่วน defensive:growth 70:30 ให้คงที่ ในระยะ recession โดยที่ผมมีกระแสเงินสดมาใหม่ตลอด แต่เมื่อมีการฟื้นตัวของเสดกิจ ผมก็จัดกระบวนทับใหม่ เป็น D:G 30:70 ในระยะ early expansion ดังนั้นกลุ่มปีโตรที่กล่าวนั้น เป็นการเก็บเพื่อรักษาสัดส่วนนี้ไว้ เวลาได้กระแสเงินสดมาใหม่ตลอดปี

แล้วเวลากลับมาของหุ้นนั้นแต่ละตัวก็จะขึ้นไปพร้อมๆ กันทั้งตลาดแต่ intrinsic value ไม่เท่ากัน ตัว key word ของผมนั้นคือ intrinsic value นั้นเป็นกำลังภายในของหุ้นที่เราถือจะไปได้อีกเท่าไร ความแตกต่างของผมจากคนอื่นตรงนี้ ไงครับ

การวางแผนและการประเมิน intrinsic value นั้น สำคัญพอๆ กับ เวลาผมจะซื้อหุ้นยึดหลัก 3 ถูก
                   
1 ถูกตัว

2  ถูกราคา

3  ถูกเวลา

เลยนะครับ ลองคิดเป็นตัวเลขในกระดาษทดก่อนก็ได้ แล้วจะรู้ว่าไม่แพ้กันเลยคับ


เอาเป็นว่าพื้นฐานผมเป็นพวกดู fundamental-based investor อะครับ การลงทุนของผมนั้น เป็น cycle ยาวมักๆ แล้ว fund-flow ผมอยู่ใน 2 ตลาด คือ ตราสารทุน และ ตราสารหนี้

ดังนั้น ทางเทคนิคนั้น ในสมัยผมเข้ามาในตลาดใหม่ๆ ผมก็ศึกษามาพอสมควร แต่สุดท้าย ความมั่งคั่ง ไม่ยั่งยืนอย่างที่คิด แต่ยอมรับนะคับว่า รวยเร็ว และก็ จนเร็วด้วย อีกอย่างในภาวะ recession ไม่ควรจะมาเก็งกำไรกัน น่าจะเป็นการสะสมมากกว่า ในความเห็นผมคนเดียวนะ การเก็งกำไรควรจะเอาไปใช้ตอนเสดกิจเข้าไกล้ระยะ BOOM phase ตอนนั้นก็มาใช้ฝีมือทางเทคนิคกันเลย ผมคิดว่าผมก็ไม่ธรรมดาในเรื่องเทคนิคเหมือนกัน ถ้าใครติดตามผมจะรู้ครับ

การเข้าเก็บของผมคือตอนนี้ให้ถึงจุดที่ macroeconomic เป็น deflation phase ตอนนั้น cash is King ซึ่งในความเห็นผมคิดว่าเป็นหลังเทศกาล XD ไปแล้ว จะเป็นช่วงที่น่าสะสม แต่ไม่ต้องเข้าหมดนะ ค่อยๆ สะสม เอามันส์ ไปเรื่อยๆ แบบ DCA = dollar cost average แต่ต้องเลือกหุ้นพื้นฐานดีนะ ไม่ใช่หุ้นเน่าๆ เช่น N-park แล้วถือไปเลย เมื่อถึงเวลาอิ่มตัวของหุ้นที่เราถือก็ขายออกมาซะคงอีก 5-10 ปี เข้าตราสารหนี้กินดอก แล้วเอาเศษเงิน มาเล่นเก็งกำไรให้สนุกๆ อย่างที่เพื่อนชอบกันไง

cycle ของผมก็เป็นอย่างนี้แล 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: HANDSOME ROOM
chin
เข้าใจยากจัง
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,087


ตลาดหุ้นก้อเหมือนคนเรา มีหลายอารมณ์ ..


« ตอบ #563 เมื่อ: 06/02/09 14:25:40 »

^
^
^
เห็นด้วยค่ะ    Cheesy
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

.. อัจฉริยะสร้างได้  ด้วยการฝึกฝน ..

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #564 เมื่อ: 06/02/09 19:32:03 »

ขอเอากระทู้คุณค่ามาลงหน่อยนะครับ
มาเข้าเรื่องกลุ่ม วัฏจักร ของผมที่แบ่งเพื่อการลงทุนดีกว่า

สำหรับผมก็แบ่งไม่ยาก ดูเอาง่ายๆ แล้ว สามารถเอาไปใช้จริงๆ

กลุ่มวัฏจักร แบ่งเป็น

1 credit cyclical stock เช่น กลุ่ม อสังหา วัสดุก่อสร้าง ซึ่งจะมีความไวต่อการตอบสนองต่อดอกเบี้ย
2 consumer cyclical stock เช่น กลุ่มสินค้า bland name หรือ พวกสินค้าฟุ่มเฟือย ถ้าเข้า recession โดนอย่างหนัก
3 capital good cyclical stock เป็นสินค้าทุน เช่น เหล็ก ปิโตร ปูนใหญ่-เล็ก ไม่ค่อยมีนักลงทุนสนใจในยามเสดกิจตกต่ำ

แล้วเรากลับมาดูตลาดบ้านเราซิครับโดยดูประเด็นที่ว่า
1 ความถูก-แพงของหุ้นกลุ่มสินค้า bland name หรือ ฟุ่มเฟือย เทียบกับ กลุ่ม วัฏจักรอื่นๆ อะไรถูกที่สุดใน 3 กลุ่มนี้
2 intrinsic value ที่เหลือจากมูลค่า ณ ราคาปัจจุบัน ไปอีกได้เท่าไรใน 3 กลุ่มนี้
3 ระดับ safty margin นั้นใน 3 กลุ่ม ณ ตอนนี้แตกกต่างกันอย่างไร แล้วกลุ่มไหนมากที่สุด
4 การฟื้นคืนกลับมากลุ่มไหนมาก่อน กลุ่มไหนเป็นม้าตีนปลาย อ่านเกมส์ให้ออกครับ

ตอบคำถามเหล่านี้ได้ คุณก็เป็นนักลงทุนคุณภาพ ที่ไม่ได้ลงทุนแบบมั่วๆ หรอกครับ

เอารูปกงจักรปลิดวิญญาณไปดูประกอบครับ

  Shocked Grin

 

แล้วเรามาดู defensive stock ที่ผมไล่ตามเก็บมาอย่างหนัก ตามที่เคยกล่าว D:G = 70:30 เขาแบ่งกันอย่างไร

กลุ่ม defensive stock เป็นกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานความต้องการขั้นพื้นฐาน ได้แก่
1 basic consumer goods เช่น อาหารพวก เนื้อ สุกร ไก่ ไข่ อาหารเกษตร ข้าวโพด
2 defensive energy stocks เช่น น้ำมัน ถ่านหิน
3 utility เช่น ไฟฟ้า ปะปา ตัวนี้มีเสถียรถาพสูงที่สุด เพราะว่าล้มไม่ได้

จากนั้นก็กลับเข้ามาถามคำถามเดิมกับตัวเอง
1 ความถูก-แพงของหุ้นกลุ่มสินค้า bland name หรือ ฟุ่มเฟือย เทียบกับ กลุ่ม วัฏจักรอื่นๆ อะไรถูกที่สุดใน 3 กลุ่มนี้
2 intrinsic value ที่เหลือจากมูลค่า ณ ราคาปัจจุบัน ไปอีกได้เท่าไรใน 3 กลุ่มนี้
3 ระดับ safty margin นั้นใน 3 กลุ่ม ณ ตอนนี้แตกกต่างกันอย่างไร แล้วกลุ่มไหนมากที่สุด
4 การฟื้นคืนกลับมากลุ่มไหนมาก่อน กลุ่มไหนเป็นม้าตีนปลาย อ่านเกมส์ให้ออกครับ

แล้วถ้าผมสมมติฐานล่ะว่าเป็น great depression เหมือนในยุค 80 แล้วคิดเอาเองแล้วกันนะว่าจะเลือกตัวไหนเป็นอันดับแรก แล้วต่อมาจะเก็บอะไร

การสะสม ไม่ได้จะมาสะสมมั่วๆ นะครับ ความรู้ต่างหากมีค่ามากกว่าเงินทองเสียอีก เหมือนที่พี่หล่อ เคยกล่าว ผมเองก็งูๆ ปลาๆ ไปวันๆ แต่ไม่เคยกลัวกับหุ้นตก เหมือนคติพี่หล่อ และ ผมไม่เชื่อในเรื่องบังเอิญ ทุกอย่างเกิดจากเหตุและปัจจัย ทั้งหมด เพียงแต่เรามีข้อจำกัดอธิบายไม่ได้เท่านั้นเอง ถ้าเราปล่อยไป ก็ไม่รู้ต่อไป แต่ถ้าเราอยากรู้ ความรู้จะบังเกิดครับ

ปล.หวังว้าคุณ stock keeper จะตามเก็บแบบมั่นใจเหมือนชื่อมากขึ้นนะคับ
เพื่อจะได้อ่านแล้วเอาไปใช้ได้ตลอดไป
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #565 เมื่อ: 06/02/09 19:58:51 »

อิ..อิ.. กำลังแฮ๊ปคำพูดพี่โจ้มาลงพอดี เห็นพี่โจ้เอามาลงให้ก่อน  ขอบคุณมากๆ อีกไม่นานห้องผมก็ทรงคุณค่าแล้ว 
ถึงคนอื่นจะไม่เห็น  แต่ผมเห็นคุณค่า 

ปล.ถ้าเวปเรามีคนแบบพี่โจ้อีกซัก 2-3 คน ผมก็สบายแล้ว สูบความรู้อย่างเดียว 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: HANDSOME ROOM
ออมสิน
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,526


สิ่งที่แน่นอนที่สุด ก็คือ ความไม่แน่นอน


« ตอบ #566 เมื่อ: 06/02/09 20:00:44 »

หวัดดีค่ะ..ช่วยกันทำมาหากินหญ่ายเลยนะพี่หล่อ พี่โจ้ ดีจังค่ะ น้องๆได้ความรู้เพิ่ม 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HANDSOME ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #567 เมื่อ: 07/02/09 11:00:18 »

วิชาไหมฟ้า  Grin Grin

CAPM มีสมการคือ ri=rf+(rm-rf)xbeta

ri = ผลตอบแทนที่เราคาดหวัง
rf = ผลตอบแทนในพันธบัตร
rm = ผลตอบแทนในตลาดหุ้น
beta = ค่า beta ที่เคยหาให้ดูเป็นตัวอย่างในกราฟที่ผมเอามาลง (หาเอาเองนะ)

แล้วคุณจะรู้ว่าเราควรคาดหวังเท่าไร ตามความเป็นจริง อย่าไปแข่งกับคนอื่น เราแข่งกับจิตใจเราเองต่างหาก ถ้าเป็นนักลงทุน fundamental-based investor ถ้าเราชนะใจเราได้ อะไรก็ไม่ยากหรอกครับ

แล้วเราก็มาดูหุ้นที่เราจะเก็บแต่ละตัวว่า ri ที่คำนวณได้ นำค่ามาเปรียบเทียบกันว่าอะไรมากกว่ากัน

การวิแคะแบบนี้เป็นการเลือกหุ้น ณ เวลาปัจจุบัน เมื่อปรียบเทียบประวัติความเป็นมาของหุ้นตามค่า beta ของแต่ละตัวไม่เหมือนกัน


เพื่อนๆ ลองคิดเอานะ ถ้าราคาหุ้น กลุ่ม วัฏจักร กับหุ้น กลุ่ม defensive ใครจะมีค่า beta มากกว่ากันเมื่อเทียบความเป็นมาในอดีตก่อนร่วงหนักๆ

ปล.ค่า beta คือ ค่าความชันของกราฟ ที่ผมเคยนำมาเสนอไง ลองหาดู

ผมยกตัวอย่างที่ผมหามาแระกันนะความเป็นมาก่อนจะ recession

EGCO beta = 0.5
ATC หรือ กลุ่มปิโตรในตอนนี้ไง beta = 1.1
BBL beta= 0.89
GRAMMY beta = 0.39

กรุณาใช้วิจารณญาณ แล้วใช้ความสามารถอันชาญฉลาดก้าวสู่นักลงทุน fundamental-based investor มืออาชีพ กัน ได้เลยครับ เมื่อเห็น ข้อมูลนี้ จะรู้ว่าผมเห็นอะไรและคนอื่นเห็นอะไร


แล้วมาดูผลตอบแทนในตลาดพัธบัตร ที่ 1 วันมาเปรียบเทียบเอาตามรูป


ส่วน rm นั้นในกราฟ 30 ปี ตลาดหุ้นไทยคือ 10-14% ผมให้เพื่อนคิดแบบคนลงทุนไม่เก่ง ให้ rm = 10%
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: HANDSOME ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #568 เมื่อ: 07/02/09 11:02:33 »

ก่อนอื่น เพื่อนๆ คงรู้จัก ri กันแล้วนะคับ ในสมการนี้ก็มี r มันคือตัวเดียวกัน

ส่วนตัว g นี้ก็คงเดากันได้นะครับ ว่าคืออะไร คือการคาดการณ์ว่าจะ Growth ประมาณกี่ % ไงครับพี่น้องเอ้ย.............

จะเห็นได้ว่า  หุ้นแต่ละตัวจะมีกราฟเฉพาะตัว ไม่สามารถเอามาเหมาให้เหมือนกันได้ แต่การที่เราคิดว่าถูกหรือแพง เราอาศัย กราฟนี้ช่วยในการตัดสินใจ ถ้ายังไม่ บรรลุวิชาไหมฟ้าที ก็เอากราฟแบบ fundamental ไปดูก่อน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #569 เมื่อ: 07/02/09 11:47:51 »

ขอเอากราฟ ธรรมชาติ ของหุ้น มาลงในห้องพี่หล่อ นะ ผมคิดว่าเป็นประโยชน์มักๆ สำหรับ fundamental-based investor










เอาเก็บไว้ดูและมั่นฝึก วิทยายุทธ์ ต่อๆ ไปจะได้มีคนสำเร็จ "วิชาไหมฟ้า" กันเยอะๆ แล้วก้าวสู่อิสรภาพทางการเงินร่วมกันในชาว fundamental-based investor
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #570 เมื่อ: 07/02/09 20:25:42 »

กราฟนี้เป็นกราฟที่เอามาใช้ในช่วง early expansion phase นะคับสำหรับหุ้น วัฏจักรและ growth stocks  ดังนั้นในระยะนี้จะสังเกตได้ว่า


CPALL and EGCO นั้น กราฟไม่ชันเท่าตัวอื่นๆ เขาหรอกเหมาะแก่การสะสมตอนระยะ recession phase

สำหรับการหาค่าความชันหรือ impact factor นั้นสามารถหาได้โดยการ differentiate = dy/dx ใน calculus ไงครับ


สำหรับพวกกลุ่ม defensive นั้นเราพออนุโลมนำมาใช้ได้ในระยะ recession phase ครับ



ลองคาดการณ์ว่าปีนี้ egco ROE ประมาณซักเท่าไร Huh

ถ้าคาดการณ์ว่าเป็น ROE = 20

แทนสูตรในกราฟ ลงใน computer ให้มันคิด y=0.2888*X0.5337
โดยที่ X = ROE = 20
         Y = P/BV = 1.31

BV = 84 

ดังนั้น price = 1.31x84 = 110 บาท


แต่ราคาหุ้นไปรอที่ ROE ประมาณ 12-14%  ดังนั้นราคาขนาดนี้เมื่อคิดดึงค่าเสื่อราคาหรือโรงงาน expire ก็ไม่เท่า THAI หรอกครับ คนที่คิดแต่กลัวแต่ไม่คิดจะไปหาความรู้เพิ่มเติม ก็ไม่หายกลัวซิครับ

ปล.จงหัดกลัวในสิ่งที่สมควรกลัว และกล้าในสิ่งที่สมควรกล้า

ถ้าอีก 5 ปี ราคา PTTAR นั้นจะกลับมาประมาณเท่าไร

ตามสมมติฐานที่ผมคาดว่า ภาวะเสดกิจโลกจะเข้าสู่ late recession phase (เป็นระยะ recession ท้ายๆ) กราฟผมก็เริ่มใช้การได้และมีความถูกต้องสูงขึ้น

ผมสมมติว่าเอาแบบกำไรกระจอกๆ เลยแระกันว่าประมาณ ROE = 2% เท่านั้น แล้วมาดูที่ price ควรจะเป็นเท่าไรเมื่อเข้าสู่ early expansion phase

จากสมการที่หาได้คือ PBV = =-0.000001*ROE^3+0.0004*ROE^2+0.0434*ROE+0.7395 เมื่อ ROE = 2%

ผลลัพท์คือ early expansion phase ของ PTTAR = 17.88247 บาท

ลองคิดดูว่าถ้าคุณซื้อที่ประมาณ 10 บาท(สมมติว่า ไม่เก่งทางเทคนิค) แล้วคุณถือไป 5 ปี กำไรของตัวนี้สมมติกำไรของตัวนี้แบบห่วยๆ ที่ 2% จริงไม่ได้เป็นแบบนี้เสมอไปนะ แล้วลองคิด capital gain

capital gain = (17 -10)x100/10 = 70% ใน 5 ปี แต่ในที่นี้ผมไม่รวมปันผลนะ เพราะว่าถ้าเป็นวัฏจักรในช่วง recession ไม่ต้องไปหวังปันผลหรอก การที่เราเก็บไว้เพื่อ capital gain มากที่สุดไม่ใช่หวังปันผลนะ

แต่คนที่ถือไม่เข้าใจในพฤติกรรมของมัน คุณจะมีความทุกข์ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ผมขอแนะนำเข้าห้องสมุดอยากรวย(มารวย) อ่านหนังสือ "you are what you read"

จะเห็นได้ว่าเหตุใดผมถึงเลือกสะสม defensive : growth (แต่ผมเลือกวัฏจักร)  70:30 แล้วถือไว้เพื่ออะไร รออะไร เมื่อไรจะกลัวแล้วปล่อย เมื่อไรจะกล้าแล้วเก็บ เพื่อนคงรู้คำตอบคร่าวๆ แล้วนะครับ

การลงทุนเป็นการใช้ทุกศาสตร์แห่งทุกวิชาที่พวกเราเรียนกันมาตั้งแต่ ประถม มัธยม และ จนถึง มหา'ลัย 

ไม่งั้น warrent จะกล่าวหรือว่า "การพัฒนาทางด้านความรู้มีค่ามากกว่าทรัพย์สินเงินทองเสียอีก" 

ปล. สำหรับ fundamental-based investor ที่จะเป็น VI ในอนาคตควรศึกษาไว้

สำหรับ PTTCH นั้นเมื่อผ่านไปประมาณ 5 ปี ตามสมติฐานเดิม ROE =10% เนื่องจากกำไรลดลงมาประมาณ ครึ่งหนึ่งจากของเดิมถ้าซื้อแถวๆ นี้

ROE   P/BV   Price
10   1.2125   78.8125

ผมก็ไม่รู้จะกลัวอะไรไปมากกว่านี้ แต่ตอนนี้ผมเองก็ขอดูทางเทคนิกก่อน

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #571 เมื่อ: 08/02/09 15:00:02 »

วิธีเลือกใช้เคล็ดวิชาในสถานการณ์ต่างๆ ที่เหมาะสมเป็นอย่างไร ผมเห็นว่ามีประโยชน์มักๆ เลยเอามาลงในห้องนี้อีกคับ
สำราญอารมณ์ในการติดตามมากมายค่ะ แม้จะไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ ก็ตามมาอ่านๆ เดาๆดมๆ ตามค่ะ เผื่อจะได้ตาแจ้งจ๊ากกานิ๊ส... Wink
คุณโจ้คะ คุณโจ้ได้ทำมูลค่าแท้จริงของ PTTCH TOP PTTAR หรือเปล่าคะ เป็นเท่าไหร่คะ
ปล้ว PTT PTTEP BCP IRPC ล่ะคะ

ขอบคุณมากมายที่เฉลยการบ้านค่ะ
ขอบคุณพี่ต๊อค ที่ให้ราคาเป้าหมายค่ะ

 
ก่อนจะรู้มูลค่าที่แท้จริงก่อนอื่นต้องมีความรู้เรื่องพื้นฐานหุ้นนั้นเป็นอย่างดี แล้วก็สำเร็จ "วิชาไหมฟ้า" ถึงจะเข้าใจตรงกัน 

พวก PTTCH TOP PTTAR ผมคิดเรื่องมูลค่าที่แท้จริงมาหมดแล้ว แต่ว่า ความแปรปรวน ในเรื่องราคาของหุ้นวัฏจักร นั้นมีสูงมาก ถ้าไม่เข้าใจพื้นฐาน รู้แบบผิวๆ จะสำเร็จ "วิชาไหมฟ้า" ไม่ได้หรอกครับ 

ผมเอาลงบางส่วนเพื่อกระตุกต่อมคิด ให้เพื่อนๆ ศึกษาในเชิงพื้นฐานต่อไป เพราะว่าระยะ recession เหมาะแก่การศึกษา  fundamental มากที่สุด ส่วนเรื่องการศึกษาวิธีการเก็งกำไร ไว้ตอนตลาดบูมยังทันเลย เพราะว่าตอนนั้นราคาหุ้นส่วนใหญ่เกินมูลค่า จะเอา fundamantal-based มาจับไม่ได้หรอก ต้องทางเทคนิค 80% fundamental 20%

แต่ถ้าตอนนี้เป็น recession นั้นควรใช้การวิเคราะห์แบบ fundamental 80% and technical 20%

ลองใช้วิจารณญาณ ในการลงทุนที่เรามีแล้วใช้ให้เหมาะสมเลือก เคล็ดวิชา เอาออกมาใช้ให้เป็น แล้วจะรู้ว่า "วิชาไหมฟ้า" มีอยู่จริง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #572 เมื่อ: 08/02/09 18:13:05 »

สำหรับคำถามพี่หล่อที่เคยถามผมเรื่อง ratch and egco ผมนำกราฟให้ดูประกอบ แล้วลองหาคำตอบดู ได้คำตอบที่ถูกนั้นคือ พี่หล่อเอาไปใช้ในการเลือกหุ้นได้อย่างมีเหตุผล แบบ fundamental-based investor เลยทีเดียว แต่ต้องใช้วิชา แคลคูลัส เป็นตัวช่วยด้วยวิธี  dy/dx  ที่ร่ำเรียนมาเป็นส่วนประกอบการตัดสินใจด้วย



* PBV and ROE RATCH.JPG (30.94 KB, 914x664 - ดู 1543 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #573 เมื่อ: 08/02/09 21:39:58 »

Settrade Blog นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ (สุมาอี้)
Wednesday, 4 February 2009
0089 : Stock Selection is not Everything.


 คุณว่าความสามารถในการเลือกหุ้นให้ถูกตัวมีความสำคัญมากแค่ไหนต่อผลงานการลงทุน?

หลายคนจะเชื่อว่าสำคัญที่สุดเลยทีเดียว เวลาที่เราคิดอย่างนี้ เราจะไม่กล้าเลือกหุ้นด้วยตัวเอง เพราะเรามีความรู้สึกว่าเราเลือกหุ้นไม่เก่ง ผิดบ่อย เราจะเริ่มหาที่พึ่งพิงภายนอก เราจะมองหาใครสักคนที่มีอะไรสักอย่างที่ทำให้เราเชื่อว่าคนๆ นี้น่าจะเป็นที่พึ่งของเราเรื่องการเลือกหุ้นได้ จากนั้นเราก็จะเริ่ม shutdown สมองของเราเอง แล้วหันไปซื้อตาม "กูรูหุ้น" แทน

เวลาคุณเล่นหมากรุกกับแชมป์โลก โอกาสที่คุณจะชนะแชมป์โลกนั้นแทบจะไม่มีเลย แต่สำหรับการลงทุนแล้ว ต่อให้คนที่เชี่ยวที่สุดก็ยังทำผลงานได้ไม่ดีนัก กูรูหุ้นระดับตำนานเลือกหุ้นถูกต้องได้เพียง 60-65% เท่านั้น เพราะการวิเคราะห์การลงทุนเป็นศาสตร์ที่มีความไม่แน่นอนมาเกี่ยวข้องสูงมาก ในเวลาเดียวกัน คนธรรมดาทั่วไปจะเลือกหุ้นได้ถูกต้องในระดับ 45-55% (ถ้าต่ำกว่านี้จะถือว่าเก่งมาก เพราะแค่ทำตรงข้ามกับที่คิดก็จะรวยไม่รู้เรื่องได้) การเลือกหุ้นเป็นศาสตร์ที่คนเก่งที่สุดกับคนที่แย่ที่สุดไม่ได้ต่างกันอย่างชัดเจน

ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยพบใครที่เลือกหุ้นได้ถูกต้องตลอดเวลาเลย (ยกเว้นคนที่ชอบคุยทีหลังว่าทายถูก) ต่อให้เรามองได้เก่งแค่ไหนก็มักจะมีอะไรที่ไม่คาดฝันเข้ามาอยู่เสมอ วอเรน บัฟเฟต เพิ่งจะพลาด เพราะประเมินวิกฤตสถาบันการเงินต่ำไป ช่วงแรกๆ เขาบอกว่า ตลาด"คิดไปเอง"ว่าสถาบันการเงินจะมีปัญหารุนแรง แต่ตอนนี้เขาก็ออกมายอมรับแล้วว่าวิกฤตครั้งนี้จะรุนแรงมาก จิม โรเจอร์ ก็พลาดหนักเพราะบอกว่าคอมโมดิตี้จะยังไปได้อีกสิบเท่า ส่วน จอร์จ โซรอส แม้ว่าจะทายถูกว่าปัญหาซับไพร์มทำจะทำให้เกิด Global Recession แต่เขาก็เพิ่งจะขาดทุนหนักจากการเข้าไปเก็งกว่าดอลล่าร์จะอ่อนลงเรื่อยๆ จะเห็นได้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนมากๆ ไม่ได้เป็นคนที่คิดถูกตลอดเวลา

ที่จริงแล้วมีอะไรบางอย่างที่มีผลต่อความสำเร็จมากกว่าการเลือกหุ้นมาก ตัวอย่างเช่น คนที่เลือกหุ้นถูกแค่ 4 ใน 10 ครั้งอาจจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าคนที่เลือกหุ้นถูก 6 ใน 10 ครั้งก็ได้ เพราะถ้าคนที่เลือกหุ้นถูก 4 ใน 10 ครั้งเลือกจัดสรรเงินส่วนใหญ่ของเขาไว้ในตัวที่เขาเลือกได้ถูก เขาขาดทุนน้อยไปกับตัวที่เขาคิดผิด ในขณะที่ คนที่เลือกหุ้นถูก 6 ใน 10 ครั้งแต่มีนิสัยชอบซื้อเฉลี่ยขาลง เลยทำให้เงินส่วนใหญ่ของเขาจมอยู่ในหุ้น 4 ตัวที่เลือกผิดเพราะราคาหุ้นเหล่านั้นร่วงลงไปเรื่อยๆ เป็นต้น จะเห็นได้ว่า นิสัยในการลงทุนก็มีอิทธิพลต่อผลตอบแทนของเรามาก ที่สำคัญ "นิสัยการลงทุน" เป็นเรื่องที่ฝึกฝนได้และมีความแน่นอนมากกว่า คนที่มีนิสัยการลงทุนที่ดีจะเอาตัวรอดจากการขาดทุนใหญ่ๆ ได้ทุกครั้ง ต่างกับคนที่มีนิสัยการลงทุนที่ไม่ดี (ตัวอย่างนิสัยการลงทุนที่ไม่ดีก็เช่น chasing stock price, ชอบซื้อเฉลี่ยขาลง, ทุ่มสุดตัวกับหุ้นตัวเดียว, ขายหมูเร็วบ่อยๆ  เป็นต้น) คนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนส่วนใหญ่มักเป็นคนที่มีนิสัยการลงทุนที่ดีมากกว่าที่จะเป็นคนเลือกหุ้นได้ถูกต้อง พวกเขาเหล่านี้ค่อยๆ บ่มเพาะนิสัยการลงทุนที่ดีของตัวเองขึ้นมาด้วยประสบการณ์และการนำข้อผิดพลาดในอดีตของตัวเองมาปรับปรุงนิสัยอยู่เสมอ

ถ้าเราเชื่อว่า Stock Selection is Everything เราก็จะเลิกนิสัยวิ่งตามเซียนของเราเสียได้ ผมเคยเห็นคนมากมายที่อุทิศชีวิตให้กับการสืบว่าเซียนซื้อหุ้นอะไรอยู่ พวกเขาใช้ความพยายามสูงมาก แต่ผมก็ยังไม่เคยเห็นคนเหล่านั้นประสบความสำเร็จเลย พวกเขาอาจได้กำไรในบางครั้ง แต่รวมๆ แล้วมักไม่ประสบความสำเร็จทั้งที่เขาซื้อหุ้นตัวเดียวกันกับเซียนทุกตัว ผมสังเกตว่าคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนมีแนวคิดที่ต่างกันหลายแบบแต่ "ทุกคน" กลับมีลักษณะที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง พวกเขาชอบเลือกหุ้นด้วยตัวเองไม่ลอกเลียนแบบใครทั้งนั้น ส่วนใหญ่พวกเขาก็เลือกหุ้นผิดบ้างถูกบ้างเหมือนๆ กับเรานั่นแหละ แต่ "นิสัยการลงทุน" ของเขาต่างหากที่ดีกว่าเราพวกเขาจึงประสบความสำเร็จ ผมชอบคำพูดของ Ken Heebner ที่บอกว่า "ผมไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะคิดถูกบ่อยกว่าคนอื่น แต่จุดแข็งของผมอยู่ที่ ผมสามารถยอมรับความผิดพลาดของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว และไม่เคยถล่ำลึกลงไปในความผิดนั้น" ไม่มีใครที่เลือกหุ้นได้ถูกตลอดเวลา เขาประสบความสำเร็จโดยอาศัยการมีนิสัยการลงทุนที่ดี

ถ้าคุณพยายามเลือกหุ้นเองให้ดีที่สุด และลงทุนในหุ้นหลายตัว ผมรับรองว่า ความไม่แน่นอนของหุ้นจะช่วยทำให้ผลงานการเลือกหุ้นของคุณไม่แตกต่างไปจากของกูรูหุ้นมากนักแน่นอนครับ เลือกหุ้นเองดีกว่าครับ สิ่งที่สำคัญมากกว่าการเลือกหุ้นคือ นิสัยการลงทุนของตัวคุณเอง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #574 เมื่อ: 09/02/09 23:57:36 »

มาดูข้อมูลของการที่มีระเบียบวินัยในการลงทุน โดยเปรียบเทียบที่ผลตอบแทน 10% โดยเริ่มที่เงินต้นเท่ากัน 100,000 บาท โดยอีกกลุ่มหนึ่งไม่นิยมเก็บเพิ่ม กับอีก กลุ่มหนึ่งเก็บเพิ่ม 3,000 บาทต่อเดือน จะเห็นได้ว่าแตกต่างกันอย่างชัดเจน


* accumulative vs constant.JPG (42.58 KB, 914x663 - ดู 1676 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #575 เมื่อ: 10/02/09 01:28:12 »

ผมเริ่มสนใจในหุ้นกลุ่ม bank เหมือนกัน ดูเหตุผลประกอบ ผมเลือกเอา BBL มา เพราะว่าตัวนี้เหมาะแก่กรณีศึกษา


* rate return BBL.JPG (48.68 KB, 922x673 - ดู 4435 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #576 เมื่อ: 10/02/09 01:30:48 »

แล้วมาดู PBV and ROE ของ BBL ประกอบ


* PBV and ROE BBL.JPG (31.81 KB, 922x673 - ดู 1745 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #577 เมื่อ: 10/02/09 01:50:13 »

แล้วกลับมาดูว่าเราน่าจะอยู่ phase ไหนตอนนี้ จากกราฟ


* SET related GDP.JPG (54.51 KB, 914x663 - ดู 2438 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #578 เมื่อ: 10/02/09 02:01:09 »

แล้วมาศึกษา กรณี หุ้นกรุงไทย


* rate return KTB.JPG (56.12 KB, 922x673 - ดู 1550 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
Tomhang
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,831


โชคดีไม่มีขาย อยากได้ ต้องสร้างเอง


« ตอบ #579 เมื่อ: 10/02/09 12:01:46 »

  เข้ามาหลับ อย่าปลุกนะ ฝันถึงเจ้าของห้องซะหน่อย 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

สงบได้    จะสำนึกในความวุ่นวายของตน
เงียบเป็น  จะสำนึกในความเพ้อเจ้อของตน
มีน้ำใจ     จะสำนึกในการด่วนสรุปคนอื่นของตน

Re: HANDSOME ROOM
ออมสิน
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,526


สิ่งที่แน่นอนที่สุด ก็คือ ความไม่แน่นอน


« ตอบ #580 เมื่อ: 13/02/09 21:18:04 »

สุขสันต์วันวาเลนไทน์ค่ะพี่หล่อและพี่โจ้


* 4-20040607074855.jpg (169.67 KB, 468x432 - ดู 1557 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HANDSOME ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #581 เมื่อ: 16/02/09 11:49:37 »

แฮ็บต่อ  Cool Cool

ผมคิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าเกษียรตัวเองก่อนวัยอันควร ผมคงรู้สึกไร้ค่ายังไงไม่รู้เหมือนกัน
ขอถามพี่โจ้หน่อย อิสรภาพทางการเงินสำหรับพี่โจ้แล้ว ซักกี่ล้านครับ
แล้วหวังปันผลเฉลี่ยต่อปีเท่าไรครับ   Cool Cool Cool

แต่ละคนมีความต้องการไม่เท่ากัน สำหรับผมชีวิต ยึดหลักการพอเพียงมาตั้งแต่เด็กๆ เหมือนเพลงที่ผมเอามาลงไงคับ

เริ่มทำงานแลกเงิน 1 ล้านแรกนั้นยากนักต่อมาเริ่มนำมาลงทุนแบบ fundamental-based แล้วร่วมกับทำงานไปด้วย  1 ล้านต่อไปเริ่มง่ายขึ้น และ 1 ล้านต่อๆ ไปง่ายมากขึ้นเรื่อยๆ ใช้เวลาสั้นลงเรื่อยๆ เหมือนกราฟเต่าไฟที่ผมเอามาลงให้เพื่อนๆ ดูเลยว่าเส้นทางเดินผมเป็นมาอย่างไร

จากนั้นอิสรภาพทางการเงินผมเริ่มต้นที่ 5 ล้านไปแล้ว โดยผลตอบแทน port เฉลี่ยประมาณ 7-10% ต่อปีตามภาวะเศรษฐกิจ คงจำได้นะครับผมมี port ในตราสารหนี้และตราสารทุน ผลตอบแทนต่อปีอยู่ที่ประมาณ 350,000-500,000 บาท/ปี

ใน 1 ปี ผมเองไม่ได้ใช้เงินอะไรมากมาย อีกอย่างผมเป็นราชการ เรื่องสุขภาพผมเบิกได้คับ ถ้าไม่มีเหตุการณ์ฉุกเฉิน ผมใช้เงินไม่เกิน 100,000 บาท/ปี ถ้ามีโครงการซื้ออะไรก็เอาเงินปันผล หรือ ดอกไปซื้อ แต่ส่วนใหญ่ผมลงทุนหมด แม้กระทั้งเงินเดือนผมเองก็แทบไม่ได้ใช้ ดังนั้น input/output ผม บวก ตลอด ดังนั้น 1 ล้านต่อๆ ไปของผมไม่ยากเลยยิ่ง เศรษฐกิจ great depression แบบนี้ ทำให้ผม สามารถ ก้าวกระโดดอีกครั้ง เหมือนครอบครัวผมที่รอดมาในตอนปี 40 ไง ดังนั้น สำหรับผมคิดว่า 50 ล้าน- 100 ล้าน สำหรับผมคงไม่ไกลเหมือนที่คิดตอนแรกแล้วเพราะว่า great depression ครั้งนี้จะช่วยผมอีกมากเลยทีเดียว พี่หล่อ คงจำได้นะครับ ที่ผมเอากราฟเส้นทางเดินเต่าไฟ เอามาลงให้เพื่อนๆ ที่อยากเป็นนักลงทุน ไม่ได้เป็นนักเก็งกำไรดู

จริงๆ มันมีทฤษฏีที่เกี่ยวกับการที่คุณมีเงินเท่าไรถึงเหมาะกับตัวคุณ คิดโดย Stanley and Denko ถ้าพอจำได้ สูตรมีดังนี้


สินทรัพย์ที่ควรจะมี = 0.1xรายได้ทั้งปีxอายุ 


มีเพื่อนๆ ในที่นี้ใครผ่านตรงนี้ไปแล้วบ้าง  Huh Huh Huh ด่านนี้ เป็นด่านที่ผ่านยากสุดใน 18 อรหันต์ 



สำหรับคนที่จะเดินทางแบบ fundamental-based investor พร้อมที่จะเป็น VI ถ้าคุณมีเกินแล้วควรศึกษา fundamental มากๆ เพราะว่าเงินทองเรานั้นตอนแรกหายากไม่ควรเอาเงินที่หายากนั้นไปเก็งกำไรที่เสี่ยงเกินไป แต่ถ้าเป็นเงินที่ออกมาหลังๆ แบบที่ผมมี คือ ไม่ออกแรงแต่คิดอย่างเดียว อย่างงี้พอเอาไปเก็งกำไรไหวอยู่

ปล.คงเป็นประโยชน์สำหรับ fundamental-based investor ที่พร้อมอยากจะเป็น VI

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: HANDSOME ROOM
insider
diy2008
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,960


« ตอบ #582 เมื่อ: 17/02/09 18:24:50 »

พี่หล่อครับ ขออะไรอย่างดิ เปลี่ยนรูปเถอะ เลือดกำเดาผมไหลตลอดพอนึกถึงหนังของพี่นะ 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: HANDSOME ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #583 เมื่อ: 17/02/09 19:17:46 »

ไม่ได้ครับ นั่นรูปกิ๊กผม อยากเอามาโชว์ 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: HANDSOME ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #584 เมื่อ: 18/02/09 11:46:20 »

โลกในมุมมองของ Value Investor               14 กุมภาพันธ์ 2552
ดร.นิเวศน์


Value Investor หนุ่มสาวผู้มุ่งมั่นจำนวนไม่น้อยมักคิดถึงเรื่องการ  “เกษียณก่อนกำหนด”   บางคนบอกว่าอยากเลิกทำงานประจำตั้งแต่อายุ  40-50 ปี  โดยที่พวกเขามักวางแผนและกำหนดเป้าหมายว่าจะมีเงินเพียงพอที่จะใช้ไปได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องทำงานหรือเรียกว่ามี  “อิสรภาพทางการเงิน”  ได้ในวันที่เกษียณ   หลังจากนั้น   เขาก็จะลงทุนเพียงอย่างเดียวและใช้ชีวิตและเวลาที่เหลือทำในสิ่งที่เขาชอบและเป็นประโยชน์    นั่นคือเป้าหมายสูงสุดและเป็นสิ่งที่ดี   แต่ผมไม่แน่ใจว่าคนตั้งนั้นได้กำหนดเป้าอย่างสมจริงและมีเหตุผลดีพอหรือไม่    บางทีเขาอาจจะไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายที่เขาต้องใช้ในอนาคตนั้นอาจจะมากกว่าปัจจุบันที่เขายังเป็นหนุ่มโสดที่ไม่มีภาระต้องรับผิดชอบคนอื่นนอกจากตนเอง    บางทีเขาอาจจะตั้งเป้าผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวต่อปีโดยเฉลี่ยสูงกว่าที่เขาจะทำได้จริง ๆ  เช่นตั้งไว้ถึงปีละ 15%  ซึ่งเป็นสถิติระดับโลก   เป็นต้น   

ในฐานะของคนที่ผ่านชีวิตการ   “เกษียณก่อนกำหนด” มาแล้ว  ผมคิดว่าการตั้งเป้าหมาย  “เกษียณก่อนกำหนด” อาจจะไม่มีความจำเป็นเลย    ว่าที่จริงผมเองไม่เคยตั้งเป้าเกษียณก่อนกำหนดด้วยซ้ำ   ผมคิดว่าชีวิตคนนั้นไม่มีวันเกษียณ   วันที่เกษียณก็คือวันที่เราตาย   ดังนั้น  ผมจึงคิดแต่ว่าเราจะทำงานไปเรื่อย ๆ   ถ้างานนั้นให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับแรงงานและเวลาที่เราเสียไปรวมถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการทำงานนั้นด้วย   การที่คิดว่าตนเองมีเงิน  “พอ”  นั้น   เราอาจจะลืมเผื่อความปลอดภัย   หรือ  Margin Of Safety  ไว้    ลองนึกดูว่า   ถ้าเรามีเงินที่อยู่ในหุ้น  20  ล้านบาทแล้วเราคิดว่าเราสามารถเลิกทำงานประจำได้    เราลาออกจากงาน   แต่แล้วตลาดเกิดวิกฤติราคาหุ้นของเราตกลงมาเหลือเพียง  10  ล้าน   อิสรภาพทางการเงินของเราอาจจะหายไป   ดังนั้น   การทำงานประจำต่อไปเรื่อย ๆ  อาจจะเป็นการเพิ่ม  Margin Of  Safety  และทำให้เรามีเงินมากขึ้น   รวยขึ้น  และมีความสุขเพิ่มขึ้น     

การที่จะ  “เกษียณ” เมื่อไร   ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เราจะต้องพิจารณากันในช่วงเวลานั้น   การตั้งเป้าล่วงหน้าไปไกล ๆ  นั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมโดยเฉพาะถ้ามันจะทำให้เรากำหนดเป้าหมายหรือกลยุทธ์ที่บีบรัดตัวเองมากเกินไป   ซึ่งอาจทำให้เราต้อง  “เสียสละ”  ความสุขมากเกินไป   เพื่อที่จะไปถึง  “เป้าหมาย”  ที่เราคิดว่ามีความหมายมากในวันนี้แต่อาจจะไม่มีความหมายเมื่อเราไปถึง   ผมคิดว่า   “ชีวิตคือการเดินทาง”   เราต้องพยายามมีความสุขกับมันตลอดเส้นทาง   เป้าหมายของชีวิตที่เราพูดถึงนั้น   แท้ที่จริงมันคือหลักไมล์ต่าง ๆ   ที่เราวางแผนจะเดินผ่าน   การมี   “อิสรภาพทางการเงิน”   นั้นเป็นหลักไมล์ที่สำคัญเพราะมันเป็นจุดที่ทำให้เราสามารถเลือกที่จะทำสิ่งที่เราชอบและมีความสุขได้    แต่ไม่ใช่หมายความว่าเราจะต้องเกษียณจากงานประจำถ้างานประจำนั้นยังให้ผลตอบแทนต่าง ๆ  คุ้มค่าและเรา “เลือก”  ที่จะทำต่อไป

ในความเห็นของผมนั้น   แผนของชีวิตที่เราควรมีและกำหนดให้ชัดเจนก็คือ   แน่นอน   เราควรมีเงินเท่าไรในแต่ละช่วงชีวิต  เช่น  เมื่ออายุ  40 ปี  50 ปี  60 ปี  และในวันที่เราตายที่  80  ปี  เป็นต้น    สิ่งที่ต้องนำมาคิดคำนวณก็คือ  รายได้จากการทำงานที่ควรจะต้องเพิ่มขึ้น   ผมคิดว่าควรตั้งไว้ว่าเงินรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 5-7%      รายจ่ายนั้น  สิ่งสำคัญก็คือ เรื่องของครอบครัว   จะต้องคำนึงถึงเรื่องการเลี้ยงดูและให้การศึกษากับลูก ๆ   และการดูแลพ่อแม่ถ้ามี    ในกรณีนี้คนที่ยังเป็นโสดอาจจะคาดการณ์ได้ยากกว่าเพราะยังไม่มีสถิติและข้อมูลในอดีตและปัจจุบันที่จะบอกว่าต้องใช้เงินเท่าไร     รายจ่ายอีกอย่างหนึ่งที่อาจจะต้องตั้งไว้ก็คือ  รายจ่ายสำหรับรายการใหญ่ ๆ   เช่น  การซื้อบ้านเป็นของตนเองถ้ายังไม่มี    การเดินทางท่องเที่ยวไกล ๆ  หรือต่างประเทศ  เช่น   บางคนอาจตั้งว่าจะเดินทางเฉลี่ยปีละครั้งหรือสองปีครั้ง  เป็นต้น

แผนการเงินที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ  การออมและการลงทุน   นี่อาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการที่เราจะสามารถมีอิสรภาพทางการเงินก่อนอายุ 60 ปี   ควรจะกำหนดเป็นเป้าหมายว่า  เราจะออมโดยเฉลี่ยเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้  ผมคิดว่าอย่างน้อย  10 %     นี่คงต้องคำนึงถึงรายจ่ายของแต่ละคนที่มีภาระไม่เท่ากัน   คนที่มีบ้านอยู่แล้วส่วนใหญ่น่าจะสามารถเก็บออมได้ดีกว่าคนที่ไม่มีบ้านและต้องผ่อนส่งอยู่    จะเก็บออมกี่เปอร์เซ็นต์ก็ตาม   ควรคำนึงถึงว่าเงินที่เหลืออยู่นั้นไม่ทำให้ชีวิตของเราขัดสนจนหาความสุขไม่ได้

การลงทุนเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่าการออม   ไม่ควรตั้งเป้าผลตอบแทนเกิน  10%  ต่อปีโดยเฉลี่ยยกเว้นว่าคุณจะเป็นนักลงทุนที่มีฝีมือสูง    ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร   ผมคิดว่าในระยะยาวหุ้นเป็นหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงและมีความสะดวกในการทยอยลงทุนได้ดีกว่าหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอย่างอื่น   ดังนั้น  ควรตั้งเป้าว่าเงินออมของเรา  อย่างน้อยจะต้องลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า   50%   โดยเฉลี่ย   นั่นจะเป็นเครื่องมือในการคุมให้ตนเองอยู่กับหุ้นได้ในยามที่ตลาดหุ้น  “ไม่ดี” ซึ่งมักจะเป็นโอกาสดีของการลงทุนในหุ้น

จากแผนทั้งหมดที่กล่าวถึง   เราก็อาจจะสามารถกำหนดหลักไมล์คร่าว ๆ  ได้ว่าเราจะมี  “อิสรภาพทางการเงิน”  เมื่อเรามีอายุเท่าไร   แผนที่ดีนั้น  เราควรคำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อที่ประมาณปีละ  3%  ไว้ด้วย   ซึ่งจะทำให้เงิน  20 ล้านบาทในวันนี้อาจจะไม่พอในวันที่เราจะมีอิสรภาพทางการเงินในอีก 20 ปีข้างหน้า   เป็นไปได้ว่าเราอาจจะไม่มีอิสรภาพทางการเงินได้จริง  ๆ   ก่อนอายุ 60 ปี  ซึ่งทำให้เราไม่สามารถเกษียณก่อนกำหนดได้ตามที่หวังไว้   อย่าเสียใจหรือท้อถอย   ชีวิตคือ “การเดินทาง”   เงินคือปัจจัยอย่างหนึ่งที่ทำให้การเดินทางง่าย  สะดวก   และน่ารื่นรมย์    แต่มันไม่จำเป็นต้องมากจนเหลือเฟือ   คนรวยจำนวนมากกลับทุกข์มากกว่าคนชั้นกลาง    เช่นเดียวกัน  คนเกษียณก่อนกำหนดก็ไม่ได้มีความสุขกันทุกคน   หลายคนที่ผมรู้จักบ่นว่า  เขาไม่รู้จะทำอะไรหลังจากกลับจากการท่องเที่ยวหลายแห่งทั่วโลกหลังจากการเกษียณก่อนกำหนด
   
ข้อแนะนำสุดท้ายของผมสำหรับคนที่มองถึงการเกษียณก่อนกำหนดก็คือ   เราต้องมั่นใจว่ามีสิ่งที่เราอยากทำจริง ๆ   ทำแล้วมีความสุขจริงในระยะยาว   ผมเตือนเรื่องนี้เพราะมักได้ยินคนบางคนพูดถึงเรื่องการสอนหนังสือหลังจากการเกษียณก่อนกำหนด   เหตุผลก็คือ  การบรรยายหรือการสอนหนังสือเล็ก ๆ  น้อย  ๆ   นั้น   ส่วนใหญ่เราจะรู้สึกดีมีความสุข    แต่การสอนนักเรียนที่ต้องมาฟังเราทุกสัปดาห์เพื่อให้สอบได้นั้น   บางทีเราอาจจะไม่รู้สึกสนุกหรืออยากทำก็ได้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: HANDSOME ROOM
nana
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 26,081



« ตอบ #585 เมื่อ: 19/02/09 13:53:16 »

หวัดดีค่ะพี่ ๆ ชาว ดูหุ้นทุก ๆ ท่าน
หวัดดีค่ะพี่ หล่อ มาดเข้ม
ขอบคุณ สำหรับ ข้อมูล ดี ดี ค่ะ


* th_20050814.gif (10.54 KB, 155x160 - ดู 1442 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ตลาดหุ้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เรื่องศาสตร์เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เรื่องศิลป์เป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจ

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #586 เมื่อ: 23/02/09 21:08:50 »

ผมขอลงบทความที่สำคัญในการตัดสินใจลงทุนในกระทู้คุณค่าแห่งนี้

จากกราฟบนเป็นลักษณะคล้ายๆ pttch รึเปล่าครับ ความสัมพันธ์ระหว่าง roe กับ p/bv
ส่วนกราฟล่างแปลความหมายไม่ออก  Huh Huh
ผมชื่นชมพี่หล่อ ที่พยายามทำความเข้าใจเป็นอย่างดีคับ เอาเป็นว่ามันอาจจะยากเกินไป ก็ได้มั้ง 

ไม่เป็นไรครับ ผมจะแนะให้ก่อนแระกัน 

กราฟแรกเป็นกราฟฟฤติกรรมของราคาห้นตาม fundamental ซึ่งลักษณะนี้เป็นกราฟ ปกติ ของธุรกิจทั่วๆไป คับเป็น parabola ทั่วไปไงครับ
ดูรูปประกอบ


ซึ่งลักษณะแบบนี้เป็นหุ้นที่ดีเหมาะกับการลงทุนในภาวะ late recession เพราะว่าโตเร็ว ได้ใจ ลองไปดูกราฟ ของ PTTAR BANPU แล้วไปเปรียบเทียบกับ EGCO AND RATCH ในกราฟของ PBV AND ROE แล้วจะร้องอ๋อทันที

  นี้เป็นจุดแรกที่ผมชี้ให้ดูนะ สำคัญ นะครับ อันนี้ซีเรียส ไม่เหมือนการคำนวณของ ROE นั้นเอาแบบคร่าวๆ ขำๆ ก็ได้ แต่จุดนี้ เป็นการตัดสินใจการลงทุนเลยครับ

หมดแรงแระ เด๋วไปอยู่บ้านริมนากะพี่ป. 4 ดีกว่า อ้าว พี่ป.4 ผมมาเยี่ยมแล้วขอนั่งหลังเจ้าทุยด้วยคนดิ ไม่อยากขี่รถแระ อยากขี่กควายแทนแระคับ
ขอลงเพลงเอาบรรยากาศหน่อยครับ

<a href="http://media.imeem.com/m/czw6XG7ql3" target="_blank">http://media.imeem.com/m/czw6XG7ql3</a>
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #587 เมื่อ: 24/02/09 22:23:56 »

ขอลง "วิชาไหมฟ้า" ภาคต่อ ให้เพื่อนๆ ที่อยากเป็น fundamental-based investor อ่านเพิ่มความรู้กันนะ

กราฟที่เป็นลักษณะที่จะเป็น Growth stock จะเป็นลักษณะแบบนี้ครับ



จะเห็นได้ว่ามีการโต ของ rate return สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป  ดูที่เส้นสีฟ้า ประกอบ
จากนั้น ราคาก็จะเข้าสู่ความเป็นจริง ตาม return  ที่ โตเพิ่มไปไงครับ

แต่กราฟของ BANPU นั้นมีกลักษณะเป็น วัฏจักร จะเห็นได้ว่า แต่ก่อนนั้นราคาหุ้นสูงอยู่แล้ว มีช่วงหนึ่งที่เกิดวิกฤตจนราคาต่ำกว่า BV แล้ว แต่กิจการสามารถพยุง rate return ให้คงเส้นคงวาได้ จากนั้น ราคาก็เข้าสู่ความเป็นจริงแบบ วัฏจักร ไงครับ แล้วกลับมาแบบแรงด้วย เพราะว่ามันมี value หรือ ที่เขาเรียกว่า "คุณค่า" ในตัวมันไง 
ดูกราฟประกอบแล้วจะร้องอ๋อ อีกเหมือนกัน 



เห็นในสิ่งที่ใครไม่เห็นหรอยังครับ นี้แหละครับสิ่งที่ value investor เห็น แต่ คนอื่นไม่เห็นไง 

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #588 เมื่อ: 28/02/09 00:12:31 »

ผมเริ่มเห็นเงาลางๆแระ ว่าจะได้เก็บของถูกหลัง เทศกาลปันผล อีกอย่างการประกาศตัวเลข GDP ออกมานั้น มักจะช้ากว่าปกติประมาณ 3 เดือน ดังนั้น ช่วงเวลาที่ fund flow ยังไม่กลับมาตลาดหุ้น การสะสมหุ้นพื้นฐานดีๆ เก็บไว้ ก็ไม่เสียหลายเลย ตอนนี้ถ้าเราอยากรู้ว่าเสดกิจเป็นอย่างไรในอีก 3 เดือนข้างหน้าผมจะดูข้อมูล ยอดสินเชื่อ และ ยอด NPL เป็นอย่างไร ตัวนี้ผมใช้เป็น indicator ส่วนตัวครับ ไม่ค่อยตามตำราเท่าไร แต่เอามาใช้ได้จริง และคาดการณ์ได้แม่นยำมากกว่าตัวอื่นๆ ในช่วง recession นี้ 


* NPL.JPG (26.39 KB, 912x663 - ดู 3847 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
Tomhang
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,831


โชคดีไม่มีขาย อยากได้ ต้องสร้างเอง


« ตอบ #589 เมื่อ: 28/02/09 11:53:06 »

ของฝากจาก ดร.นิเวศน์ ครับ 

Monday, 23 February 2009
ชีวิตแบบคนชั้นกลาง
« เกษียณก่อนกำหนด | Main
 

                ย้อนหลังไปสมัยที่ผมยังเป็นเด็กคือประมาณ 50 ปีมาแล้ว    ผู้คนในสังคมไทยสำหรับผมดูเหมือนจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มเท่านั้นคือ    คน  “ร่ำรวย”  ซึ่งสัญลักษณ์ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ   การที่พวกเขามี   “ข้าทาสบริวารหรือคนดูแลรับใช้”  นอกเหนือไปจากบ้านและทรัพย์สินเงินทองที่แสดงถึงความมั่งคั่งเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันหรือไม่ไกลจากกัน   อีกกลุ่มหนึ่งก็คือ  คน  “ยากจน”  ที่ต้องทำงานทุกอย่างเองหรือทำงานรับใช้ให้กับคนรวย   นอกจากนั้น  พวกเขามักจะอาศัยอยู่ในบ้านที่ทรุดโทรม   ชีวิตประจำวันของพวกเขาวนเวียนอยู่กับการทำงานและไม่เคยท่องเที่ยวไปในที่ไกล ๆ  ไม่ต้องพูดถึงการไปต่างประเทศ  แน่นอน  ผมอยู่ในกลุ่มหลัง
 

          การใช้ชีวิตแบบ  คนรวย – คนจน  ในสังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรผมเองไม่ได้สังเกตมากนักจนกระทั่งผมได้ไปเรียนปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกาและกลับมาในราวปี  2529 หรือประมาณ กว่า 20 ปีมาแล้ว   ผมเริ่มรู้สึกว่าการใช้ชีวิตที่เมืองไทยของผมเริ่มคล้ายกับการใช้ชีวิตสมัยที่ผมเรียนอยู่ที่อเมริกา   ประเด็นที่เหมือนกันและรู้สึกได้มากที่สุดก็คือ  ข้อหนึ่ง  ผมมีรถและขับเอง  ข้อสอง   ผมต้องไปจ่ายตลาดในซุปเปอร์มาร์เก็ตสมัยใหม่ทุกสัปดาห์แบบที่ผมทำอยู่ที่เมืองนอก   การเข็นรถและรอจ่ายเงินที่ทางออกของซุปเปอร์มาร์เก็ตนั้น  ทีแรกผมไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสำคัญอะไรนักจนได้อ่านเจอข่าวที่นาย  ซัลแมน  รัชดี  นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษที่เขียนเรื่อง  Satanic Verses ที่ถูกผู้นำทางศาสนาอิสลามของอิหร่านตัดสินว่าหมิ่นศาสนาและสั่ง  “ประหาร” ทำให้เขาต้องหลบซ่อนตัว   เขาให้สัมภาษณ์ว่า  เขารู้สึกว่าไม่ได้ลำบากอะไรมากนักยกเว้นแต่ว่าชีวิตประจำวันที่เขาต้องจ่ายตลาดในซุปเปอร์มาร์เก็ตของเขานั้นขาดหายไป
 

                หลังกลับจากอเมริกา  ผมเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ  ว่าในสังคมไทยนั้น   เรากำลังมีคนกลุ่มที่สามที่เรียกว่า  “คนชั้นกลาง”   คนกลุ่มนี้ที่รวมถึงตัวผมด้วยนั้น  มีชีวิตที่ค่อนข้างเป็นอิสระและไม่ได้มองหรือสนใจคนรวยหรือคนชั้นสูงอย่างที่เคยเป็น  ประการสำคัญก็คือ  คนกลุ่มนี้มักมีการศึกษาที่ดีไม่แพ้คนชั้นสูง   ในเรื่องของเงินทองหรือทรัพย์สินนั้น   คน ชั้นกลางเริ่มมีงานที่สามารถทำเงินได้มากจนสามารถใช้จ่ายซื้อทรัพย์สินหรือ ของใช้ที่จำเป็นแบบที่คนรวยเท่านั้นที่สามารถซื้อได้ในสมัยก่อน   เพียงแต่ว่าบ้านหรือรถยนต์นั้นอาจจะไม่หรูหราเท่า   พวกเขาเริ่มท่องเที่ยวไปในที่ไกล ๆ  และต่างประเทศ   สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ  ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่มี   “ข้าทาสบริวาร”  หรือคนที่ทำงานให้มากมายอย่างคนรวย   พวกเขามักทำทุกอย่างที่ทำได้เองและใช้บริการที่ทำยากจาก  “มืออาชีพ” เช่น  การทำผม  การซ่อมแซมเครื่องใช้ในบ้าน และการทำอาหาร
 

                คนชั้นกลางที่ผมเห็นและที่ผมเป็นสมาชิกอยู่นั้น   สามารถใช้สินค้าและบริการทุกอย่างได้เท่ากับคนชั้นสูงและมีทรัพย์สินที่จำเป็นเช่นบ้าน  รถยนต์   เครื่องเสียง  และอื่น ๆ  ที่ให้ความสุขกับชีวิต    สิ่งที่แตกต่างก็คือ   เขาใช้มันได้ในราคาที่ต่ำกว่ามากเนื่องจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นมาก   คุณภาพของสิ่งที่เขาใช้อาจจะต่ำกว่าบ้างแต่มันมักจะมีสมรรถภาพเกิน  90%  เมื่อเทียบกับสิ่งที่คนชั้นสูงใช้    สิ่งที่แตกต่างจริง ๆ  บางทีก็คือยี่ห้อหรือภาพพจน์เท่านั้น
 

                การใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลางนั้น  ถ้าจะเขียนก็คงเป็นหนังสือทั้งเล่มได้   แต่ผมจะลองไล่รายการเด่น ๆ  บางอย่างที่บ่งบอกว่าเป็นสัญลักษณ์หรือเป็นแนวทางที่คนชั้นกลางส่วนใหญ่ทำกัน    คนชั้นกลางนั้นอาจจะดูได้จากการใช้รถยนต์    ถ้าเป็นรถของตัวเองพวกเขามักจะใช้รถยี่ห้อประเภท  โตโยต้าหรือฮอนด้า   บ้านของพวกเขามักจะไม่อยู่ในหมู่บ้านที่หรูหราและเป็นบ้านขนาดเล็กที่มีห้องพอดีกับจำนวนสมาชิก   เสื้อผ้าที่สวมใส่นั้นมักจะไม่ใช่จากยี่ห้อดังของต่างประเทศและถ้าจะเป็นก็มักเป็นสินค้าเลียนแบบ    นาน ๆ  ครั้งพวกเขาก็ซื้อสินค้ามียี่ห้อจริง ๆ  แต่ในราคาลดแบบ  “แกรนด์เซล”  คนชั้นกลางจำนวนมากไม่ได้ท่องเที่ยวมากนัก   คนที่ท่องเที่ยวบ่อยก็จะใช้บริการของโรงแรมระดับอย่างมากก็สามดาว    ถ้าต้องบินก็จะใช้บริการที่นั่งแบบประหยัด  งานอดิเรกของคนชั้นกลางที่ทำกันมากขึ้นเรื่อย ๆ  ก็คือการออกกำลัง  เช่น  การเต้นแอโรบิกและการตีกอล์ฟ   ซึ่งถ้าจะทำ   พวกเขาก็มักจะเลือกสโมสรหรือสนามที่มีค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก
 

                สัญลักษณ์ของการใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลางบางอย่างที่น่าสนใจน่าจะรวมถึงสิ่งต่อไปนี้   เรื่องแรกที่ผมคิดว่าชัดเจนมากก็คือสิ่งที่ผมพูดไปแล้วนั่นคือ   การเข็นรถจ่ายตลาดในซุปเปอร์มาร์เก็ตเป็นประจำ     การขับรถและรับโทรศัพท์เองทั้งที่เป็นผู้บริหารชั้นสูงในองค์กรขนาดใหญ่อย่างที่วอเร็น บัฟเฟตต์  ทำนั้น   ผมคิดว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนว่าเขาใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลาง  เช่นเดียวกัน    คนที่กินอาหารจานด่วนอย่างเป็นเรื่องปกติและชอบที่จะกินอาหารตามร้านอาหารที่ไม่หรูหราแต่ราคาไม่แพงก็เป็นนิสัยของคนชั้นกลาง
 

                ถ้าจะมองลึก ๆ  จริง ๆ  แล้ว  หลักการสำคัญของคนชั้นกลางก็คือ  การใช้ชีวิตที่ค่อนข้างจะ   “เต็มที่”   ในราคาที่ประหยัด   พวกเขาชอบความสะดวกสบายแต่ชอบทำอะไรด้วยตนเองมากกว่าที่จะต้องพึ่งพิงคนอื่น   พวกเขามักมีความคิดที่เป็นอิสระเสรีไม่ชอบความเป็นเจ้าขุนมูลนายที่จะต้องมีบริวารพินอบพิเทา
 

                การใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลางนั้น   แน่นอน  อย่างน้อยคุณจะต้องมีรายได้หรือความมั่งคั่งแบบคนชั้นกลาง    การใช้ชีวิตแบบคนชั้นสูง   อย่างน้อยคุณก็ต้องมีรายได้หรือความมั่งคั่งแบบคนชั้นสูง    ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ    การใช้ชีวิตนั้นเป็นเรื่องของความเคยชินหรือเป็นเรื่องของความพึงพอใจของเราเองด้วย    ดังนั้น  ในโลกปัจจุบันที่คนชั้นกลางมีโอกาสมากขึ้นในการทำมาหากิน  ทำให้มีคนชั้นกลางจำนวนมากกลายเป็นคนร่ำรวยแบบคนชั้นสูง    คนเหล่านี้   ถ้าเป็นอดีต   พวกเขาก็มักจะปรับมาตรฐานการดำรงชีวิตให้เป็นแบบคนชั้นสูง    แต่ในปัจจุบันผมเห็นว่า   มีคนรวยยุคใหม่จำนวนมากไม่ได้ปรับวิถีชีวิตจากแบบคนชั้นกลางเป็นคนชั้นสูง   พวกเขามีความสุขที่จะอยู่แบบคนชั้นกลางต่อไป    ดังนั้น   บางทีเราอาจจะพบคนบางคนในหมู่คนที่ใช้ชีวิตธรรมดามากทั้งที่เขามีความมั่งคั่งสูงมาก   และคนทั่วไปก็ไม่รู้เนื่องจากไม่มีอะไรที่แสดงถึงความมั่งคั่งของเขา    ในสหรัฐ  มีการศึกษาและพบว่ามีคนแบบนี้จำนวนมาก   ในเมืองไทยเอง  ผมก็รู้จักคนแบบนี้หลายคน  แต่คนกลุ่มหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นว่าเกือบทุกคนมักจะใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลางไม่ว่าเขาจะมีความมั่งคั่งแค่ไหนก็คือ  Value Investor  พันธุ์แท้  ไม่ว่าจะเป็นที่อเมริกาหรือในประเทศไทย   บางทีนี่อาจจะเป็นการ  “เลือกทางธรรมชาติ”  นั่นก็คือ   คุณไม่มีทางเป็น  Value Investor ที่ประสบความสำเร็จสูงมากได้ถ้าคุณไม่ได้ใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลาง
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

สงบได้    จะสำนึกในความวุ่นวายของตน
เงียบเป็น  จะสำนึกในความเพ้อเจ้อของตน
มีน้ำใจ     จะสำนึกในการด่วนสรุปคนอื่นของตน

Re: HANDSOME ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #590 เมื่อ: 28/02/09 14:18:21 »

ชอบบทความนี้มากกว่า  Grin Grin

หุ้นที่ห้ามซื้อ
โดยสุมาอี้


ในวิชาการทางด้านการพนัน มีศัพท์เทคนิคอยู่คำหนึ่งคือคำว่า Parimutuel

การพนันบางอย่างเป็นการพนันแบบ Parimutuel หมายความว่า คุณจะได้ผลตอบแทนเท่าไรไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณแทงถูกหรือไม่อย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่ามีคนอื่นที่แทงถูกเหมือนคุณมากน้อยแค่ไหนด้วย ถ้าคุณแทงถูก แต่คนส่วนใหญ่ก็แทงเหมือนกับคุณ อัตราต่อรองจะถูก bid ขึ้นไปสูงเสียจนคนที่แทงถูกแทบจะไม่ได้ค่าตอบแทนอะไรเลย ตัวอย่างของการพนันแบบ Perimutuel ก็คือ ม้าแข่ง รวมถึงการพนันฟุตบอลแบบที่อัตราต่อรองไหลไปเรื่อยๆ ด้วย

ที่พูดถึงคำๆ นี้ก็เพราะอยากจะบอกคุณว่า ตลาดหุ้น ก็มีลักษณะเป็น Parimutuel ด้วย การเลือกหุ้นของบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีที่สุด ยังไม่สามารถทำให้คุณประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ เพราะถ้าหากนักลงทุนคนอื่นๆ ในตลาดก็รู้เหมือนกับคุณ ราคาหุ้นจะ bid ขึ้นไปจนเกินพื้นฐานเสมอ การซื้อหุ้นเหล่านั้นที่ราคาเกินพื้นฐานจึงทำให้ขาดทุนมากกว่าที่จะกำไร ทั้งที่หุ้นเหล่านั้นเป็นหุ้นพื้นฐานดี

พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การลงทุนในตลาดหุ้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเปรียบกับคณิตศาสตร์ก็เหมือนเป็นสมการสองชั้น นอกจากกิจการที่ลงทุนจะเป็นกิจการที่พื้นฐานดีแล้ว นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดจะต้องยังไม่เห็นความดีนั้นด้วย มิฉะนั้นลงทุนไปก็ไม่ได้อะไร เพราะราคาหุ้นที่ลงทุนจะไม่ถูกเมื่อเทียบกับพื้นฐานที่ดีของมัน

ในตลาดหุ้น หุ้นที่เป็นหลุมพรางของนักลงทุนจึงได้แก่หุ้นของบริษัทที่เป็นที่ยอมรับกันเป็นการทั่วไปในตลาดว่ากิจการของหุ้นดีมากเสียจนหาข้อเสียใดๆ ไม่ได้เลย ปกติแล้วหุ้นทุกตัวในตลาดจะมีข้อเสียบางอย่างอยู่ ข้อเสียคือสิ่งที่ช่วยทำให้ราคาหุ้นมีแนวต้าน เมื่อใดก็ตามที่หุ้นตัวใดก็ตามในตลาด สามารถสร้างสตอรี่เพื่อแก้ต่างจุดอ่อนที่อยู่ในความรู้สึกของนักลงทุนทั่วไปในตลาดได้หมดทุกจุด ราคาของหุ้นตัวนั้นก็จะทะยานขึ้นทันทีอย่างกับติดเทอร์โบเนื่องจากหุ้นตัวนั้นจะไม่มีอะไรเป็นแนวต้านอีกต่อไป โดยที่ในความเป็นจริงแล้ว พื้นฐานของหุ้นจะไร้ที่ติขนาดนั้นจริงหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แค่ไร้ที่ติในความคิดของนักลงทุนทั่วไปในตลาด ราคาหุ้นก็จะไร้แนวต้านทันที

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้พบเห็น "หุ้นจรวด" เหล่านี้อยู่เป็นระยะๆ โดยมากแล้วมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดกำลังวิตกกังวลเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากๆ หุ้นบางตัวจะถูกมองและเชียร์กันบ่อยๆ ว่าเป็นหุ้นเพียงไม่กี่ตัวในตลาดที่ธุรกิจของมันจะไม่ได้ผลกระทบใดๆ จากเรื่องที่ทุกคนกำลังกังวลอยู่นั้น เมื่อกระแสจุดติด ราคาของหุ้นเหล่านี้จะวิ่งเร็วยิ่งกว่าติดเทอร์โบกลายเป็นว่าวที่ติดลมบน ยิ่งเรื่องที่ตลาดกังวลทำให้ดัชนีปรับตัวลงมากเท่าไรก็จะยิ่งทำให้หุ้นตัวนั้นมีราคาเพิ่มขึ้นสวนตลาดมากขึ้นไปอีก เมื่อราคาหุ้นแข็งมาก นักลงทุนส่วนหนึ่งจะเข้ามาหลบภัยในหุ้นตัวนั้นเพื่อให้พอร์ตของตัวเองชนะตลาด ทำให้ราคาหุ้นตัวนั้นยิ่งแข็งขึ้นไปอีกเป็นปฏิกิริยาย้อนกลับในเชิงบวก ความที่ราคาหุ้นไม่ลงเลย ทำให้ยิ่งมีนักลงทุนที่อยากเป็นเจ้าของหุ้นตัวนั้นเพิ่มมากขึ้น เพราะเป็นหุ้นแต่ถือแล้วสบายใจยิ่งกว่าพันธบัตร เวลานี้ฟองสบู่ได้ก่อตัวขึ้นมาแล้ว

การซื้อหุ้นเหล่านั้นในช่วงเวลาแบบนั้นเป็นเรื่องอันตรายที่สุด ราคาหุ้นอาจแข็งแกร่งอยู่อย่างนั้นได้เป็นปีๆ แต่ในวันที่ทุกอย่างปรากฏขึ้นมาว่ากิจการของหุ้นนั้นดีจริง แต่ไม่ดีมากขนาดที่จะ justify ราคาหุ้นที่สูงลิ่วขนาดนั้นได้ หุ้นมักจะปรับตัวลงอย่างรุนแรงม้วนเดียวจบจนตั้งตัวไม่ทัน พูดง่ายก็คือตัวใครตัวมันล่ะครับ (the party is over)

ในตลาดหุ้น หุ้นที่ห้ามซื้อเด็ดขาดจึงได้แก่ หุ้นที่ไม่มีข้อเสียใดๆ เลย เหมือนการแท้งม้าตัวที่ทุกคนเชื่อว่าจะเข้าวินจะไม่ได้ประโยชน์อะไร วิธีการเล่นหุ้นแบบหนึ่งที่จะล้มเหลวเสมอคือ ซื้อหุ้นที่นักวิเคราะห์ทุกสำนักแนะนำให้ "ซื้อ" เพราะเมื่อใดก็ตามที่ทุกคนในตลาดเห็นด้วยว่าดีแล้ว ย่อมไม่เหลือใครในตลาดอีกที่อยากได้หุ้นตัวนั้น แต่ยังไม่ได้ซื้อ หุ้นจึงแทบไม่เหลือแรงส่งขึ้นไปได้อีกแล้ว นอกจากรอเวลาที่จะร่วงลงมาเมื่อใครสักคนที่มีหุ้นนั้นเริ่มอยากขายทำกำไรออกมา

นักลงทุนที่ดีต้องทำตัวเหมือนคนที่ยึดอาชีพเป็น "แมวมอง" แมวมองเลือกที่จะทุ่มให้กับคนที่ยังไม่ดังแต่มีแววว่าจะดังเท่านั้น เมื่อคนนั้นกลายเป็นคนดังขึ้นมาชั่วข้ามคืน แมวมองก็จะได้รับผลตอบแทนอย่างมหาศาลจากความ "ตาถึง" ของเขา ในขณะที่ "คนดู" สนใจกันแต่ดาราที่ดังแล้ว ยิ่งดังเท่าไรยิ่งชอบ คนดูจึงต้องเป็นฝ่ายเสียเงินตลอด (ค่าบัตรคอนเสิร์ต ค่าตั๋วหนัง ฯลฯ) หุ้นที่น่าลงทุนกว่าคือหุ้นที่ยังมีอะไรบางอย่างที่ไม่ดีอยู่ แต่เราเชื่อมั่นว่าสิ่งเหล่านั้นสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้ในอนาคต ถ้าเราเลือกซื้อแต่ดอกไม้ที่มีคนคัดมาให้เราแล้วเราจะได้ดอกไม้ที่ดีก็จริง แต่เราจะต้องเป็นฝ่ายเสียเงินให้คนคัดดอกไม้เสมอ สู้ทำตัวเป็นคนคัดดอกไม้ในตลาดหุ้นไม่ดีกว่าหรือครับ   จบข่าว
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: HANDSOME ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #591 เมื่อ: 28/02/09 14:25:47 »

ระยะหวังผล
โดยสุมาอี้


เวลาซื้อหุ้น คนเราจะมี "ระยะหวังผล" อยู่โดยที่ไม่รู้ตัว...

ระยะหวังผล คือ ระยะที่ในใจของเราเริ่ม "ตัดสิน" ว่า การตัดสินใจซื้อหุ้นครั้งนั้น เราคิดถูกหรือผิด?

ถ้ายังไม่ถึงระยะหวังผล แม้หุ้นยังแดงอยู่ เราก็มักยังไม่รู้สึกอะไร เรายังคงเต็มไปด้วยความหวัง แต่ถ้าหากถึงระยะหวังผลแล้ว ยังแดงอยู่ คราวนี้เราจะเริ่มรู้สึกผิดหวังกับหุ้นตัวนั้น บางคนจะเริ่มโทษตัวเอง บางคนจากที่เคยเสียดายไม่ยอมขาดทุนจะเริ่มเปลี่ยนเป็นขายขาดทุนเท่าไรก็ได้ ขอให้ได้ขาย

ระยะหวังผลของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนภายในวันเดียว บางคนสองวัน บางคนสองสัปดาห์ บางคนสามเดือน บางคนหนึ่งปี คนที่หุ้นแดงติดต่อกันสิบปีแล้วยังไม่รู้สึกอะไรเลยก็มีด้วยเหมือนกัน ระยะหวังผลขึ้นกับบุคลิกและสไตล์การลงทุนของแต่ละคน

ผมชอบรูปกราฟราคาหุ้นในอดีตของหุ้นปูนใหญ่มาก เพราะมันบอกอะไรเราได้หลายอย่างเกี่ยวกับคำว่าหุ้น  SCC เป็นหุ้นบูลชิพที่มีราคาผันผวนรุนแรงมากยิ่งกว่ารถไฟเหาะตีลังกาเสียอีก ลองจินตนาการเล่นๆ ว่ามีนักลงทุนสองคนซื้อ SCC พร้อมกันที่ลูกศรเบอร์ 1 ในภาพ ถ้านักลงทุนคนแรกมีระยะหวังผลเท่ากับหนึ่งปี ในขณะที่นักลงทุนอีกคนมีระยะหวังผลเท่ากับ 10 ปี นักลงทุนสองคนนี้ซื้อหุ้นตัวเดียวกัน ณ เวลาเดียวกัน ที่ราคาเดียวกันแท้ๆ แต่นักลงทุนคนแรกล้มเหลวอย่างแรงเพราะหนึ่งปีให้หลังราคาหุ้นร่วงลงไปมากกว่า 50% ในขณะที่ นักลงทุนคนที่สองประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะอีกสิบปีให้หลัง ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปเกือบ 500%

ระยะหวังผลไม่ได้มีอิทธิพลแค่เฉพาะความรู้สึกทางจิตใจเท่านั้นแต่ยังมีผลต่อผลตอบแทนของคุณด้วย บอกได้เลยว่านักลงทุนคนแรกที่มีระยะหวังผลเท่ากับหนึ่งปีจะไม่มีวันได้ enjoy กับหุ้น 5 เด้ง เป็นอันขาด เนื่องจากแม้เขาจะยังไม่ได้ขาดขาดทุนออกไปแต่เมื่อหุ้นเริ่มเด้งกลับขึ้นมาผ่านต้นทุนเดิมของเขาในช่วงปี 2545 เขาก็จะรีบขายทิ้งทันที เพราะทนขาดทุนมานาน มันทนทรมานมาก สุดท้ายแล้วเขาจึงไม่ได้ enjoy ช่วง 5 เด้งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ แค่ไม่ถึงสองปีหลังจากนั้น ในขณะที่นักลงทุนที่มีระยะหวังผลนานสิบปีจะไม่มีความรู้สึกอยากขายแบบรุนแรงทำให้ทนถือผ่านต้นทุนไปได้ ความรู้สึกว่าเราสำเร็จหรือล้มเหลวอันเนื่องมาจากระยะหวังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อและขายหุ้นของเราโดยตรงมันจึงส่งผลต่อผลตอบแทนจริงๆ ของคุณด้วย

แม้ราคาหุ้นจะเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ผมก็เห็นว่า นักลงทุนก็ต้องมีระยะหวังผลบ้างเหมือนกัน ไม่ใช่หุ้นทำนิวโลว์ติดต่อกัน 20 ปีแล้วยังปากแข็งบอกว่า ราคาหุ้นทำนายไม่ได้ มูลค่าหุ้นสูงกว่านั้นมาก อย่างนี้ผมว่าก็ดูจะหลอกตัวเองเกินไป แบบนี้ซื้อหุ้นอะไรก็ประสบความสำเร็จทั้งนั้น เรื่องสำคัญก็คือระยะหวังผลควรจะสอดคล้องกับจุดประสงค์ที่เราซื้อหุ้นตัวนั้นเสมอ เช่น ถ้าซื้อหุ้นตัวนั้นเพราะเก็งกำไรด้วยกราฟ อย่างนี้ระยะหวังผลก็ไม่ควรจะนาน ถ้าซื้อแล้วหุ้นลงต่อเนื่อง ก็ควรรีบยอมรับความผิดพลาดจะได้คัดลอสได้โดยเร็ว ส่วนถ้าเป็นการลงทุนในแง่พื้นฐาน ซื้อเพราะมองว่าธุรกิจมี barries สูง ผู้บริหารเก่งและดี เหตุผลทำนองนี้ก็ควรมีระยะหวังผลที่ค่อนข้างนานมาก เพราะในระยะสั้น การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจะไม่สะท้อนปัจจัยเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย ภาวะตลาดหุ้นจะกลบปัจจัยเหล่านี้จนหมดสิ้น ที่พบเห็นได้บ่อยคือนักลงทุนที่ชอบมองพื้นฐานแต่กลับมีระยะหวังผลแค่สองอาทิตย์หรือหนึ่งเดือน แบบนี้เป็นความคาดหวังที่ unrealistic เป็นอย่างมาก เหมือนอย่างที่ ปีเตอร์ ลินซ์ บอกว่า ถ้าบังคับในนักลงทุนดูราคาหุ้นได้แค่หนึ่งครั้งทุกๆ หกเดือน ผลตอบแทนของนักลงทุนส่วนใหญ่จะดีขึ้นได้ทันที โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะการไม่ดูหุ้นบ่อยๆ เป็นกุศโลบายในการยืดระยะหวังผลที่สั้นเกินไปให้ยาวขึ้นได้นั่นเอง



* 3291981058_bcd695f213_o.gif (18.37 KB, 460x345 - ดู 3737 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #592 เมื่อ: 28/02/09 23:03:35 »

อยากทราบ "ระยะหวังผล" ของผมถือว่า SCC คือ หุ้นวัฏจักร นะ จากนั้น วางแผนว่า bottom เป็นอย่างไร มาดูที่ PBV and ROE แล้วจะพอคาดการณ์ได้เหมือน PTTCH ที่ผมเคยอธิบายไงครับ


* PBV and ROE SCC.JPG (30.77 KB, 912x663 - ดู 1387 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
Tomhang
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3,831


โชคดีไม่มีขาย อยากได้ ต้องสร้างเอง


« ตอบ #593 เมื่อ: 04/03/09 07:26:58 »

"Perfect Storm-Perfect Stock"
By nives

ข่าว ร้ายในตลาดสำหรับคนเล่นหุ้นแล้ว มันคือเวลาของการขายหุ้น ยิ่งร้ายเท่าไรก็ต้องรีบขายเร็วเท่านั้น ผลของการขายทำให้ราคาหุ้นที่เจอกับข่าวร้ายตกลงมาอย่างหนัก หลายๆ ครั้งหนักเกินความเป็นจริง และนั่นคือโอกาสของนักลงทุนระยะยาวที่จะเข้ามาเก็บหุ้น

 

ประเด็นสำคัญ คือ คุณจะต้องมั่นใจจริงๆ ว่า ข่าวร้ายนั้น เป็นเรื่องชั่วคราว มันไม่ได้ทำให้พื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนไป และไม่ช้าก็เร็วบริษัทก็จะสามารถกลับมาทำกำไรได้อย่างที่มันเคยเป็น และด้วยราคาหุ้นที่ตกลงมามาก การลงทุนจะให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะไม่เกิน 3-5 ปีข้างหน้า
 ข่าวร้ายในตลาดที่ส่งผลต่อหุ้นอย่างแรง อาจแบ่งได้เป็น 3 แบบด้วยกันคือ

 

หนึ่ง ข่าวร้ายจากภาพรวมของเศรษฐกิจ หรือตลาด ข่าวนี้ทำให้ตลาดเกิด Panic หรือตกใจ เกิดการขายหุ้นทั่วทั้งตลาด สิ่งนี้มักจะเกิดขึ้นจากภาวะการเงินหรือเศรษฐกิจที่ขาดความสมดุลอย่างแรง เช่น เกิดภาวะเงินตึงตัว เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นสูง หรือการที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างแรงอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้

 

ข่าวร้ายประเภทนี้ มักทำให้หุ้นเกือบทั้งหมดตกลง แม้ว่าหุ้นบางตัว หรือบางกลุ่ม อาจจะไม่ได้รับผลกระทบจริงหรือถูกกระทบน้อย หน้าที่ของ Value Investor ก็คือ มองหาหุ้นที่ถูกกระทบน้อยแต่ราคาหุ้นตกลงมามากพอๆ กับดัชนีตลาดที่ประมาณ 50% นับตั้งแต่เกิดวิกฤติ

 

ข่าวร้ายแบบที่สอง ก็คือ ข่าวร้ายที่เกิดขึ้นกับธุรกิจ หรืออุตสาหกรรม ความตกต่ำ หรือถดถอยของอุตสาหกรรมทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นในกลุ่มทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น บริษัทที่แข็งแกร่ง หรืออ่อนแอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป บริษัทที่แข็งแกร่งจะฟื้นตัวกลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิม ในขณะที่บริษัทที่อ่อนแอจะล้มหายตายจาก หรือลดระดับของการดำเนินงานลง กระบวนการนี้ อาจจะใช้เวลาบ้างขึ้นอยู่กับแต่ละอุตสาหกรรม หน้าที่ของเรา คือ ต้องวิเคราะห์ว่า อุตสาหกรรมจะใช้เวลาเท่าไรที่จะฟื้นตัว แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า ก็คือ ต้องหาว่าบริษัทไหนจะถูกกระทบน้อย และกลับมายิ่งใหญ่และทำกำไรได้มากแค่ไหน เมื่ออุตสาหกรรมฟื้นตัว

 

ข่าวร้ายแบบสุดท้าย ก็คือ ข่าวร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวบริษัทเอง นี่คือข่าวร้ายที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวบริษัทเองที่อาจจะทำอะไรบางอย่างผิดพลาด อย่างร้ายแรง หรือถูกกระทบโดยความโชคร้าย แต่ความผิดพลาดนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและเป็นเรื่องชั่วคราวที่บริษัทน่าจะแก้ไขได้ เมื่อเกิดเรื่องขึ้น นักลงทุนมักจะเทขายหุ้นกันอย่างหนักทำให้ราคาหุ้นตกลงมามาก อย่างที่ "ไม่เคยปรากฏ" มาก่อน

 

หน้าที่ของ VI ก็คือ พิจารณาว่า เหตุการณ์นั้น ไม่ได้กระทบกับธุรกิจหลักของบริษัท ที่ยังสามารถทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง เมื่อเหตุการณ์ชั่วคราวผ่านพ้นไป หรือบริษัทได้แก้ไขไปแล้ว และราคาหุ้นที่ตกลงมานั้น จะทำให้การลงทุนของเราให้ผลตอบแทนสูงในช่วงเวลา 3-5 ปีข้างหน้า นั่นก็คือ อย่างน้อยถ้าเราซื้อหุ้นแล้วถือไว้ 5 ปี ราคาหุ้นน่าจะปรับขึ้นไปหนึ่งเท่าตัวจากราคาที่เราซื้อ

 

หุ้นที่เราจะซื้อนั้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด เราต้องมั่นใจว่ามันจะต้อง "ฝ่าวิกฤติ" ไปได้ไม่ว่าจะด้วยอะไร เช่น เป็นบริษัทที่มีฐานะทางการเงินดีมีเงินสดมาก และมีหนี้น้อย เป็นกิจการที่จำเป็นและมีผู้ให้บริการที่จำกัด เป็นกิจการที่มีผู้ถือหุ้นที่แข็งแกร่งสนับสนุนอย่างหุ้นรัฐวิสาหกิจบางแห่ง หรือแม้แต่เป็นกิจการที่ "ใหญ่เกินไปที่จะล้ม" นี่จะเป็นเครื่องค้ำประกันว่า เหตุร้ายแรงที่อาจจะดำเนินไปหลายปีนั้น ไม่ทำให้บริษัทต้องล้มละลายไปก่อนที่สถานการณ์จะฟื้นตัว 

 

บางที สำหรับบางบริษัท ข่าวร้ายนั้นเกิดเป็นชุดอย่างต่อเนื่องพร้อมกัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่อย่างในปัจจุบันนั้น โอกาสที่บริษัทจะเจอ "2 เด้ง" คือ ภาวะตลาดแพนิค และภาวะอุตสาหกรรมตกต่ำเกิดขึ้นพร้อมกันมีสูง บางครั้งซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก บางบริษัทอาจจะเจอกับข่าวร้ายทั้งด้านของภาวะตลาดหุ้น   ภาวะอุตสาหกรรม และบริษัทเองก็เจอกับข่าวร้ายเฉพาะตัวเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน 

 

ถ้าจะพูดให้เห็นภาพ ก็คือ บริษัทประสบกับ "Perfect Storm" ความร้ายแรงประดังกันเข้ามาอย่างที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้โดยบังเอิญขนาดนั้น

 

หุ้นที่ประสบกับข่าวร้ายมาก ๆ  หลายเรื่องหรือทุกเรื่องอย่างหุ้น  Perfect Storm นั้น ราคาหุ้นจะตกลงไปมากจนแทบจะไม่เหลือค่าเมื่อเทียบกับขนาดของธุรกิจ หุ้นเหล่านี้ส่วนใหญ่อาจจะไม่น่าสนใจ โดยเฉพาะถ้าเราไม่มั่นใจว่ามันจะไปรอดหรือไม่ หรือรอดได้แต่ก็ไม่กลับมาเป็นอย่างเดิม หรือรอดและกลับมาทำกำไรได้ แต่ต้องมีการเพิ่มทุนมหาศาล ซึ่งทำลายมูลค่าหรือความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นเดิมไปหมด ถ้าเป็นแบบนั้น การลงทุนในหุ้น Perfect Storm  ก็จะเป็นความเสี่ยงมหาศาล

 

ตรงกันข้าม ถ้าเราเจอหุ้น Perfect Storm และราคาหุ้นสะท้อนข่าวนั้นแล้ว โดยที่ราคาตกลงไปต่ำกว่าที่เคยเป็นในภาวะปกติมาก ในขณะเดียวกัน พื้นฐานของกิจการของบริษัทไม่เปลี่ยน และเป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งทางการตลาดมาก ประกอบกับความเชื่อมั่นว่า บริษัทจะไม่ล้มละลายและไม่ต้องเพิ่มทุนมหาศาล และสุดท้าย เราเชื่อว่าข่าวร้ายทุกอย่าง จะต้องหมดไปเมื่อเวลาผ่านไป 3-5 ปี และเมื่อนั้นกิจการของบริษัทก็จะกลับมาเหมือนเดิมก่อนที่ข่าวร้ายจะเกิดขึ้น

 

ในสถานการณ์แบบนี้ การลงทุนในหุ้น Perfect Storm อาจจะเป็นโอกาสยิ่งใหญ่ ที่จะได้ผลตอบแทนสูงกว่าปกติและหุ้นนั้นกลายเป็น "Perfect Stock" หรือเป็นโอกาสทองของการลงทุนในหุ้นตัวนั้น

 

แน่นอน การลงทุนในหุ้นที่มีข่าวร้ายมากๆ ย่อมมีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะในระยะสั้นเพียงปี หรือสองปี คนที่สามารถลงทุนในหุ้นแบบนี้ จะต้องมีจิตใจที่มั่นคงมาก นั่นคือ จะต้องทนดูหุ้นที่อาจจะตกลงไปต่ออีกมากได้ หรือต้องสามารถถือหุ้นที่อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนเป็นเวลานานพร้อมๆ กับผลการดำเนินงาน ที่อาจจะไม่น่าประทับใจของบริษัท และถ้าทนไม่ได้ขายหุ้นทิ้งก่อนที่หุ้นจะฟื้น

 

การขาดทุนจะกลายเป็นเรื่อง "ฝันร้าย" ที่จะต้องจดจำไปอีกนาน แต่ถ้าคิดถูกต้อง และมีจิตใจที่เข้มแข็งพอ นี่คือ Perfect Stock ที่เราจะไม่ลืมเลย

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

สงบได้    จะสำนึกในความวุ่นวายของตน
เงียบเป็น  จะสำนึกในความเพ้อเจ้อของตน
มีน้ำใจ     จะสำนึกในการด่วนสรุปคนอื่นของตน

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #594 เมื่อ: 07/03/09 09:52:22 »

ขอยกตัวอย่างการอ่านบทวิแคะให้ได้ประโยชน์มากที่สุดสำหรับ fundamental-based investor
มาดูบทวิแคะที่แตกต่าง ของ 3 ค่ายนี้


บล.สินเอเซีย : PTTCH ราคาพื้นฐานปี 52 ที่ 29 บาท แนะนำ “ขาย”

              แนวโน้มอุตสาหกรรมโอเลฟินส์ปี 52-53 ยังชะลอ ดีอีกครั้งปี 54: ปัจจัยหลักจากภาวะ
เศรษฐกิจที่ชะลอลง ทำให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่ส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรม
พลาสติก รถยนต์และวัสดุก่อสร้างลดลงตาม แม้ปริมาณกำลังการผลิตปิโตรเคมีใหม่จากจีนและ
ตะวันออกกลางที่คาดว่าจะเข้ามาในปี 52 จะน้อยลงกว่าเดิม 5 ล้านตัน เหลือเข้าตามแผน 3.8
ล้านตัน แต่โดยรวม คาดว่าส่วนต่างกำไรของผู้ผลิตโอเสฟินส์ก็ยังมีแนวโน้มลดตามราคา
ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนตัวลง ซึ่งภาวะตกต่ำของอุตสาหกรรมโอเลฟินส์จะยืดเยื้อไปอีก ~2 ปี ก่อนที่จะ
ฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าจะดีขึ้นในปี 2554
               ผู้ผลิตที่ต้นทุนต่ำจะอยู่รอดในภาวะขาลง: เพราะส่วนต่างกำไรที่แคบลง จะทำให้ผู้ผลิต
ที่มีต้นทุนการผลิตสูงและใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบการผลิตซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปและเอเชียเหนือ
เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ต้องลดกำลังการผลิตลงเพราะไม่คุ้มต้นทุน แต่ผู้ผลิตที่ใช้ก๊าซฯ เป็นวัตถุดิบจะ
ยังคงได้เปรียบในการผลิต เพราะต้นทุนต่ำกว่า ซึ่ง PTTCH ใช้ก๊าซฯ : แนฟทา ที่ 80: 20 จึงมี
ความได้เปรียบเช่นกัน แม้ไม่มากเท่าตะวันออกกลาง แต่ก็ยังสามารถแข่งขันได้กับผู้ผลิตใน
ภูมิภาคเดียวกัน และยังดำเนินการผลิตได้ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย
               ปรับประมาณการกำไรปกติปี 52 ลง 7.4% จากเดิม: ลงเป็น 7,174 ล้านบาท (-
43.3% YoY) แม้จะมีความได้เปรียบด้านต้นทุน แต่คาดว่า ปริมาณการผลิตจะชะลอลงตาม
ภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ลดไป จึงได้ปรับลดปริมาณการผลิตโอเลฟินส์ลง
14% และ HDPE ลง 9% จากสมมติฐานปริมาณผลิตเดิม ส่วนปี 53 คาดว่าจะมีกำไรปกติที่
~7,790 ล้านบาท (+8.6% YoY) เพิ่มขึ้นจากกำลังการผลิตใหม่จากโครงการอีเทนแครกเกอร์
1 ล้านตัน
              แนวโน้มปันผล 52 ลดลงตามผลประกอบการ: 2H51 จ่ายปันผลที่ 1 บาท/หุ้น คิดเป็น
ผลตอบแทน ~3.27% สำหรับ 2H51 กำหนด XD วันที่ 3 มี.ค.52 รวมทั้งปี 51 จ่ายที่ 4 บาท/
หุ้น ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.4% ต่อปี ส่วนปี 52 คาดว่า มีแนวโน้มลดลงสอดคล้องกับผลประกอบ
การ และตามแผนการลงทุนที่ต้องใช้เงินสูงถึง 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่ง PTTCH เตรียมออกหุ้นกู้
อีก 7 พันล้านบาทในปี 52 เพื่อรองรับการลงทุน ซึ่งทำให้มีภาระดอกเบี้ยจ่ายสูงขึ้นอีก
ปรับลดราคาพื้นฐานปี 52 เป็น 29 บาท ใช้ P/E ที่ 6 เท่า: จากเดิมที่ 31 บาท แม้ราคา
ผลิตภัณฑ์จะฟื้นตัวในระยะสั้น แต่ระยะยาว แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 52 จะยังส่งผล
อุตสาหกรรมโอเลฟินส์ให้ชะลอลง จึงแนะนำ “ขาย”            
            
 

ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   26/02/09   เวลา   10:27:29
 
บล.เคจีไอ : PTTCH แนะนำ ‘ขาย’ ราคาเป้าหมายที่ 28.50 บาท

คาดว่าธุรกิจโอเลฟินส์จะไม่ฟื้นตัวจนกว่าปี 2554
              จากข้อมูลของ CMAI ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจเคมี ธุรกิจปิโตรเคมีได้รับแรงกดดัน
จากปัจจัยสำคัญสองประการ 1) การเพิ่มขึ้นอย่างมากของกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งจะเริ่มในปีนี้
และในอีกหลายปีข้างหน้า และ 2) การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง ซึ่งคาดว่าจะทำให้
การเติบโตของความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของโลกในปี 2552 หมดไป สำหรับในสาย
การผลิตโอเลฟินส์ CMAI คาดว่าอุตสาหกรรมโดยรวมจะถึงจุดต่ำสุดในปี 2554 เป็นอย่างเร็ว
และเรายังเชื่อว่าความไม่สมดุลย์ระหว่างอุปสงค์และอุปทานจะทำให้ส่วต่างผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี
ลดลงอย่างต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า

กลุ่มผลิตภัณฑ์โพลีโอเลฟินส์มีอัตรากำไรลดลง
             เช่นเดียวกันกับผลิตภัณฑ์ต้นน้ำ CMAI ยังคาดว่าอัตรากำไรของผลิตภัณฑ์โพลีโอเล
ฟินส์คาดว่าจะลดลงอย่างรุนแรงถึง 28.0% เหลือ 488 เหรียญต่อตันในปี 2552 ซึ่งยังคงดีกว่า
เมื่อเทียบกับสมมติฐานราคาที่  450 เหรียญต่อตัน เนื่องจากเราประเมินว่ากำลังการผลิตที่เพิ่ม
ขึ้นมากกว่าการขยายตัวของความต้องการใช้ในช่วงปี 2551-2554 จะกดดันกำลังการผลิตและ
ส่วนต่างกำไรลดลง

โรงงานที่ใช้ก๊าซฯ เป็นวัตถุดิบได้รับผลกระทบจากส่วนต่างที่ลดลงเช่นกัน
              แม้ว่าผู้ผลิตที่ใช้ก๊าซฯ เป็นวัตถุดิบจะยังคงมีสามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับผู้ผลิตที่ใช้
นาฟต้าเป็นวัตถุดิบ อย่างไรก็ตามส่วนต่างราคาที่มากกว่าผู้ผลิตที่ใช้นาฟต้าคาดว่าจะไม่สูงมาก
เช่นในอดีต เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งพิจารณาถึงสภาวะอุปทานเกินดุลย์ เราเห็น
ด้วยว่าผู้ผลิตที่มีต้นทุนสูงที่ใช้นาฟต้าเป็นวัตถุดิบ จะต้องลดกำลังการผลิตหรือปิดโรงงานเพื่อลด
ผลขาดทุน เป็นผลให้ความต้องการใช้และราคานาฟต้าลดลง และทำให้ราคาและส่วนต่างกำไร
ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีลดลงด้วย

กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นไม่สามารถชดเชยส่วนต่างราคาที่ลดลง
             ในปี 2552 PTTCH มีกำลังการผลิตโอเลฟินส์เพิ่ม 150 พันตันต่อปีจากการขยายคอ
ขวดในโรงงาน I4-2 ซึ่งเสร็จและเริ่มเดินการผลิตแล้วในเดือน ม.ค. อย่างไรก็ดี ในความเห็นของ
เรา กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ยืนยันว่าบริษัทฯ จะมียอดขายเพิ่มขึ้น หากบริษัทฯ ไม่สามารถ
เดินการผลิตเต็มกำลัง จากส่วนต่างราคาที่คาดว่าจะลดลงในอนาคต เราคาดว่ากำไรสุทธิในปี
2552 จะลดลง 42.6% YoY เหลือ 6.7 พันล้านบาท

ช่วงที่ยากลำบากสำหรับ Ethylene Oxide (EO) และ Oleochemical
               ผลิตภัณฑ์ EO จะประสบช่วงเวลาที่ยากลำบากในปี 2552 และ 2553 จากข้อมูลของ
CMAI ในขณะที่การขยายตัวของความต้องการใช้จาก MEG ลดลงใกล้เป็นศูนย์ในปี 2552 และ
เพิ่มเล็กน้อยในปี 2553 ขณะที่กำลังการผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 5.5 ล้านตันในปี
2552-2553 (จากความต้องการของโลกที่ 17.0 ล้านตันในปี 2551) ทำให้เราคาดว่ากำลังการ
ผลิตจะลดลงต่ำกว่า 70.0% ในปี 2553 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ CMAI คาดว่า
ส่วนต่าง MEG–Naphtha จะลดลงเหลือ 222 เหรียญต่อตัน ซึ่งเป็นระดับที่บริษัทฯ ไม่มีกำไร
จากสายการผลิตนี้ อ้างอิงจากข้อมูลของบริษัทฯ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ Oleochemical ยังต้องลด
ต้นทุนการผลิตอย่างจริงจังเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ เมื่อพิจารณาจากตัวเลขประมาณการกำไร
ของ Fatty Alcohol ที่ 252 เหรียญต่อตันในปี 2552 และต้นทุนการผลิตของบริษัทฯ ที่ 260
เหรียญต่อตัน

เงินปันผลในปี 2552 คงไม่น่าดึงดูด
               จากแผนการลงทุนจำนวนมากในปี 2552 ถึง 25.0 พันล้านบาทและตัวเลขประมาณ
การกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคาที่ 13.4 พันล้านบาท เราคาดว่าบริษัทฯ จะจ่าย
เงินปันผลต่ำกว่าในอดีต เราคาดว่าบริษัทฯ จะจ่ายเงินปันผลปี 2552 ที่ 2.0 บาทต่อหุ้น ลดจาก
5.25 บาทและ 6.00 บาทและ 4.00 บาทในปี 2549-2551 ตามลำดับ ซึ่งคิดเป็นผลตอบแทนใน
รูปเงินปันผลที่ 6.6%

คงแนะนำ ‘ขาย’ โดยมีราคาเป้าหมายที่ 28.50 บาท
                 ในปัจจุบันตลาดมุ่งเน้นต่อการฟื้นตัวของกำไรในไตรมาส 1/52 แต่เราคาดว่ากำไรคง
จะไม่เพิ่มมากนัก ในทางตรงกันข้าม เราเห็นความเป็นไปได้ที่กำไรจะลดลง เมื่อพิจารณาถึง
สภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจเลวร้ายเกินคาด จากตัวเลขประมาณการกำไรที่คาดว่ากำไรจะลดลง
42.6% YoY ในแง่ของเงินปันผล เราคาดว่าผลตอบแทนในรูปเงินปันผลในปี 2552 จะอยู่ที่
6.6% ซึ่งต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับบริษัทฯ อื่น ๆ ซึ่งกำไรมีความผันผวนน้อยกว่า คงแนะนำ ‘ขาย’
โดยมีราคาเป้าหมายที่ 28.50 บาท อย่างไรก็ดี เงินปันผลสำหรับผลประกอบการในครึ่งหลังของ
ปี 51 ของบริษัทฯ ที่ 1.0 บาทต่อหุ้นอาจมีส่วนช่วยพยุงราคาไว้จนกว่าจะประกาศ XD ในวันที่ 3
มี.ค. ดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมในการลดการลงทุนในหุ้นนี้            
            
 

ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   25/02/09   เวลา   9:50:25
 
บล.เกียรตินาคิน : PTTCH แนะนำซื้อลงทุน ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 38 บาท


            เราเชื่อว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มโอเลฟินส์จะปรับตัวลดลง ตามทิศทาง
ของอุตสาหกรรมและภาวะเศรษฐกิจ โดย CMAI คาดว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์จะ
ลดลงเฉลี่ย 30% – 40% ในทุกผลิตภัณฑ์ แต่จากต้นทุนการผลิตที่ได้เปรียบของ
PTTCH จากการเป็น ผู้ผลิตโอเลฟินส์จากก๊าซ (โดยปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนของก๊าซ
มากถึง 80% ของวัตถุดิบ ที่ใช้ในการผลิตทั้งหมด) ทำให้เราเชื่อว่าบริษัทจะสามารถ
อยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว นอกจากนี้ฐานะการเงินของบริษัทที่ยังแข็งแกร่ง
จากการสะสมความมั่งคั่งในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้เรายังเชื่อว่าบริษัทจะยัง
รักษาระดับ Dividend Pay-out Ratio ในระดับสูงต่อเนื่องได้ โดยเราคาดว่าบริษัทจะ
จ่ายเงินปันผลในปี 2552 ไม่น้อยกว่า 2 บาทต่อหุ้น (Div. Yld. 6.78%) โดยก่อนหน้านี้
บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการครึ่งปีหลังของปี 2551 ในอัตรา
1 บาทต่อหุ้น (Div. Yld. 3.39%) โดยบริษัทจะทำการขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 3 มี.ค.
2551   เราประเมินราคาที่เหมาะสมของบริษัทไว้ที่ 38 บาท ยังคงแนะนำ ซื้อลงทุน

ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ในปี 52 ลดลงจากกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้น + ภาวะ
เศรษฐกิจชะลอตัว
   CMAI คาดว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ต้นน้ำของกลุ่มโอเลฟินส์จะปรับตัว
ลดลง โดยคาดว่าส่วนต่างราคาของเอธีลีนในปี 2552 จะอยู่ที่ 241 เหรียญต่อตัน ลด
ลง 27.8%yoy ขณะที่ส่วนต่างราคาของโพเพลีนในปี 2552 จะอยู่ที่ 266 เหรียญต่อ
ตัน ลดลง 41.5%yoy ขณะที่กลุ่มธุรกิจปลายน้ำอย่าง HDPE และ MEG ปรับตัวลดลง
เช่นกัน โดคาดว่าส่วนต่างราคาของ HDPE อยู่ที่ 488 เหรียญต่อตัน ลดลง 28%yoy
และ MEG อยู่ที่ระดับ 222 เหรียญต่อตันลดลง 43.8%yoy
             แม้ว่าทิศทางของราคาผลิตภัณฑ์ในช่วงที่ผ่านมาจะปรับตัวลดลงอย่างต่อ
เนื่อง ซึ่งทำให้บางโครงการยกเลิกการก่อสร้าง แต่ CMAI ยังเชื่อว่าทิศทางของส่วน
ต่างราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มโอเลฟินส์จะยังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งมา
จาก (1) เศรษฐกิจโลกที่จะชะลอตัวส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ โดย CMAI คาดว่าภาวะ
เศรษฐกิจจะเริ่มกลับมาอีกครั้งใน 3Q53 ทำให้คาดว่าความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ใน
กลุ่มโอเลฟินส์จะกลับมาอีกครั้งในปลายปี 2553 (2) อุปทานที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่าง
มากตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ต้นน้ำ – ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ ทำให้คาดว่าในปี 2552 – 2554
อัตราการใช้กำลังการผลิตจะอยู่ในระดับ 82% - 85% ลดลงเมื่อเทียบกับระดับเฉลี่ย
ที่ 90% ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา
             
ต้นทุนการผลิตต่ำ ทำให้ PTTCH ยังสามารถอยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
             เราเชื่อว่าการปรับตัวลดลงของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ จะทำให้ผู้ประกอบ
การที่มีต้นทุนการผลิตสูงโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศทางยุโรป อเมริกาเหนือ รวมทั้ง
เอเชียตะวันออกเฉียงเหนืออย่าง เกาหลัใต้ ไตหวัน และญี่ปุ่น มีโอกาสลดกำลังการ
ผลิตหรือหยุดผลิต ทำให้เราเชื่อว่าผู้ประกอบการในกลุ่มภูมิภาคเอเซียตะวันออก
เฉลี่ยใต้ โดยเฉพาะ PTTCH รวมทั้งผู้ประกอบการในตะวันออกกลาง ยังสามารถ
ดำเนินการผลิตได้ ในช่วงที่ความต้องการผลิตภัณฑ์ลดลงอย่างรุนแรงตามภาวะ
เศรษฐกิจ โดยเฉพาะ PTTCH ที่มีความได้เปรียบจากการเป็นผู้ผลิต โอเลฟินส์จาก
ก๊าซ (ปัจจุบัน PTTCH ใช้ก๊าซในผลิต 80% ของวัตถุดิบทั้งหมด) ซึ่งมีต้นทุนการผลิต
ที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับผู้ผลิตโอเลฟินส์จากแนฟทา

แม้ว่าเงินปันผลจะลดลงตามแนวโน้มของผลประกอบการ ตั่งให้ Yield สูงในระดับ
6.8%
              แม้ว่าเงินปันผลในปี 2552 จะลดลงตามทิศทางของผลประกอบการ โดยเรา
คาดว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลในอัตรา 2 บาทต่อหุ้น ขณะที่ราคาหุ้น PTTCH ลดลง
อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Div. Yld.)
ของ PTTCH ยังสูงในระดับ 6.78% ขณะที่ก่อนหน้านี้บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผล
สำหรับผลประกอบการครึ่งปีหลังของปี 2551 ในอัตรา 1 บาทต่อหุ้น (Div. Yld.
3.39%) โดยบริษัทจะทำการขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 3 มี.ค. 2551 

บริษัทสะสมความมั่งคั่งในช่วงที่ผ่านมาจำนวนมาก + กระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง ทำให้
เราเชื่อว่า PTTCH จะสามารถผ่านวิกฤตรอบนี้ได้ ยังคงแนะนำ ซื้อลงทุน
   พื้นฐานของบริษัทแข็งแกร่งจากการสะสมความมั่งคั่งในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่าน
มาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาระทางการเงินปัจจุบันไม่มาก โดยบริษัทมีหนี้สินสุทธิต่อ
ทุนในระดับ 0.23 เท่า ทำให้เราเชื่อว่าบริษัทสามารถผ่านวิกฤติอุตสาหกรรมและ
เศรษฐกิจในรอบนี้ได้ ขณะที่บริษัทเหลือเงินลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เพียงในปี
2552 นี้เท่านั้น ซึ่งหลังจากนี้ (2553 – 2556) เหลือเงินลงทุนเฉลี่ยปีละ 3,700 ล้าน
บาท เท่านั้น ทำให้ยังเชื่อว่าบริษัทจะยังสามารถรักษาระดับ Dividend Pay-out
Ratio ในระดับสูงต่อเนื่องได้ แม้ว่าเงินปันผลจะลดลงจากปี 2551 ที่ผ่านมาก็ตาม
ด้านราคาที่เหมาะสมของ PTTCH ในปี 2552 เราประเมินไว้ที่ 38 บาท ทำให้เรายัง
คงแนะนำ ซื้อลงทุน

            
            
 

ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   02/03/09   เวลา   9:50:51

 
สำหรับท่านที่ต้องการวิแคะเป็นอย่างเขาบ้าง ลองอ่านดูแล้วพิจารณามุมมองที่แตกต่าง ของ 3 ค่ายนี้
เพื่อการเข้าใจในบทวิแคะของแต่ละค่าย เราควรทำความเข้าใจในมุมมองของแต่ละค่ายก่อนจะได้ไม่โทษเขาให้เสียความรู้สึกคับ

จะเห็นได้ว่า แต่ละค่ายมองต่างมุมกันนะคับ ตามประเด็นดังนี้
1 ระยะเวลาการลงทุน บล.เกียรตินาคิน นั้นมองระยะไกลๆ เลย แต่อีก 2 ค่ายนั้นมองระยะสั้น ถ้าคุณเป็นนักลงทุนระยะยาวหรือระยะสั้นก็เลือกอ่านเอาเองได้
2 การให้ความสำคัญกับการ Growth ของบริษัท โดย บล.เคจีไอ จะให้ความสำคัญเป็นหลัก วิแคะอย่างไรก็ขายทิ้งอยู่ดี เพราะว่าเป็นไปไม่ได้หรอกว่า recession ปิโตรจะ Growth
3 ภาวะกระแสเงินสดในอนาคต โดย บล.สินเอเซีย จะให้ความสำคัญเป็นหลัก วิแคะอย่างไรก็เหมือนการวิแคะ Growth เพราะว่าเป็นไปไม่ได้หรอกว่า recession ปิโตรจะ Growth

ดังนั้นเราต่างหากที่จะประเมินว่า ปัจจัยอะไรที่สำคัญที่สุด และ เราเป็นนักลงทุนประเภทไหน สายตายาว หรือ สายตาสั้น เลือกกันเอาเองนะครับ ผมชี้นำให้เห็นเหมือนที่ผมเห็นได้เท่านี้แหละครับ เส้นทางเดินของแต่ละท่านเลือกกันเอาเอง

ปล. โชคดีนะครับสำหรับคนใฝ่รู้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #595 เมื่อ: 08/03/09 17:17:41 »

ขอเอากระทู้ที่ผมเห็นว่ามีคุณค่ามาลงให้อ่านกันต่อนะคับ
พี่ ป.4 คิดเหมือนผมเลยครับ ผมคิดถึง bank and พลังงาน แต่ว่าราคาพลังงานนั้นลงไม่มากเท่า bank เมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน


แต่ก่อนอื่นที่พี่ ป.4 กล่าวถึงพฤติกรรมของ NPL ผมมีกราฟมาให้ดูซะเลยเอาไปดูปลากรอบ



จากกราฟ จะเห็นได้ว่า NPL จะออกมาตอนเสดกิจแย่ไปแล้น นั้นหมายถึงว่าถ้าเริ่มมีการลงของ NPL ไปแล้นเป็นสัญญาณที่เสดกิจฟื้นตัวเราก็เริ่มมาเก็บเกี่ยวแบงค์ กันเอามันเลย แล้วลองดูราคาของ bank ในระยะวิกฤต ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร



จะเห็นว่าราคาแบงค์นั้นจะค่อยๆ ลงช้าๆ และออกอาการทีหลัง ก็เหมือนตอนนี้ NPL ยังอยู่ประมาณ 5% กว่าๆ ถือว่าเล็กน้อยมั้กๆ แต่ถ้าเข้าตอนนี้ก็คงเซ็งเป็ด เพราะว่าจะเห็นว่ารายได้ลดลงไปเรื่อยๆ ไม่เหมือน ปิโตร และ พลังงาน ที่ขาดทุนไปก่อนล่วงหน้าแล้น แล้วก็ออกอาการร่วงไปก่อนแล้น ยกตัวอย่างพลังงานวัฏจักรก่อน 2 ตัวให้ดูเป็นตัวอย่างนะ

พลังงาน

ปิโตร และ ปูนปนๆ กัน


ตอนนี้รอแต่ demand ฟื้น เท่านั้น เห็นหรือไม่ว่าทำใมผมสนใจหุ้น แบงค์ แต่ไม่เข้าตอนนี้ และ สนใจปิโตรและพลังงานมากกว่าที่จะเข้าปีนี้

ปล.fundamental-based investor เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น กล้าในสิ่งที่คนอื่นกลัว และกลัวจนขี้ขึ้นสมองในสิ่งที่คนอื่นกล้า
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #596 เมื่อ: 09/03/09 20:03:41 »

คอลัมน์: มันนี่ทิปส์: อวสาน Value Investor!!

โพสต์ทูเดย SECTION A 07/03/2009 07:34:06
สวลี ตันกุลรัตน์


สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง แล้วนับประสาอะไรกับชายสูงอายุอย่าง “วอร์เรน บัฟเฟตต์” จะไม่รู้จักกับคำว่า “ขาดทุน” (อีกครั้ง) เพราะในปี 2551 บริษัท เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ ของเขา มูลค่าหุ้นลดลง 9.6% จากปี 2550 นับเป็นการขาดทุนครั้งที่ 2 และเป็นครั้งที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 44 ปี (ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2544 ซึ่งเกิดเหตุการณ์ช็อกโลก 9/11 เบิร์กไชร์ฯ ขาดทุน 6.2%)
นอกจากนี้ บัฟเฟตต์ ประธานบริษัท เบิร์กไชร์ฯ ในฐานะนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ในโลก “การลงทุนแบบเน้นคุณค่า” (Value Investing) และสุดยอด ปรมาจารย์ของนักลงทุนที่เรียกตัวเองว่า “Value Investor” ยังยอมรับ (ในสารถึงผู้ถือหุ้น) ด้วยว่า “ในปี 2551 ผมทำบางอย่างที่ซื่อบื้อ ผมทำผิดพลาดครั้งใหญ่อย่างน้อยหนึ่งอย่าง และยังมีความผิด เล็กๆ น้อยๆ อีกหลายอย่าง ที่สร้างความเสียหายเช่นเดียวกัน”
ตราบาปที่บัฟเฟตต์ต้องก้มหัวยอมรับความผิดพลาดที่เขาทำคือ เขาซื้อหุ้นบริษัท โคโนโคฟิลลิปส์ (บริษัทด้านพลังงานขนาดใหญ่) ในช่วงที่ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งขึ้นเกือบแตะจุดสูงสุด ด้วยความเชื่อว่าราคาน้ำมันสูงๆ จะเป็นผลดีกับบริษัท แต่เขากลับทำให้เบิร์กไชร์ฯ เสียหายไปหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ เพราะนอกจากราคาน้ำมันจะไม่วิ่งต่อแล้ว ยังปักหัวลงอย่างรุนแรงอีกด้วย

ไม่เฉพาะปรมาจารย์ของ Value Investor เท่านั้น ที่ออกอาการเป๋ๆ ในปีที่ผ่านมา แต่นักลงทุนในแนว Value Investing หรือที่เรียกว่า VI ในประเทศไทยหลายคนก็อ่วมไปไม่น้อย โดยเฉพาะถ้าวัดจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อครั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง 10 ปีผ่านไป วันนี้ก็ยังย่ำอยู่แถวๆ 400 จุด
ผู้จัดการกองทุนหุ้นหลายคนยังยอมรับว่า ปีนี้อาจจะไม่ใช่ปีของแนว Buy and Hold เพราะราคาหุ้นย่ำอยู่กับที่ ขึ้นไปได้สักหน่อยก็ถอยหลังกลับมาอยู่ที่เดิม ทำให้ต้องหันมาซื้อๆ ขายๆ ทำกำไรจากความผันผวนของราคาให้มากขึ้น
หรือนี่จะเป็นจุดจบของ Value Investor!
อย่าปล่อยความสงสัยให้ค้างคาใจ ต้องไปถาม Value Investor ตัวจริงเสียงจริงว่า ในวันนี้พวกเขายัง “สบายดี” อยู่ไหม

แต่ก็ยังสบาย
เรารู้จัก “โย” หรือ “YOYO” สมาชิกในเว็บไซต์ thaivi.com ที่รวบรวมคนรักการลงทุนในแนวทาง Value Investing เขาตั้งแต่ยังเป็น Value Investor รุ่นเยาว์ ที่โดดเด่นด้วยผลตอบแทนที่เขาได้รับจากการลงทุนตามวิถีทางของ Value Investor เพราะเขาทำให้เงินลงทุน 1.7 ล้านบาท กระโดดขึ้นมาเป็น 17 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 4 ปี
แต่ในปี 2551 เขาก็ไม่ได้ต่างไปจากนักลงทุนคนอื่นๆ เพราะเขาขาดทุน 50%
“ปีที่แล้วก็ลดลงไปตามตลาด แต่ก็ยังสบายๆ อยู่ ไม่ได้เดือดร้อนอะไร และเพื่อนๆ หลายคนที่ลงทุนในแนว Value Investing ก็ไม่มีใครเดือดร้อน แม้ว่ามูลค่าพอร์ตจะลดลงไป 30-40% แต่ไม่ว่าจะปรับลดลงอย่างไร ก็ยังมีกำไรสะสมอยู่”
นอกจากนี้ เขายังรื่นรมย์อยู่กับอัตราเงินปันผล เพราะในปี 2551 อัตราเงินปันผลเฉลี่ยอยู่ประมาณ 10% แต่ปีนี้ที่ราคาหุ้นลดลง อัตราเงินปันผลก็ขึ้นไปถึง 15% ไปเจอบางตัวได้ถึง 20% ซึ่งความไม่ สมเหตุสมผลของตลาดก็ทำให้อัตราเงินปันผลเพิ่มขึ้น
เขาบอกว่า สิ่งที่ทำให้เขายัง “สบายๆ” อยู่ เป็นเพราะการลงทุนในแนวของ Value Investing จะคัดเลือกธุรกิจที่น่าจะดี และพอเกิดวิกฤตพวกหุ้นที่ถือไว้ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่บางบริษัทยังสามารถทำกำไรได้เหมือนเดิม และถ้าตัวใดได้รับผลกระทบมากหน่อยก็อาจจะขายออกไปบ้าง
“ช่วงที่หุ้นมีการเปลี่ยนแปลงมากๆ ก็ทำให้เกิดโอกาส เพราะแม้ว่าราคาหุ้นที่ถืออยู่ปรับลดลง แต่บางครั้งหุ้นที่เล็งเอาไว้ แต่ราคาแพงมาก พอราคาลดลงมาแรงก็เข้าไปซื้อเก็บไว้ เพราะนับจากนี้ไปอีก 3-5 ปี คนที่ลงทุนวันนี้น่าจะได้ผลตอบแทนดีเหมือนคนที่ลงทุนในช่วงวิกฤตปี 2540”

ล้างพอร์ตเก็บเงินสด
นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง” ที่แม้จะออกตัวว่า เขาไม่ใช่นักลงทุนมืออาชีพ เพียงแต่ชอบออมเงินไว้ในหุ้นเท่านั้น และไม่ได้เรียกตัวเองว่า Value Investor ได้อย่างเต็มปากเต็มคำนัก แต่เขาก็เป็นคนหนึ่งที่ลงทุนตามแบบ Value Investing และไม่เห็นด้วยกับการซื้อขายเก็งกำไร
“ผมขายหุ้นออกไปหมดแล้วตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2551 ออกไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เปิดบัญชีเงินฝากประจำ”
นรินทร์ เล่าว่า โชคอยู่ข้างเขา เพราะเขาตัดสินใจขายหุ้นที่มีการเคลื่อนไหวตามตลาดมากๆ ออกไป เมื่อตอนที่มีข่าวว่าราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราเงินเฟ้อจะมากกว่า 10%
“จำได้ว่าเวลาเงินเฟ้อเป็นตัวเลข 2 หลัก ตลาดหุ้นจะอยู่ไม่ได้ ก็เลยขายหุ้นบางส่วนออกไป และอีกส่วนหนึ่งถือไว้ จนกระทั่งรู้สึกว่าเศรษฐกิจจะแย่ลงจึงตัดสินใจขายหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นโชคของผม เพราะแม้ว่าตลาดหุ้นจะไม่ได้ลดลงจากเหตุผลที่ผมคิด แต่สิ่งที่ตัดสินใจทำไป ผลที่ออกมากลายเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง”
และตอนนี้เขาเริ่มหันกลับมามองตลาดหุ้นอีกครั้ง เพียงแต่ยังไม่รีบร้อน เพราะเชื่อว่าความเสี่ยงในตลาดหุ้นยังมีอยู่มาก
“ภาพเศรษฐกิจที่ชัดเจนยังไม่เผยออกมา เพราะฉะนั้นถ้าจะเข้าไปซื้อเต็มตัวตอนนี้ก็ยังเสี่ยงอยู่” นรินทร์ กล่าว

ชีวิตยังเหมือนเดิม
ฉัตรชัย วงแก้วเจริญ Value Investor ที่ดำรงชีวิตด้วยเงินปันผลจากหุ้นเพียงตัวเดียวที่เขาเลือกลงทุนมานานกว่า 7 ปี และวันนี้เขาก็ยังสบายใจกับหุ้นตัวเดิม แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะไม่เหมือนเดิม
“ผมยังถือหุ้นตัวเดิม จำนวนหุ้นเท่าเดิม และใช้ชีวิตเป็นปกติเหมือนเดิม”
พร้อมกับบอกว่า เงินปันผลจากผลประกอบการในปี 2551 ยังดีอยู่ และมากกว่าเงินปันผลในปี 2550 อีก เพราะในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2551 บริษัทเขาทำไว้ดีมาก เพราะฉะนั้นในไตรมาส 4 ที่ยอดขายตกลงมาบ้าง ก็ไม่มีผล ขณะที่ราคาหุ้นปรับลดลงไป 5 บาท แต่ได้เงินปันผล 3.65 บาท เพราะฉะนั้นเท่ากับว่ามูลค่าลดลงไปแค่บาทเศษเท่านั้น
“บริษัทก็ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจบ้าง อาจจะลด 10-15% เป็นไปได้ แต่ไม่ได้รับผลกระทบมากจนติดลบ และก็ยังไม่คิดที่จะขายหุ้นออกไป เพราะราคาที่ลงทุนยังต่ำกว่าราคาในกระดาน และเงินปันผลที่ประมาณ 4 บาท ก็คิดเป็นอัตราเงินปันผลเกือบ 10% เศรษฐกิจแย่ แต่บริษัทก็ยังมั่นคง เลยไม่ได้สนใจอะไร”
นอกจากนี้ ฉัตรชัย ยังแถมท้ายด้วยว่า “โทรศัพท์ไปคุยกับพนักงานบริษัทแล้ว เสียง (พนักงาน) ยังดีอยู่ แปลว่ายังโอเค”

มองหาหุ้นดีๆ ทุกวัน
อนุรักษ์ บุญแสวง ที่บอกว่า เขาเป็น Value Investor ทั้งวิธีการลงทุนและวิถีชีวิต
“ตอนต้นปี 2551 ทำกำไรไว้เกือบ 60% เพราะฉะนั้นปีที่แล้วทั้งปีก็เลยมีกำไรอยู่นิดหน่อย ประมาณ 3% และอาจจะมีโชคอยู่บ้าง เพราะซื้อหุ้นถูกตัว”
อนุรักษ์ บอกว่า ตอนนี้เขายังเก็บเงินสดส่วนหนึ่งไว้รอความชัดเจนของตลาด
“ตอนนี้ผมก็ยังทำเหมือนเดิม คือ พยายามทำการบ้าน ไปค้นหา ไปมองหาหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรเป็น มองหาหุ้นดีๆ อยู่ทุกวัน ซึ่งพบว่ามันมีอยู่เยอะมาก แต่ในตลาดยังมีความไม่ชัดเจนอยู่เยอะ”
เขาพบว่า “หลักการของ Value Investing ไม่ได้ Perfect สำหรับทุกสถานการณ์ เพราะมันมีจุดอ่อน ซึ่งเมื่อเข้าใจจุดอ่อนของมันแล้วเราก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยง”
จุดอ่อนที่อนุรักษ์พบ คือ “การลงทุนในแบบ Value Investing จะถือหุ้นไว้ 100% ทำให้เมื่อเกิดภาวะตื่นตระหนกในตลาดหุ้นจะเจ็บตัว เพราะออกไม่ทัน ทำให้เกิดความเสียหายสูง เงินจม แต่จะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์แบบนี้ได้หรือไม่ ก็คงยาก เพราะถ้าเรารอจังหวะซื้อๆ ขายๆ มันมีความไม่แน่นอนสูง”
เขาบอกว่า ในอนาคตอาจจะไม่ทุ่มสุดตัว ไม่มองโลกในแง่ดีเกินไป จะเก็บเงินสดไว้เผื่อทางหนีทีไล่เอาไว้บ้าง
นอกจากนี้ อนุรักษ์ยังฝากถึง Value Investor รุ่นใหม่ๆ ว่า “ในชีวิตการลงทุนมันต้องมีพายุฝนบ้าง เป็นฤดูกาล แต่ถ้าเราเข้าใจ ไม่ทุกข์ไม่ร้อน รอจนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านไป ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม”
ความผิดเพียงครั้ง
ดูเหมือนว่า Value Investor ทั้ง 4 คน ที่แม้จะมีวิธีปฏิบัติแตกต่างกัน แต่ทุกคนก็อยู่รอดได้อย่างสบายๆ แม้ว่าหลายๆ คนในตลาดหุ้นจะไม่ค่อยสบาย และทั้ง 4 คนก็พร้อมที่จะปกป้อง “ความผิดพลาด” ของบัฟเฟตต์ ในฐานะที่บัฟเฟตต์เป็นคน ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ต้องมีการผิดพลาดบ้าง
“ถ้าไปดูตัวเลขจะเห็นว่าเขาขาดทุนน้อยมาก เมื่อเทียบกับดัชนี S&P 500 เพราะฉะนั้นเขายังชนะตลาดอยู่มาก และเขาก็เป็นเหมือนคนทั่วๆ ไป ที่ต้องมีผิดพลาดบ้าง แต่ภาพใหญ่ของเขายังไม่ผิดพลาด ยังเหมือนเดิม และวิกฤตครั้งนี้อาจจะทำให้บัฟเฟตต์โดดเด่นขึ้นมากกว่าเดิมก็ได้ เพราะเขายังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ในขณะที่คนอื่นๆ ขาดทุนหนักกว่า” อนุรักษ์ กล่าว

เช่นเดียวกับ ฉัตรชัย ที่บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเบิร์กไชร์ฯ ในปีที่ผ่านมาเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะสั้น ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ผ่านมา
“เป็นใครก็มีโอกาสพลาดได้ แต่โดยเฉลี่ยแล้ว Value Investing เป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุด” ฉัตรชัย ยืนยัน
“วิธีการลงทุนของเขายังใช้ได้ ต้องดูกันระยะยาว เขาเป็นมหาเศรษฐีระดับโลก จะมามองกันปีเดียว แล้วบอกว่าเขาผิดไม่ได้ และจะมีสักกี่คนที่มั่นคงอย่างบัฟเฟตต์” นรินทร์ กล่าว
พร้อมกับยกย่องบัฟเฟตต์ว่า “ถ้าเขาคิดว่าเขาคิดผิด เขาจะยอมรับออกมาตรงๆ”
และคงไม่ใช่แค่ 4 คนนี้เท่านั้นที่จะมองข้ามความผิดพลาดของบัฟเฟตต์ แต่หากเราเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของเบิร์กไชร์ฯ ที่มองที่ผลตอบแทนสะสม (รายละเอียดตามตาราง) เราก็จะรู้ว่า Value Investing คือคำตอบสำหรับการลงทุนระยะยาวจริงๆ

นี่คือจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบ
อนุรักษ์ บอกว่า ถ้าดูจากประวัติศาสตร์จะพบว่า ช่วงที่ตลาดหุ้นปรับลดลงมากๆ ใน 4-5 ปีต่อจากนั้นจะสร้างเศรษฐีใหม่ขึ้นมามากมาย เช่นเดียวกันในเวลานี้ ที่มีหุ้นดีๆ ในสายตาของ Value Investor จำนวนมาก
“อย่ามองว่าขาดทุนแล้วจะขาดความมั่นใจ เหมือนที่คนส่วนใหญ่มอง เพราะจะทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ และถ้ามาขายหุ้นตอนนี้มันก็คือจุดจบจริงๆ เพราะจะไม่เหมือนอะไรเลย ทั้งๆ ที่ถ้าอดทนถือหุ้นดีๆ ไปอีก 3-4 ปี หุ้นก็จะกลับมาที่เดิม และอีกสักพักก็อาจจะได้กำไรเยอะแยะ
หลักการของ Value Investing คือ หาหุ้นที่ราคาต่ำๆ และห้ามขาย ซึ่งมันต้องอดทน แต่มันมีคนทำได้ไม่มาก เพราะมันฝืนธรรมชาติของมนุษย์ ที่มีความกลัว เพราะฉะนั้น Value Investor ที่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับการควบคุมสภาพจิตใจ”
บัฟเฟตต์ เปรียบเทียบภาวะการลงทุนในปีที่ผ่านมาว่า นักลงทุนต่างชุ่มโชกไปด้วยเลือดและเต็มไปด้วยความสับสน เหมือน “นกตัวจ้อย” ที่พลัดหลงเข้ามาในสนามแบดมินตันที่กำลังขับเคี่ยวกันอย่างเมามัน
แต่ถ้าเราเป็น “นกตัวจ้อย” ที่มองการแข่งขันอยู่บนขอบหลังคาสนามแบดมินตัน นี่จะไม่ใช่จุดจบของเรา แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นที่สวยงามต่างหาก
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #597 เมื่อ: 09/03/09 22:53:07 »

Monday, 9 March 2009
วิเคราะห์หุ้นแบบ VI

          นักลงทุนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนที่บริหารกองทุนรวมที่ต้องลงทุนซื้อหุ้นจำนวนมากต่างก็อาศัยบทวิเคราะห์หุ้นของนักวิเคราะห์หุ้นมืออาชีพ     แต่ผมเองแทบไม่ดูบทวิเคราะห์เหล่านั้นเลย   เหตุผลก็เพราะวิธีการลงทุนของผมนั้น   เป็นการลงทุน  “ซื้อธุรกิจ”  ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว  อย่างน้อยก็  3- 5 ปี  ขึ้นไป   ซึ่งไม่มีบทวิเคราะห์ไหนทำ   บทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์นั้นส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด  มองไปที่ผลประกอบการอย่างมากก็  1-2  ปีข้างหน้า  ดังนั้น   พวกเขาก็มักจะดูว่าบริษัทจะมีกำไรเท่าไรอิงจากผลประกอบการในปีปัจจุบัน  โดยนำเอาภาวะของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมมาเป็นตัวประกอบ    ส่วนผมเองนั้น   ผมจะสนใจในด้านของ   “โครงสร้าง”  ซึ่งเป็นเรื่องที่ถาวรกว่าและไม่ค่อยจะขึ้นกับภาวะแวดล้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ    ซึ่งโดยนัยนี้  ผมจึงไม่ค่อยสนใจภาวะเศรษฐกิจที่มีขึ้นมีลง   แต่ผมจะสนใจโครงสร้างของอุตสาหกรรมว่า   ในธุรกิจนั้นมีการแข่งขันกันอย่างไร   สนใจว่าบริษัทมีจุดเด่นหรือจุดอ่อนอย่างไร   ใครคือ  “ผู้ชนะ”  หรือจะเป็นผู้ชนะในการแข่งขัน

 
                การวิเคราะห์หุ้นแต่ละตัวนั้น   แน่นอน  จะต้องดูรายละเอียดของแต่ละบริษัท   อย่างไรก็ตาม   มี  “โครงสร้าง”  และข้อมูลของธุรกิจบางอย่างที่เป็นตัวบอกว่าเรากำลังเจอธุรกิจที่ดีหรือไม่ดีได้    ข้อมูลเหล่านี้เราสามารถนำมาให้คะแนนเพื่อที่จะสรุปว่าบริษัทที่เราดูอยู่เป็นอย่างไร  ลองมาดูรายการที่สำคัญ ๆ 

 
                ข้อมูลตัวแรกก็คือ   กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ  ROE  นี่คือข้อมูลที่ดูง่ายและมีประสิทธิภาพสูง   บริษัทที่มี  ROE  สูงคือบริษัทที่ดี   ยิ่งสูงก็ยิ่งดี   แต่ต้องดูว่าเป็นการสูงอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นปกติ  ไม่ใช่สูงแค่ปีสองปีหรือในยามที่อุตสาหกรรมกำลังเป็นขาขึ้น   หลักเกณฑ์ง่าย ๆ  ในการให้คะแนนก็คือ   ถ้าบริษัทมี  ROE ตั้งแต่  15%  ขึ้นไป   เราก็ให้คะแนน  บวกหนึ่ง   ถ้า  ROE  ตั้งแต่  10-15  ให้คะแนนเท่ากับศูนย์    ถ้า  ROE  ต่ำกว่า  10%  ลงมาให้คะแนนติดลบหนึ่ง   คะแนนที่ได้นี้จะเก็บไว้รวมกับคะแนนของข้อมูลตัวต่อไปเพื่อหาคะแนนรวมของบริษัท

 
                ข้อมูลตัวที่สองก็คือ  กระแสเงินสดของกิจการ   ถ้ากิจการขายสินค้าแล้วได้เป็นเงินสดในขณะที่เวลาซื้อสินค้าจ่ายเป็นเงินเชื่อ   กระแสเงินสดของกิจการก็จะดี   ความจำเป็นต้องระดมเงินมาใช้จากภายนอกเช่นการกู้เงินหรือออกหุ้นก็จะน้อยและจะเป็นผลดีต่อบริษัท   เกณฑ์แบบง่าย ๆ  ก็คือ   ถ้าบริษัทมีเจ้าหนี้การค้ามากกว่าลูกหนี้การค้ามากเช่นในกรณีของผู้ค้าปลีกหรือบริษัทที่ขายให้กับผู้บริโภคโดยตรงซึ่งทำให้กระแสเงินสดของบริษัทดี  ให้คะแนน  บวกหนึ่ง    ถ้าเจ้าหนี้และลูกหนี้พอ ๆ  กันเช่นในกรณีของโรงงานผู้ผลิตจำนวนมาก  แบบนี้ให้คะแนนศูนย์   ในกรณีของบริษัทที่มีลูกหนี้การค้ามากแต่มีเจ้าหนี้การค้าน้อย   นั่นคือคนที่ขายสินค้าเป็นเงินเชื่อแต่ต้องจ่ายค่าสินค้าหรือวัตถุดิบในการผลิตเป็นเงินสด  เช่น  ผู้ค้าส่งที่นำสินค้ามาจากต่างประเทศ  แบบนี้ก็ให้คะแนน   ลบหนึ่ง 

 
                ข้อมูลตัวที่สามซึ่งผมคิดว่าค่อนข้างสำคัญก็คือ   ความสามารถในการปรับราคาสินค้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น    ถ้าบริษัทสามารถปรับราคาได้ค่อนข้างจะเร็วหรือทันที   ความเสี่ยงที่บริษัทอาจจะขาดทุนจากสต็อกสินค้าก็ไม่มีและจะทำให้สามารถรักษาระดับของกำไรได้ค่อนข้างแน่นอน   บริษัทที่มีลักษณะของธุรกิจแบบนี้มักจะมีอำนาจทางการตลาดสูง   เราให้คะแนน   บวกหนึ่ง    บริษัทที่สามารถปรับราคาได้แต่ต้องใช้เวลาพอสมควรเช่นภายใน  3  เดือน  แบบนี้ให้คะแนนศูนย์  นี่คือบริษัททั่ว ๆ  ไปที่มักไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นให้แก่ผู้ซื้อได้ทันทีเพราะมีการแข่งขันทางธุรกิจสูง   บริษัทที่ไม่มีอำนาจทางการตลาดเลยและเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่บริษัทไม่สามารถกำหนดราคาได้เลย  เช่น  ราคาน้ำมัน  ถ่านหิน  เหล็ก  และผลิตผลทางการเกษตรต่าง  ๆ   แบบนี้เราให้คะแนน   ติดลบหนึ่ง

 
                บริษัทที่เป็น  Dominant Firm  คือมีขนาดใหญ่กว่าอันดับสองมาก  มักจะมีความได้เปรียบในหลาย  ๆ  ด้าน  เฉพาะอย่างยิ่งทางด้านของต้นทุน   ดังนั้น   เราให้คะแนน  บวกหนึ่ง   บริษัทตั้งแต่อันดับหนึ่งแต่ไม่ใช่  Dominant Firm จนถึงอันดับประมาณ   3   ของอุตสาหกรรม ให้คะแนนศูนย์   บริษัทที่มีอันดับหลังจากนั้นให้คะแนน  ติดลบหนึ่ง   อย่างไรก็ตาม   ถ้าเราพิสูจน์หรือเชื่อได้ว่าขนาดของกิจการไม่ได้มีผลต่อต้นทุนหรือความได้เปรียบอย่างอื่นในการแข่งขัน    เราก็ให้คะแนนศูนย์กับทุกบริษัท

 
                ข้อมูลตัวที่ห้า  คือข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนของบริษัท    กิจการบางแห่งเป็นกิจการที่ขยายงานได้โดย   “ไม่ต้องลงทุน”   นี่คือกิจการที่ใช้หรือต้องลงทุนใน  อาคาร  อุปกรณ์   เครื่องจักร  และเงินทุนหมุนเวียนของตนเองน้อย   และภายในเวลาเพียง  2-3  ปี  ก็ได้เงินคืนมาหมด  เช่น  กิจการค้าปลีกที่อาศัยการเช่าสถานที่เปิดร้านค้าเป็นหลัก   กิจการแบบนี้เป็นกิจการที่ดีเพราะจะสามารถขยายงานไปได้เรื่อย ๆ  โดยไม่ต้องกู้หรือเพิ่มทุน  ทำให้สามารถจ่ายปันผลได้สูง   แบบนี้ให้คะแนน   บวกหนึ่ง   กิจการที่เวลาขยายงานต้องลงทุนสูงพอสมควรอย่างเช่นโรงงานที่ผลิตสินค้าธรรมดา ๆ  ที่ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีมากนักเช่นผลิตอาหารหรือเครื่องดื่ม  หรือผลิตไฟฟ้าหรือน้ำประปา   แบบนี้ให้คะแนน  ศูนย์    กิจการที่เป็นโรงงานที่ซับซ้อนและเทคโนโลยีมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเร็วทำให้ต้องอัพเกรดโดยการลงทุนอุปกรณ์ใหม่ ๆ  อยู่เรื่อย ๆ   แบบนี้ให้คะแนน  ลบหนึ่ง

 
                ข้อมูลตัวสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงที่เป็นข้อมูลสำคัญก็คือ   การเจริญเติบโต   กิจการที่โตเร็ว   นั่นคือ   ในระยะยาวโตเร็วกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจหรือ  GDP ตั้งแต่ 3 เท่าขึ้นไป   นั่นคือยอดขายโตประมาณปีละ  15%  ให้คะแนน   บวกหนึ่ง   ยอดขายโตตั้งแต่  5-15%  ต่อปีโดยเฉลี่ยให้คะแนน   ศูนย์   ยอดขายโตต่ำกว่า  5%   ต่อปีในระยะยาวให้คะแนน  ลบหนึ่ง   การเติบโตของยอดขายที่ว่านี้ต้องเป็นการเติบโตแบบทบต้นและระยะยาวตั้งแต่  5  ปีขึ้นไป  ซึ่งทำได้ไม่ง่ายนัก

 

                 รวมคะแนนทั้งหมดของบริษัทที่เราวิเคราะห์ก็จะได้คะแนนที่อาจจะเป็นบวก  ลบ   หรือเป็น  ศูนย์   บริษัทที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้  บวก  6  คะแนน  ต่ำสุดก็จะได้  ลบ  6  คะแนน  ซึ่งคงหาได้ยากพอควร    เอาตัวเลขที่ได้บวกด้วย  10   ก็จะได้ค่า   PE  สูงสุดที่เราจะซื้อหุ้นตัวนั้น   นั่นแปลว่า   บริษัทที่ดีที่สุดได้คะแนนสูงสุดเราจะซื้อต่อเมื่อ  PE  ไม่เกิน  16  เท่า  บริษัทธรรมดา ๆ   ที่คะแนนไม่บวกหรือลบเราก็จะซื้อต่อเมื่อ  PE  ไม่เกิน  10  เท่า   และบริษัทที่แย่มากที่สุดนั้น   เราไม่ควรซื้อที่  PE  เกิน  4  เท่า   และทั้งหมดนี้ก็คือวิธีวิเคราะห์และซื้อหุ้นแบบ  VI  เวอร์ชั่นหนึ่ง  ที่หยาบ ๆ  และคิดในใจได้     
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #598 เมื่อ: 10/03/09 00:42:28 »

เป็นอย่างที่ผมบอกใหมเล่า  หุ้นพื้นฐานดีๆ  ถ้าเล่นรอบ ก็โอเค  แต้ถ้าคิดจะถือยาว timing ยังไม่ใช่
ขึ้นกับมุมมองมากกว่านะครับ เหมือนที่ผมเอาบทวิแคะของนักวิแคะต่างๆ มากางให้ดูว่า มุมมองเขาต่างกัน และการรับได้กับความเสี่ยงในระดับที่ต่างกัน ครับ อีกอย่างการเก็บ ณ จุดต่ำสุดนั้น เหมือนการหา ค่าความน่าจะเป็น ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเก็บจุดต่ำสุดทีเดียวปริมาณมากๆ ลองดูกราฟราคา BBL เป็นตัวอย่าง



เราต้องถูกทั้งเวลา และ การเตรียมปริมาณเงินสด ณ เวลานั้น ลองคิดดูว่าความน่าจะเป็นใน 2 กรณีนี้ มีโอกาสเท่าไรในความคิดของท่านๆ ทั้งหลาย ผมคิดให้ก่อนแบบขำๆ นะ 

1 โอกาสน้อยกว่า 1 ใน 4,000 หน่วยเป็นวัน (ที่มาคือ 11-13 ปี ในการเกิด crisis แต่ละครั้ง) x โอกาสที่เราจะมีเงินสูงสุด ณ เวลานั้น 1 ในชั่วชีวิต = 20,000 วัน อายุประมาณ 60 ปีแระกันนะ
2 ผลลัพธ์ ที่ได้                 

                                   Pop  = 1/4,000x20,000
Pop of correction investment = 1/80,000,000 วัน2
                   แล้วชาตินี้จะได้เก็บ bottom สุดหรือไม่ เพราะว่า ชาตินี้เราอยู่กันแค่ 100 ปีก็ลาจากโลกแล้ว   


เห็นหรือไม่ครับว่า ที่เรากล่าวกันว่า ถูกตัว ถูกเวลา ยังไม่นับโอกาสที่จะ ถูกใจ ที่จะปาเป้าแล้วเข้าแล้วถูกเป๊ะ ความเห็นผมคนเดียวนะว่า "เป็นการเพ้อฝันมากกว่าความเป็นจริง" 

ดังนั้นผมจึงกล่าวแบบกลางๆ เอาในสิ่งที่เป็นจริง และ เป็นไปได้มากกว่าที่จะอยู่ในความฝัน ครับ ว่า สิ่งที่เป็นสัจจธรรม ยังเป็นสัจธรรม เพียงแต่เราจะหามันเจอหรือไม่ หรือว่าเราจะหลอกตัวเองไปวันๆ

ปล. บทความนี้ฝากให้คิดเพราะว่าสุดยอดแห่งเคล็ดวิชาการลงทุนที่แท้จริงคือการมองเห็นในสิ่งที่เป็นสัจธรรมครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

Re: HANDSOME ROOM
jo-ortho
CAFE' JOKING INVESTOR
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11,112


PROUND OF ONESELF@DR. JO DARKMASS


« ตอบ #599 เมื่อ: 10/03/09 22:41:48 »

นี้เป็นปัญหาหนึ่งในการลงทุนแล้วเราจะพบว่า โอกาสที่เราจะทำได้อย่างง้านจริงๆ ในเรื่องของ ถูกตัว ถูกเวลา ถูกใจ มีความเป็นไปได้น้อยมั่กๆ ดังนั้นก็มีคนคิดว่าจะทำไงดีให้การลงทุนได้ผลตอบแทนที่ดี และ บริหารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้หลักการ การกระจายความเสี่ยง ด้วยวิธีดังนี้
1 วิแคะเสดกิจมหาภาค
2 วิแคะเสดกิจจุลภาค
3 วิแคะวัฏจักรธุรกิจ
4 วิแคะคุณภาพบริษัท intrinsic value

จากนั้น ใช้ "วิชาไหมฟ้า" เข้าช่วย แล้วตามด้วยหลักการ DCA (dollar cost average) แล้วความอดทน ร่วมกับความสม่ำเสมอของการออม แล้วคุณจะรู้ว่า ชาตินี้คนก็ได้ลงทุนในภาวะวิกฤต ได้ perfect strom and perfect stock มาไว้ในมืออย่างภูมิใจ ดูภาพปลากรอบ ว่า DCA ใน fundamental-based investment เขาลงทุนกันอย่างไร




แล้วคิดจะลงทุนในหุ้นกู้ระยะ Recession นี้หรอ คิดเอาเองนะครับว่า ค่าเสียโอกาสเท่าไร ถ้าผมคิดให้ เด๋วขำไม่ออกครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พฤษภกาสร    อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง     สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา
หน้า: 1 ... 10 11 [12] 13 14 ... 43 ขึ้นบน ส่งหัวข้อนี้ พิมพ์ 
ดูหุ้น  |  กระดานสนทนา  |  คุย คุ้ย หุ้น  |  สัพเพเหระ (ผู้ดูแล: Tungong, plamuek76)  |  หัวข้อ: HANDSOME ROOM « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.17 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!