ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
25/07/14 15:56:53

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
932,217 กระทู้ ใน 82,887 หัวข้อ โดย 13,770 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: olepower
* หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
:
ดูหุ้น  |  กระดานสนทนา  |  คุย คุ้ย หุ้น  |  สัพเพเหระ (ผู้ดูแล: Tungong, plamuek76)  |  หัวข้อ: HANDSOME ROOM 0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 ... 43 ลงล่าง ส่งหัวข้อนี้ พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: HANDSOME ROOM  (อ่าน 254808 ครั้ง)

Re: DR.K ROOM
-
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,448


« ตอบ #300 เมื่อ: 04/08/08 23:02:27 »

บอกแล้วเขาแม่นหลักการแม่นทฤษฎี ประเภทเปี๊ยะๆ ก็แล้วกัน ในเวปนี้ต้องยกให้เขา
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
ออมสิน
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,526


สิ่งที่แน่นอนที่สุด ก็คือ ความไม่แน่นอน


« ตอบ #301 เมื่อ: 05/08/08 09:44:03 »

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
kafaeyen
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,948



« ตอบ #302 เมื่อ: 05/08/08 11:45:53 »

 Shocked Shocked Shocked แล้วกี่วันจะอ่านย้อนของพี่หล่อหมดเนี่ยะ  เดี๋ยวค่อยๆๆตามอ่านนะคะ 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27/06/09 21:44:49 โดย หล่อ มาดเข้ม » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

รักแท้...ขอแค่ปาฏิหาริย์

Re: DR.K ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #303 เมื่อ: 05/08/08 13:50:26 »

การตกผลึกแนวคิดของเซียน
โดย คุณ naris thaivi


ทำไมในตลาดจึงมีแต่คนร่ำรวยจากหุ้นอยู่ไม่กี่คน แต่มีคนที่ขาดทุนกับหุ้นอยู่เป็นจำนวนมาก

 สาเหตุหนึ่งที่ผมพอจะสัมผัสได้จากหลายท่านที่ประสบความสำเร็จคือ แต่ละท่านมีแนวความคิดที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง มีจุดยืนที่มั่นคงหรือมีกฎที่ตายตัว แต่มีกลยุทธ์ที่ปรับเปลี่ยนตามสภาวะโอกาสได้ตลอดเวลา ดั่งเช่น ต้นไผ่ที่มีรากหยั่งลึกในดินอย่างมั่นคง แต่มีกิ่งก้านที่โน้มไหวตามลมได้เสมอในเวลาที่มีพายุ
 คำถามต่อมาสำหรับนักลงทุนมือใหม่หลายๆท่านคือ "ทำอย่างไร เราจึงจะมีแนวความคิดได้อย่างพวกพี่ๆและอาจารย์ทั้งหลายเหล่านั้น"
 ผมขออนุญาติสรุปประเด็น การตกผลึกทางแนวความคิดให้นักลงทุนมือใหม่ที่สนใจเล่น(ลงทุน)หุ้นไว้พิจารณาเป็นหลักยึดเหนี่ยวทางการลงทุน ไม่ให้เราตกเป็นเหยื่อของบรรดาเจ้ามือทั้งหลาย
 ความหมายของ"แนวความคิด"คือ "การประมวลผลทางสมองที่เกิดจากการสะสมประสบการณ์ทางความคิดของบุคคลนั้นๆได้พบเจอมาในอดีต เช่นถ้าผมถามว่า เจ้าแท่งพลาสติกสีเงิน พับได้ มีเสา มีปุ่มตัวเลขให้กด อยู่ในกระเป๋ากางเกงของผมคืออะไร เกือบ100%จะต้องตอบได้ว่าเป็นโทรศัพท์มือถือ แต่ถ้าผมเอาคำถามนี้ไปถามชาวอัฟริกาไ้ต้ที่ล้าหลัง แน่นอนเขาคงตอบไม่ได้เกือบ100%
เช่นกันสำหรับคำถาม1คำถามที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้น การตีความ ณ.จุดใดจุดหนึ่งของวันนั้น ของนักลงทุนที่ขายหุ้น เพราะเขาคิดว่าหุ้นตัวนั้นจะลง กับนักลงทุนที่ซื้อ เพราะคิดว่าหุ้นตัวนั้นจะขึ้น และผลที่ตามมาส่วนมากคนที่มีการตกผลึกทางแนวความคิดมักจะเป็นฝ่ายถูกอยู่เสมอๆ เพราะแนวความคิดเขาเฉียบคมและไม่มีอารมณ์มาเกี่ยวข้องอยู่นั่นเอง

แล้วแนวความคิดของเราจะเริ่มตกผลึกได้อย่างไร
อย่างที่ผมได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า แนวความคิดของเรามาจาก ประสบการณ์ที่สมองเราบันทึกรูป รส กลิ่น เสียง ความรู้สึก อย่างถูกๆผิดๆ และนำมาประมวลผลสั่งการออกมา เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการให้แนวความคิดของเราตกผลึกได้ต้องมีองค์ประกอบดังนี้
1.เราต้องมีความเชื่อความศรัทธาและความชอบในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เช่น ทุกๆคนชอบในการเล่นหุ้น และเชื่อว่าหุ้นทำให้เรารวยหรือเป็นอิสระภาพทางการเงินได้ เราจึงเล่น(ลงทุน)หุ้น แต่สำหรับคนที่เขาไม่ชอบหุ้น หรือคิดว่ามันจะทำให้ขาดทุน เขาก็คงจะไม่เล่นเช่นกัน
2.เราต้องมีความพยายามที่จะศึกษาและค้นคว้าหาแนวความคิดของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จเท่าที่เราจะศึกษาได้(ทั้งแนวพื้นฐานและแนวเทคนิค) เพื่อนำมาเก็บไว้เป็นmemoryพื้นฐานในสมองของเรา สำหรับประมวลผลในขั้นต่อไป
3.เราต้องริเริ่มคิดโดยใช้เหตุผลของสิ่งที่เรารับรู้เข้ามา ประมวลผล ดูเหตุที่เกิดขึ้น หาคำตอบที่น่าจะเป็น และติดตามเฝ้าดูผลที่เกิดขึ้นจริง ว่าตรงกับที่เราคาดคิดไว้หรือไม่
เช่น เราอาจติดตามการเคลื่อนไหวของหุ้น10ตัวโดยกระจายทั้งหุ้นดี หุ้นวัฎจักร หุ้นเน่า หุ้นปั่น ติดตามการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นทั้งระยะสั้น-ระยะกลาง-ระยะยาว ดูการเคลื่อนไหวเปรียบเทียบกับSET และปัจจัยพื้นฐาน
การคิดและประมวนผลระยะแรกอาจใช้เวลามากพอควร แต่ถ้าเราหมั่นฝึกฝนลับสมองเราอยู่บ่อยๆก็จะเร็วขึ้น เช่น เมื่อเราขับรถยนต์ใหม่ๆสมองต้องสั่งการ
ให้เท้าซ้ายเหยียบครัช เท้าขวาเหยียบเบรก แต่ถ้าเราฝึกฝนจนชำนาญ สมองเราจะสั่งการโดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่รู้ตัว
หรือบางท่านอาจบอกว่ามันคือsenseอธิบายไม่ได้ แต่ผมว่ามันคือจิตใต้สำนึกที่เกิดจากการฝึกฝน ประมวลผล และสั่งการอยู่บ่อยๆนั่นเอง

ถ้าสังเกตุกันให้ดีๆที่ผมพูดไปนั้นคือหลัก อิทธิบาท4(ฉันทะ-วิริยะ-จิตตะ-วิมังสา) ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อธิบายไว้สำหรับบุคคลที่ต้องการจะยิ่งใหญ่ต้องยึดหลัก4ข้อดังนี้
ข้อที่1ตรงกับ ฉันทะ คือความชอบในสิ่งนั้นๆ
ข้อที่2ตรงกับ วิริยะ คือความเพียรพยายาม
ข้อที่3ตรงกับ จิตตะ คือความใส่ใจ และ วิมังสา คือความไตร่ตรอง
 สรุปไม่ว่าจะเป็นแนวความคิดสำหรับนักลงทุนทั้งชีวิตอย่าง วอเรนต์ บัฟเฟตต์, ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร หรือนักเล่นเงินตัวฉกาจอย่าง จอร์ส โซลอส ก็มีโอกาสทำเงินเป็น1000 เป็น10000ล้านได้เช่นกัน แต่นักลงทุนมือใหม่ควรพิจารณาไว้ด้วยว่า
นักลงทุนแบบดร.นิเวศน์ เปรียบเสมือนเรากำลังเลือกบริษัทที่เราต้องการเป็นเจ้าของ ถ้าเราเลือกดี โอกาสขาดทุนน้อยมาก ถ้าเราสามารถหาบ.ที่มีผลตอบแทนเฉลี่ย15%ทบต้น30ปี เงิน1ล้าน จะกลายเป็น64ล้านบาท ในวัยเกษียนของเรา
แต่คิดจะเป็นนักเล่นเงิน หรือสนุกกับการเล่นรอบของหุ้น ถ้าหน้าตักเรามีไม่มากพอที่จะเป็นเจ้ามือ โอกาสที่เราจะถูกเจ้ามือคุมเกมและกินรวบเรามีโอกาสสูง
เพราะฉะนั้นเราควรจะเรียนรู้ให้ครบทุกด้านแต่เลือกที่จะตกผลึกแนวความคิดของเราไปในทางvalueแบบอาจารย์ของผมจะดีกว่านะครับ

ผมขออนุญาติเอาหลักคำสั่งสอนอีกข้อของพระสัมมามัมพุทธเจ้าที่ผมเคยโพสท์ก่อนหน้านี้มาให้พิจารณาไว้ด้วยคือ
พละ5 หมายความว่าการจะทำะไรให้เกิดพลังจะมีองค์ประกอบ5อย่างดังนี้
1.ศรัทธา คือความเชื่อมั่นในสิ่งนั้นๆ ให้มีความเชื่อมั่นในแนวVI
2.ปัญญา คือความรู้ความเข้าใจในสิ่งนั้นจริงๆ คิด-ไตร่ตรองบ. ที่เราจะลงทุนโดยใช้ปัญญา
3.วิริยะ คือความเพียรพยายาม มุ่งมั่นหาข้อมูลและสิ่งที่ต้องการอยากรู้
4.สมาธิ คือความจดจ่อ แน่วแน่ ไม่ตัดสินใจอะไรเร็วเกินไป
5.สติ คือความระลึกได้ รู้ว่ากำลังทำอะไร
เราจะสังเกตุเห็นว่า1จะจับคู่กับ2
ถ้าศรัทธาสูง แต่ ปัญญาต่ำ ก็งมงาย
ถ้าศรัทธาต่ำ แต่ ปัญญาสูง ก็พวกEGOสูง ไม่รับฟังใคร
และ3จะคู่กับ4
ถ้าวิริยะสูง แต่ สมาธิต่ำ ก็พวกไฮเปอร์แอกทีฟ
ถ้าวิริยะต่ำ แต่ สมาธิสูง ก็พวกเฉื่อยชา
และการที่จะทำให้4ข้อแรกสมดุล และสมบูรณ์ก็คือข้อที่5 คือความมีสติ คิดและทำทั้ง4ข้ออย่างมีสติ
อย่างมงาย คิดเหตุและผลอย่างเป็นธรรม
อย่าEGOสูงเพราะเคยประสบความสำเร็จมาแล้ว
อย่าคิดเร็วทำเร็ว หูเบาฟังข่าวลือแล้วซื้อขาย
อย่าตัดสินใจช้า ถ้าปัจจัยพื้นฐานของเหตุและผลเปลี่ยนแปลง
ผมเชื่อว่า นักลงทุนมือใหม่ทุกคนจะประสบผลสำเร็จได้ถ้ายึดแนวทางปฎิบัติตามขั้นต้น

ปล.ที่มาเขียนมาเล่าให้ฟังนี้ ส่วนตัวผมมีวัตถุประสงค์เดียวคือ
ต้องการให้นักลงทุนแนวVIหน้าใหม่ได้มาศึกษา และจงมั่นใจในแนวVI และนำไปหล่อหลอมให้เป็นแนวความคิดของตนเองให้จงได้
เพราะแต่ละท่านจะมีลักษณะนิสัยในการลงทุน และปัจจัยพื้นฐานไม่เหมือนกัน ทำให้ผมเองนึกถึงตัวเองตอนเริ่มลงทุนใหม่ๆว่า เรายังไม่มีหลักยึดเหนี่ยวในการลงทุน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: DR.K ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #304 เมื่อ: 05/08/08 19:49:09 »

แฮ๊บมาจาก thaivi

หุ้นวัฎจักรแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ

1 หุ้น commodity cyclical หุ้นประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์หรือ commodity ซึ่งสินค้าจะหน้าตาเหมือนกัน ทำให้ผู้ผลิตเกือบทุกรายจะต้องขายสินค้าหรือบริการที่ราคาเดียวกัน ได้แก่ เหล็ก ปิโตรฯ น้ำมัน ถ่านหิน เรือ แร่ธาตุ ฯลฯ หุ้นประเภทนี้จะมี cycle ขึ้นลงตาม demand supply ของอุตสาหกรรม ซึ่งมีปัจจัยด้านการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกเข้ามาเกี่ยวข้องในด้าน demand และมีปัจจัยด้านการเพิ่มหรือลดการผลิตของผู้ผลิตรายใหญ่ๆ ของโลกซึ่งเป็นตัวกำหนด supply ดังนั้นผู้ศึกษา cycle ของธุรกิจจะต้องวิเคราะห์ให้ถูกทั้งด้าน demand และ supply ถูกด้านเดียวไม่พอครับ

2 หุ้น economic cyclical หุ้นประเภทนี้แม้จะไม่ได้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ แต่สินค้าหรือบริการนั้นมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจสูง เพราะอาจจะเป็นสินค้าที่ไม่ได้จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตนักหรือพอจะชะลอการซื้อได้ หรือ/และ สินค้าของผู้ผลิตเหล่านี้แม้ไม่ได้เป็น commodity ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนักและลูกค้าพร้อมจะ switching จากยี่ห้อหนึ่งไปอีกยี่ห้อ ทำให้เมื่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจึงมีการตัดราคากัน หรือเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนคงที่สูงมากทำให้การลดลงของรายได้ใกล้เคียงกับกำไรที่จะลดลง หุ้นกลุ่มนี้ เช่น รถยนต์ อสังหาฯ วัสดุก่อสร้าง อิเลคทรอนิกส์ รวมไปถึงหุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน คือ ธนาคาร เงินทุนและหลักทรัพย์

การวิเคราะห์หุ้น economic cyclical นั้น ต้องอาศัยความสามารถในการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคสูงครับ เพราะยอดขายของหุ้นกลุ่มดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับนักลงทุนอย่างเราที่จะไปทำนายแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศ ที่ปัจจุบันมีตัวแปรในอนาคตที่คาดการณ์ยากจำนวนมาก เช่น การเมือง ราคาน้ำมัน เศรษฐกิจประเทศสำคัญๆ เช่น สหรัฐ จีน

หุ้น cyclical ทั้งสองประเภทนั้น ดู p/e เป็นหลักไม่ได้ครับ โดยเฉพาะหุ้น commodity cyclical หุ้นเหล่านี้ แม้ p/e ต่ำมาก ก็จะใช่ว่าถูกเสมอไป หรือช่วงที่ p/e สูงก็ไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป เช่น หากธุรกิจกำลังอยู่ช่วง peak หุ้นประเภท cyclical มักจะมีกำไรที่สูงมากทำให้ p/e ต่ำ แต่เมื่อธุรกิจเข้าสู่ขาลงกำไรจะลดลงแรงมากหรือถึงขั้นขาดทุน

ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่เป็นมือใหม่ หรือเป็นนักลงทุนที่มีงานประจำค่อนข้างยุ่งและไม่มีเวลาศึกษามากนัก ผมจึงแนะนำให้ดูหุ้นกลุ่มที่เป็น non-cyclical เป็นหลัก ซึ่งจะปลอดภัยกว่าและวิเคราะห์ง่ายกว่าครับ



หุ้นวัฏจักรก็เหมือนกับพายุทอร์นาโด  เวลามันเกิดขึ้นหรือถึงรอบของมันแล้ว มันสามารถพัดพาให้อะไรๆก็ตามลอยขึ้นได้ เซียนๆหลายคนบอกว่า ถ้าลมแรงพอแม้แต่ไก่งวงก็ยังบินได้  แต่หุ้นวัฏจักรนั้น อย่าว่าแต่ไก่งวงเลยครับ ขนาดรถสิบล้อหรือบ้านทั้งหลังยังขึ้นได้เลย

และผมเองมีความเชื่อว่า  สำหรับตลาดหุ้นเมืองไทยนั้น หุ้นวัฏจักรเป็นหุ้นที่ทำกำไรได้มากที่สุด (จากคำพูดคุณเหาฉลาม) ซึ่งต่างจากตลาดหุ้นยุโรปหรืออเมริกา  ที่บ้านเขานั้นหุ้นเติบโตจะเป็นหุ้นที่ทำกำไรในระยะยาวได้มากที่สุด  สาเหตุก็เป็นเพราะบริษัทในบ้านเขานั้น  ถ้าเก่งจริงและเติบโตจริง  เขาสามารถเติบโตได้ทั่วโลก  แต่บ้านเราหาบริษัทที่โตได้ทั่วโลกยากมาก  โตสุดๆคือโตเต็มประเทศก็ถือว่าเก่งมากแล้ว  การเล่นหุ้นเติบโตในเมืองไทยจึงสู้เล่นหุ้นวัฏจักรไม่ได้
การจะได้กินน้ำผึ้งที่หอมหวานเราก็ต้องแลกกับความเสี่ยงที่จะโดนผึ้งต่อย  เพราะหลังจากหมดรอบขาขึ้นแล้ว  หุ้นจะราคาดิ่งลงอย่างมโหฬารและทำให้ขาดทุนได้ย่อยยับในระยะเวลาสั้นๆ

วัฏจักรแบบท้องถิ่น   หมายถึงในประเทศครับ

เช่น อสังหา  วัสดุก่อสร้าง  ยานยนต์  หลักทรัพย์  โรงพยาบาล

- ความถี่  เกิดขึ้นได้บ่อยๆ  วงจรสั้น  ความรุนแรงน้อย

- ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ  เงินเฟ้อเงินฝืดในประเทศ

- ความแม่นยำในการพยากรณ์  มีน้อย  เพราะขึ้นกับทำเล  อุปสงค์/อุปทาน ในประเทศด้วย  และการเปลี่ยนแปลงใดๆมีผลกระทบต่อการพยากรณ์มาก

วัฏจักรสากล

เช่น เดินเรือ  โลหะ กระดาษ  ปิโตรเคมี  หลักทรัพย์

- ความถี่  วงจรค่อนข้างยาว  เกิดขึ้นนานๆครั้ง  ความรุนแรงมาก(ได้กำไรมาก  อิอิ)

- ขึ้นกับสัดส่วนอุปสงค์/อุปทานของโลก

- ความแม่นยำในการพยากรณ์  มีมาก  เพราะไม่ขึ้นกับทำเล  ไม่ขึ้นกับอุปสงค์/อุปทานในประเทศนัก  และการเปลี่ยนแปลงใดๆมีผลกระทบต่อการพยากรณ์น้อย  เพราะตลาดโลกมีขนาดใหญ่มาก

ปล. กลุ่มหลักทรัพย์นั้นผมจัดให้อยู่ทั้งสองกลุ่มเพราะคิดว่าไม่ตรงกับอันใดอันหนึ่งเสียทีเดียว  ส่วนกลุ่มยานยนต์นั้นอาจจะเริ่มเข้าสู่กลุ่มที่สองถ้าสัดส่วนการส่งออกค่อยๆสูงขึ้นอย่างในปัจจุบัน

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: DR.K ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #305 เมื่อ: 10/08/08 12:14:44 »

Super Investor
โดย ดร.นิเวศน์


นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือ Value Investor ส่วนใหญ่มักจะคิดว่าตนเองมีความสามารถในการลงทุนที่จะทำให้ได้รับผลตอบแทนเหนือกว่าผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์   บางคนตั้งเป้าว่าจะทำได้ดีกว่าผลตอบแทนของตลาดถึงปีละ 10-20%  ในระยะยาวอย่างต่อเนื่องได้   พวกเขาคิดว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นนั้น   มาจากผลงานการลงทุนของ  “Mr. Market”  หรือ  “นายตลาด”  ซึ่งเป็นคนที่ เบน เกรแฮม  บิดาของการลงทุนแบบ Value Investment บรรยายว่าเป็นคนที่  “มีอารมณ์ที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย  ไร้เหตุผล  และมักจะมีอารมณ์เบิกบานหรือหดหู่เกินกว่าเหตุ  ทำให้เขาตั้งราคาซื้อหุ้นสูงลิ่วหรือเทขายหุ้นในราคาที่ต่ำเกินความเป็นจริง   ซึ่งทำให้เป็นโอกาสของ  Value Investor ซึ่งเป็นคนที่มีเหตุผลสามารถเข้ามาฉวยโอกาสทำกำไรจากการลงทุนได้”  พูดโดยสรุปก็คือ   Value Investor มักมองว่า  “นายตลาด”  หรือนักลงทุนโดยรวมของตลาดหลักทรัพย์นั้น    เป็นนักลงทุนมือรองบ่อนที่ไม่มีทางสร้างผลตอบแทนที่ดีได้    เหนือสิ่งอื่นใด  ถ้าคุณอยากได้ผลตอบแทนเท่ากับนายตลาด   คุณก็สามารถทำได้ง่าย ๆ  โดยลงทุนซื้อกองทุนรวมที่อิงกับดัชนีหุ้นได้

แต่ผลตอบแทนของนายตลาดหรือก็คือ  การเพิ่มขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นบวกปันผลที่ได้รับในแต่ละปีนั้น   ในช่วงเวลากว่า 30 ปีของตลาดหุ้นไทยก็ดูไม่เลวนัก  ว่าที่จริงควรเรียกว่าน่าประทับใจมากกว่า     เพราะมันให้ผลตอบแทนถึงปีละประมาณ 10%  แบบทบต้นซึ่งน่าจะเป็นผลตอบแทนที่ดีที่สุดในบรรดาการลงทุนทั้งหลายในประเทศไทย   ดังนั้น  การที่มองว่านายตลาดเป็นนักลงทุน  “กระจอก”  จึงอาจจะเป็นสิ่งที่เราเข้าใจผิดหรือไม่?    นายตลาดเป็นอะไรกันแน่?   เขาเป็นคนอย่างที่ เบน เกรแฮม บอกจริงหรือ?   หรือเขาอาจจะเคยเป็นอย่างที่เบนพูดแต่เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนไปแล้ว?    หรือเขาอาจจะเป็นอย่างที่เบนพูดในบางครั้งบางช่วงเวลาแต่ในยามปกติเขาก็เป็นคนที่มีอารมณ์หนักแน่นและมีเหตุผลดี    ว่าที่จริงนักลงทุนหรือคนทุกคนก็เป็นแบบนั้น   ใครจะเป็นคนที่มีเหตุผลและมีอารมณ์ที่เยือกเย็นได้ตลอดเวลา   จริงไหม?    เพราะฉะนั้น   แม้ว่าคุณจะเป็น Value Investor  หลาย ๆ  ครั้งคุณก็อาจจะไม่ได้แตกต่างจาก  Mr. Market เท่าไรเมื่อต้องเผชิญกับภาวะฉุกเฉินหรืออยู่บรรยากาศที่สดใสที่สุด

ในตลาดที่ก้าวหน้าและเต็มไปด้วยนักลงทุนมืออาชีพที่บริหารกองทุนรวมที่มีเงินลงทุนมหาศาลอย่างในตลาดสหรัฐนั้น  “นายตลาด”   ก็คือคนที่มักเรียนจบวิชาทางการเงินและการลงทุนจากมหาวิทยาลัยระดับไอวีลีกหรือมหาวิทยาลัยชั้นนำที่สุดของประเทศ    พวกเขาศึกษาทุกอย่างเกี่ยวกับการลงทุนและผมเองเชื่อว่าคนเหล่านี้จำนวนมากคงได้อ่านหนังสือและกลยุทธ์การลงทุนแบบ  Value Investment  รวมถึงการลงทุนแบบ  วอเร็น บัฟเฟตต์  ดังนั้นจะมาบอกว่าพวกเขาเป็น  “หมู”  ในตลาดหุ้นคงเป็นไปไม่ได้   จะบอกว่าพวกเขาอาจจะมีสถานะทางอารมณ์ที่ไม่แข็งแรงก็ไม่น่าจะใช่อีก   ว่าที่จริงพวกเขาคงไม่ได้มีอารมณ์อะไรมากมายนักเวลาลงทุนเพราะเงินที่ลงทุนนั้นไม่ใช่ของเขา    สิ่งเดียวที่ผมคิดว่าพวกเขาอาจจะเสียเปรียบนักลงทุนเน้นคุณค่าแบบพวกเราก็คือ   เราสามารถถือหุ้นได้ยาวกว่าโดยไม่ต้องสนใจว่าใครจะมาว่าหรือไล่เราออกจากงานถ้าผลการดำเนินงานในระยะสั้นอาจจะออกมาไม่ดี    อีกเรื่องหนึ่งก็อาจจะเป็นเรื่องของขนาดเม็ดเงินที่ใช้ลงทุนซึ่งทำให้พวกเขาไม่สามารถลงทุนในบริษัทที่เล็กเกินไปได้

และด้วยเหตุดังกล่าว   “นายตลาด”  ของตลาดหุ้นสหรัฐจึงสามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนได้ดีมาก   จากการศึกษาครั้งแล้วครั้งเล่าก็พบว่าผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นนั้น   ดีกว่านักลงทุนทั่ว ๆ ไปซึ่งรวมถึงผู้บริหารกองทุนรวมแต่ละกองปีแล้วปีเล่าต่อเนื่องยาวนาน   ถ้าจัดอันดับยอดฝีมือกันก็จะพบว่า  ผลตอบแทนของตลาดหุ้นอย่างดัชนี S&P นั้นสามารถเอาชนะผลตอบแทนของกองทุนรวมต่าง ๆ  แทบจะทุกปี   ผลตอบแทนของดัชนี S&P นั้นเรียกว่าดีที่สุดในระดับ 10-20%  แรกของบรรดานักลงทุนทั้งหลาย   ว่าที่จริงมันดีมากเสียจน  เบน  เกรแฮม  ยอมรับ   และแม้ว่าเขาจะไม่ได้ไปแก้ไขข้อความในหนังสือของเขา   แต่ก่อนตายเขาบอกว่า   เขาเปลี่ยนไปแล้ว   เขาคิดว่าตลาดหุ้นสหรัฐนั้นมีประสิทธิภาพ   นั่นเป็นการยอมรับว่า  “นายตลาดแน่มาก”    ยิ่งไปกว่านั้น   วอเร็น บัฟเฟตต์ เอง  ในระยะหลังก็ยอมรับเป็นนัยว่า  ถ้าคุณไม่แน่จริง  ซึ่งก็น่าจะเป็นนักลงทุน  99%   ในตลาดหุ้น  คุณควรยอมรับว่าคนที่แน่จริง ๆ  ในตลาดหุ้นก็คือ “นายตลาด”  ดังนั้น  ทางที่ดีคุณควรลงทุนในกองทุนรวมที่อิงดัชนีหุ้นแทนที่จะคิดลงทุนเอง

ในตลาดหุ้นไทยนั้น   นายตลาดก็ดูเหมือนว่าจะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ  ว่าที่จริงมันก็ต้องเป็นอย่างนั้น    เพราะกองทุนรวมนั้นเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ  คนที่เข้ามาบริหารการลงทุนก็มาจากคนที่จบวิชาการลงทุนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ    คนที่ลงทุนส่วนบุคคลเองก็มีคุณภาพสูงขึ้นเรื่อย ๆ   จำนวนมากใช้หลักการแบบ  Value Investment  พูดโดยรวมก็คือ   คุณภาพของนักลงทุนในตลาดหุ้นดีขึ้น  ซึ่งนี่ก็เท่ากับการบอกว่า  “นายตลาด”  มีคุณสมบัติดีขึ้นเรื่อย  ๆ   และผมเชื่อว่าถ้าไปดูสถิติผลตอบแทนของนายตลาดหรือผลตอบแทนของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ผมก็เชื่อว่ามันน่าจะดีกว่าผลตอบแทนของนักลงทุนส่วนใหญ่ในช่วงที่ผ่านมาแม้ว่าฝีมืออาจจะยังไม่เท่านายตลาดของตลาดหุ้นสหรัฐ

ผมเขียนมายืดยาวที่แสดงให้เห็นว่านายตลาดนั้นเป็นนักลงทุนที่เก่งมาก   แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรเลิกการลงทุนแบบ  Value Investment   ในตลาดหุ้นไทยนั้น   นายตลาดอาจจะยังไม่เก่งถึงขั้นที่เราไม่อยากจะแข่งด้วย   ผมคิดว่าถ้าเราศึกษาการลงทุนแบบ  Value Investment ให้ดีและมีจิตใจที่มั่นคงเราน่าจะยังสามารถทำผลงานได้ดีกว่าผลตอบแทนของตลาดได้    เหนือสิ่งใด   การลงทุนเองนั้น   เราไม่เสียค่าใช้จ่ายในการบริหารการลงทุนซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนของเราดีขึ้น   

ในกรณีที่เรายังไม่เก่งพอหรือยังเข้าใจการลงทุนไม่ดีพอแต่เรารู้ว่าตลาดหุ้นเป็นแหล่งที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวที่ดีที่สุด   สิ่งที่เราควรจะทำก็คือ   ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นที่อิงดัชนีตลาด  ซึ่งความหมายก็คือ   เราจ้าง   “นายตลาด”  ให้ช่วยบริหารเงินให้เรา   

สุดท้ายสำหรับ  Value Investor  ผู้มุ่งมั่นก็คือ   อย่า  “ดูแคลน”  นายตลาด   การตั้งเป้าหมายเอาชนะผลตอบแทนตลาดหุ้นสูงถึง 10% ต่อปีในระยะยาวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  อย่าลืมว่า   เรากำลังแข่งกับนักลงทุนที่ดูไม่น่าประทับใจ   แต่ความเป็นจริงก็คือ  เขาเป็น  Super Investor คนหนึ่ง  ผมเชื่อว่า  ถ้าเราสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดได้เฉลี่ย 5% ต่อปีในระยะยาว   เราก็เป็น  Super Investor  แล้ว


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: DR.K ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #306 เมื่อ: 10/08/08 12:26:11 »

คุณภาพของกิจการ
โดย ดร.นิเวศน์


Value Investor ใหม่ ๆ  หลายคนมักจะมีปัญหาในการหาหุ้นที่จะลงทุน  หลายคนเริ่มจากการลงทุนตาม Value Investor ที่เป็น  “เซียน”  โดยเฉพาะตามเวบไซต์หุ้นต่าง ๆ   ผลที่ออกมาก็คือ  พวกเขามักจะขาดทุนมากกว่ากำไร   เหตุผลก็คือ  หุ้นตัวที่เขาซื้อลงทุนนั้นมักจะเป็นหุ้น  Value ที่  “ร้อนแรง”  และมีการพูดถึงกันมากและราคาขึ้นไปสูงและเร็วมากแล้ว   ปัญหาของหุ้นเหล่านั้นที่ผมพบบ่อยก็คือ  ข้อแรก   ราคาหุ้นค่อนข้างสูงถึงสูงมากเมื่อวัดโดยค่า  PB  หรือราคาหุ้นเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชี  เช่นสูงถึง 4-5 เท่าขณะที่ค่าเฉลี่ยของหุ้นทั้งตลาดคือประมาณ  1.5- 2  เท่า   ข้อสอง  คุณภาพของกิจการของบริษัทไม่ดีอย่างที่มีการวิเคราะห์กัน  พูดกันชัด ๆ ก็คือ   ไม่ได้มีการวิเคราะห์อย่าง   “รอบด้าน”  หรือทุกประเด็นที่สำคัญเกี่ยวกับคุณภาพของบริษัท    พูดง่าย ๆ  ดูเฉพาะบางประเด็นและบางทีก็อาจจะไม่ถูกต้องด้วย   ข้อสรุปก็คือ   Value Investor ใหม่คนนั้นเข้าไปซื้อหุ้นของกิจการที่มีคุณภาพธรรมดา ๆ หรือคุณภาพต่ำในราคาที่สูง    ผลก็คือ   เขาขาดทุน   

วิธีที่จะวิเคราะห์ว่าคุณภาพของกิจการนั้นดีหรือไม่นั้นผมเองเคยพูดไว้หลายครั้งแต่อาจจะไม่ได้กำหนดเป็นข้อ ๆ  อย่างชัดเจนและอาจจะไม่ครอบคลุมทุกประเด็น   ดังนั้น  ผมจึงอยากที่จะเขียนอีกครั้งหนึ่งโดยพยายามที่จะครอบคลุมประเด็นสำคัญทั้งหมดเพื่อที่นักลงทุนจะไม่พลาดที่จะวิเคราะห์เรื่องใดเรื่องหนึ่งและทำให้การสรุปผลการวิเคราะห์ผิดพลาด     การวิเคราะห์คุณภาพของกิจการนั้น   เราจะต้องดูประเด็นต่าง ๆ  ที่สำคัญดังต่อไปนี้

ข้อหนึ่ง   ต้องดูว่าบริษัทมี  DCA  หรือความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนหรือไม่    ใจความสำคัญก็คือ  คำว่า  “ยั่งยืน”  เพราะในบ่อยครั้ง   เราจะพบว่าบริษัทมีความได้เปรียบคู่แข่งอาจจะเพราะว่าบริษัทเริ่มทำก่อนในขณะที่คู่แข่งคนอื่นยังไม่ทันคิดทำ    แต่ถ้าสิ่งที่บริษัททำนั้นคู่แข่งสามารถเลียนแบบได้ไม่ยาก   การได้เปรียบนั้นก็อาจจะไม่ยั่งยืน   ถ้าเป็นแบบนี้   “คะแนน”เรื่องคุณภาพก็หายไปมาก   และนี่เป็นคะแนนที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่ง 

ข้อสอง   ต้องดูว่าผลการดำเนินงานหรือกำไรของบริษัทนั้นเราสามารถคาดการณ์ได้ด้วยความแม่นยำหรือไม่    คำว่าแม่นยำนี้ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนที่คำนวณเก่งหรือมีความสามารถพิเศษ   แต่หมายถึงว่าลักษณะของธุรกิจนั้นมีลักษณะที่มีความสม่ำเสมอหรือมั่นคงและไม่ถูกกระทบโดยปัจจัยที่คาดการณ์ไม่ได้มากนัก   โดยทั่วไป  ธุรกิจที่มีสัดส่วนของการ  “ซื้อซ้ำ” หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า  Recurring Revenue สูง   เช่นสินค้าอาหารหรือของใช้หรือบริการประจำวันที่สิ้นเปลือง   หรืออย่างในกรณีที่บริษัทเป็นเจ้าของพื้นที่อาคารให้เช่าที่ลูกค้ามักต่อสัญญาเช่า      เหล่านี้ถือว่าเป็นกิจการที่เราสามารถคาดการณ์ผลการดำเนินงานได้ค่อนข้างแม่นยำ  ถือว่าเป็นกิจการที่มีคุณภาพดี    ในขณะที่การขายบ้านจัดสรรหรือธุรกิจรับเหมาก่อสร้างนั้น   ผู้ใช้คนเดิมมักจะไม่กลับมาซื้อหรือใช้บริการอีกในปีหน้า    กรณีหลังถือว่าคุณภาพของกิจการด้อยกว่า

ข้อสาม   ธุรกิจคุณภาพดีนั้น   มีความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดสูง   นั่นก็คือ  ธุรกิจที่มักจะไม่ต้องลงทุนมากในการที่จะรักษายอดขายหรือขยายกิจการต่อไป    เงื่อนไขข้อนี้ทำให้กิจการที่เป็น  Capital Intensive  เช่นพวกโรงงานที่ต้องลงทุนสูงในการสร้างมักจะเสียเปรียบในเรื่องคุณสมบัติข้อนี้    เช่นเดียวกัน  กิจการที่ต้องให้เครดิตลูกค้ายาวในขณะที่เวลาซื้อสินค้าต้องจ่ายเป็นเงินสด  เช่น  พวกผู้ค้าส่งที่ต้องนำสินค้าจากต่างประเทศมาขายให้กับตัวแทนจำหน่ายในประเทศก็มักจะมีกระแสเงินสดที่ไม่ดี   ในทางตรงกันข้าม  ธุรกิจที่ขายปลีกเวลาขายมักจะรับเงินสดแต่เวลาซื้อสินค้าจาก  Supplier กลับจ่ายเชื่อเป็นเดือน ๆ   แบบนี้ก็ถือว่าเป็นคุณสมบัติด้านคุณภาพที่ดี     ส่วนกิจการที่ซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อและขายสินค้าก็เป็นเงินเชื่อพอ ๆ  กันก็ถือว่าเป็นคุณภาพปกติ

ข้อสี่    คุณภาพของบริษัทนั้นต้องดูถึงฐานะทางการเงินด้วย   โดยทั่วไปมักจะดูที่หนี้จากสถาบันการเงินที่บริษัทกู้มา   เช่น  ถ้าหนี้มากเป็นหนึ่งเท่าของส่วนของทุนจากผู้ถือหุ้น  แบบนี้ก็อาจจะพูดว่าคุณภาพข้อนี้ไม่ดี     แต่ตัวเลขที่ดีกว่าอาจจะดูว่าหนี้นั้นเมื่อเปรียบเทียบกับกำไรของบริษัทแล้ว   ต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะชดใช้ได้หมด   เช่นมีหนี้  1,000 ล้าน  กำไรปีละ 250 ล้าน แปลว่าแปลว่าภายใน 4 ปีก็สามารถใช้หนี้ได้หมด  แบบนี้ก็อาจจะมองว่าหนี้ยังไม่มากเกินไปพอรับได้    อย่างไรก็ตาม  บริษัทที่ไม่มีหนี้จากสถาบันการเงินเลยต้องถือว่ามีคุณภาพดี   และถ้าแถมบริษัทมีเงินสดมากด้วย   แบบนี้ก็ถือว่า  คุณภาพในข้อนี้บริษัทได้คะแนนเต็ม

ข้อห้า   คุณภาพดูได้จากกำไรต่อส่วนของทุนหรือ  ROE  นี่คือความสามารถที่บริษัทจะทำกำไรคุ้มค่าเงินทุนที่บริษัทลงไป   ธุรกิจที่มี  ROE  ต่ำหรือต่ำมากนั้น  ว่าโดยทางทฤษฎีแล้วไม่ควรทำธุรกิจเลยไม่ต้องพูดถึงว่าจะขยายงาน  เพราะทำไปแล้วก็ไม่คุ้มสู้จ่ายเงินทุนคืนเจ้าของไปจะดีกว่า   อย่างไรก็ตาม   เวลาดูตัวเลข ROE  ควรดูด้วยว่าบริษัทไม่ได้กู้เงินมากที่ทำให้บางครั้ง  ROE  ดูสูงแต่จริง ๆ  แล้วเป็นการเอาเงินคนอื่นมาใช้ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตราย  โดยปกติ  ROE อย่างต่ำควรจะประมาณ 12-13% ขึ้นไป  ถ้าต่ำกว่า 10%  ต้องถือว่าคุณภาพแย่

สุดท้ายที่สำคัญก็คือ    ผู้บริหาร   การวิเคราะห์คุณภาพของกิจการในเรื่องของผู้บริหารนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากและก็ทำได้ยากมาก   อย่างไรก็ตาม   ถ้าบริษัทอยู่ในตลาดมานาน  การติดตามผลการดำเนินงานและการตัดสินใจต่าง  ๆ   ของบริษัทโดยเฉพาะในเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ให้กับผู้ถือหุ้นเป็นสิ่งที่ช่วยบอกถึงคุณภาพของผู้บริหารได้ไม่น้อย   ประเด็นสำคัญที่ต้องระวังสำหรับ  Value Investor ก็คือ  อย่าใช้ภาพพจน์หรือความรู้สึกของเราเป็นเครื่องตัดสิน   บ่อยครั้งเราจะรู้สึกประทับใจกับผู้บริหารบางคนเป็นพิเศษจากการได้ฟังได้สัมผัสทำให้เราคิดว่าเขาเป็นผู้บริหารที่มีคุณภาพทั้งด้านการบริหารและบรรษัทภิบาล  ทั้งที่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น    ตรงกันข้าม   บางครั้ง   เรามีความรู้สึกที่ไม่ดีหรือได้ฟังว่าผู้บริหารบางคนดูไม่น่าไว้วางใจ   แต่เราก็ไม่เคยตรวจสอบดูว่าเขาได้ทำอะไรที่ไม่ดีจริงไหมในเรื่องที่เกี่ยวกับบริษัท

และนั่นก็คือ  Check List  หรือรายการที่สำคัญในการวิเคราะห์คุณภาพของกิจการที่เราต้องทำกับทุกบริษัทที่เราสนใจจะลงทุน  หัวใจสำคัญก็คือ   เราต้องวิเคราะห์ด้วยความเป็นกลางมากที่สุด   ไม่รัก  ไม่เกลียด  ไม่เชื่อคนอื่น  และไม่ใช้ความรู้สึกนึกคิดของตนเองเป็นตัวตัดสิน


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: DR.K ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #307 เมื่อ: 10/08/08 12:34:17 »

สไตล์การลงทุนของผมเอง
โดย สุมาอี้


หลังจากที่เข้าตลาดหุ้นได้เพียงไม่กี่เดือน ผมรู้สึกตัวเองได้อย่างรวดเร็วว่า ผมไม่ชอบการเป็นเทรดเดอร์ การเทรดหุ้นทำให้ผมขาดสมาธิในการใช้ชีวิตประจำวัน ผมเล็งเห็นว่า การเฝ้าตลาดอย่างใกล้ชิดนั้น เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้สำหรับการเทรดหุ้น เพราะจังหวะเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการเทรดหุ้นให้ประสบความสำเร็จ การเทรดหุ้นจึงเหมาะกับคนที่มุ่งมั่นที่จะยึดตลาดหุ้นเป็นอาชีพจริงๆ ในขณะที่ ตัวผมเองเข้าตลาดมาเพื่อหวังให้เงินทำงานให้เรา ในขณะที่เราไปทำอย่างอื่นที่เป็นเรื่องสำคัญกับชีวิตของเรามากกว่า ผมอยากใช้ชีวิตได้แบบคนปกติ ไม่ต้องหน้าซีดเป็นไก่ต้มทุกครั้งที่ตลาดหุ้นตกหนักๆ แม้ผมจะรู้ว่ามีเทรดเดอร์ที่เก่งมากหลายคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่การยึดการลงทุนเป็นอาชีพนั้นไม่ใช่เป้าหมายชีวิตของผม

อย่างไรก็ตาม เมื่อผมหันมามองการลงทุนแทนการเทรดหุ้นดูบ้าง ผมก็พบว่าวิธีลงทุนที่เขาแนะนำกันนั้นก็ไม่น่าสนใจพอๆ กันกับการเทรดหุ้น ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนส่วนใหญ่มักแนะนำให้ซื้อหุ้นของกิจการที่มั่นคงและรอรับเงินปันผลไปเรื่อยๆ ผมมองว่าวิธีการเช่นนี้ให้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยง เพราะเวลาได้เงินปันผลนั้นเราได้แค่ 5% แต่เวลาธุรกิจไม่ดีทำให้ราคาหุ้นร่วงลงนั้น เรามักขาดทุน 20-30% เป็นอย่างน้อยสำหรับหุ้นปันผล ในขณะที่ ถ้าเราซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้นั้น เราอาจได้ดอกเบี้ยเพียง 3-4% แต่เงินต้นของเรามีโอกาสขาดทุนน้อยมากๆ ดังนั้นผมจึงมองว่าการถือหุ้นปันผลเพื่อรอรับเงินปันผลไปเรื่อยๆ นั้น "ได้ไม่คุ้มเสีย" น่าจะเอาเงินไปซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้ยังดีเสียกว่า

เมื่อสรุปได้นั้น ผมก็พยายามค้นหาวิธีการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงโดยที่ไม่จำเป็นต้องเฝ้าตลาดอย่างใกล้ชิด (อันนี้สำคัญ) ผมศึกษาการลงทุนอยู่หลายๆ แนว แต่ก็พบว่า แต่ละแนวก็ดูจะมีจุดยืนเป็นของตัวเอง ที่เห็นขัดแย้งกันก็มีมาก ยิ่งอ่านหลายวิธีก็ยิ่งสับสน ไม่รู้ว่าใครพูดจริงพูดหลอก

จนกระทั้งวันหนึ่ง ผมได้อ่านเจอแนวคิดของ บิล มิลเลอร์ ผู้จัดการกองทุนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมตาสว่างเป็นอย่างมาก บิลกล่าวว่า หุ้นที่ถือไว้เฉยๆ แล้วให้ผลตอบแทนดีที่สุดคือหุ้นเติบโต หุ้นพวกนี้แม้ในช่วงสั้นราคาหุ้นจะผันผวนรุนแรงมาก แต่ในระยะยาวแล้ว มันจะวิ่งไปได้ไกลกว่า เช่น หุ้นเติบโตราคา 100 บาทถือไว้หนึ่งปีอาจพุ่งขึ้นเป็น 200 บาท ปีถัดมาอาจร่วงลงมากถึง 40% เหลือแค่ 120 บาท แต่สรุปแล้วก็ยังได้กำไรอยู่ถึง 20% ในขณะที่ หุ้นปันผลราคา 100 บาท ปีแรกอาจกลายเป็น 105 บาท ปีถัดมา 110 บาท แม้ราคาจะเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอกว่าก็จริง แต่สรุปแล้วกำไรก็แค่ 10% เท่านั้นเองซึ่งน้อยกว่าหุ้นเติบโต ยิ่งจำนวนปีเพิ่มขึ้นกว่านี้ ผลลัพธ์จะยิ่งแตกต่างกันมากขึ้นไปอีก คนส่วนใหญ่หลงประเด็น เพราะธรรมชาติของคนมักกลัวความผันผวน จึงมุ่งที่จะพยายามสร้างพอร์ตที่ผันผวนน้อยที่สุดในระยะสั้น แต่ที่จริงแล้ว ถ้าคุณคิดจะลงทุนระยะยาวอยู่แล้ว คุณมีความได้เปรียบนักลงทุนคนอื่นตรงที่คุณไม่จำเป็นต้องพะวงเรื่องความผันผวนในระยะสั้น สาเหตุที่หุ้นเติบโตมักผันผวนนั้นบ่อยครั้งไม่ได้เป็นเพราะกิจการนั้นไม่ดี แต่เป็นเพราะหุ้นเติบโตมักวัดมูลค่าที่แท้จริงได้ยาก ตลาดจึงไม่สามารถกำหนดราคาที่แน่อนให้กับมันได้ มันจึงอ่อนไหวกับภาวะตลาดมากกว่าหุ้นปันผล แต่ไม่ได้หมายความว่ากิจการของหุ้นเติบโตเป็นกิจการที่ไม่ดีเสมอไป

เป้าหมายหลักของการลงทุนควรจะเป็นการสร้างพอร์ตที่วิ่งไปได้ไกลที่สุดในระยะยาว และพอร์ตของหุ้นเติบโตที่มีการกระจายที่ดีพอเท่านั้นที่จะทำให้พอร์ตของคุณมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้มากที่สุดในระยะยาว จุดมุ่งหมายของการลงทุนต้องเป็นการเพิ่ม Wealth ในระยะยาว ไม่ใช่การขจัดความผันผวนในระยะสั้น

แนวคิดนี้ได้กลายเป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อวิธีการลงทุนของผมอย่างมากในเวลาต่อมา เพราะมันตอบสนองความต้องการลงทุนแบบไม่ต้องเฝ้าตลาดของผมได้เป็นอย่างดี ทุกวันนี้ผมจึงสนใจลงทุนในหุ้นเติบโตเท่านั้น ทุกวันนี้ผมค้นหาแต่กิจการที่ผมคิดว่ามีโอกาสเติบใหญ่ได้มากในวันข้างหน้าและแทบจะไม่ได้สนใจลงทุนหุ้นในแนวอื่นๆ เลย



คำว่าหุ้นเติบโตนั้นมีใช้กันอยู่ในหลายความหมาย บางคนหมายถึงหุ้นที่มีพีอีสูงกว่าตลาด ซึ่งนั่นเป็นความหมายที่ผม "ต่อต้าน" มากที่สุด สำหรับผมแล้ว หุ้นเติบโต หมายถึง หุ้นของกิจการที่สามารถรักษาอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยในระยะยาวให้สูงกว่าเศรษฐกิจได้ ส่วนพีอีเรโชนั่นเป็นเรื่องของตลาดหุ้นไม่เกี่ยวกับกิจการ จะเอามาใช้เป็นตัววัดกิจการได้อย่างไร (ขออนุญาติไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง)

ในการมองหาหุ้นเติบโตนั้นต้องระวังให้ดี บางคนใช้วิธีย้อนไปดูการเติบโตในช่วงทีผ่านมา แล้วอนุมาน (อย่างล้มๆ แล้งๆ) ว่าการเติบโตนั้นจะดำรงต่อไปในอนาคต อันนี้นับว่าเป็นวิธีมองหาหุ้นเติบโตที่อันตรายมากเหมือนกัน การมองหุ้นเติบโตนั้นต้องมองไปข้างหน้าเสมอ ห้ามวัดผลจากอดีตโดยเด็ดขาด

อึม ถ้าอดีตใช้วัดไม่ได้ แล้วต้องทำอย่างไร?

พวกนักลงทุนสถาบันเวลามองหุ้นเติบโตนั้น พวกเขาจะใช้วิธีซักถามบริษัทว่ามีแผนการเพิ่มกำไรในอนาคตอะไรบ้าง แล้วพยายามประมาณกำไรที่จะเพิ่มขึ้นจากแผนการเหล่านั้นวิธีนี้ดีเพราะเป็นการมองไปข้างหน้า อย่างไรก็ตาม แผนธุรกิจส่วนใหญ่มักมองไปข้างหน้าไม่ไกลนัก (ส่วนมากไม่เกิน 12 เดือน) ดังนั้น สถาบันจึงมักมองกำไรในอีก 12 เดือนเป็นหลัก ไม่มองอะไรที่ไกลกว่านี้ (ด้วยเหตุนี้ตลาดหุ้นจึงมอง 12 เดือนข้างหน้าเป็นหลักด้วยเพราะตลาดหุ้นเต็มไปด้วยนักลงทุนสถาบัน)

วิธีของสถาบันเป็นวิธีที่อาศัย "ข่าว" เป็นสำคัญ กล่าวคือ คอยติดตามข่าวล่าสุดเกี่ยวกับบริษัทตลอดเวลา เพื่อปรับประมาณการใหม่ให้ทันสมัยอยู่เสมอ โดยจะเพิ่มหรือลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นนั้นตามประมาณการที่เปลี่ยนไป วิธีนี้แม้ว่าจะไม่ถึงกับต้องเฝ้าหน้าจอตลอดวันเหมือนการเทรดหุ้นแต่ก็ยังนับว่าต้องใช้ effort ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะต้องหูตาไวอยู่เสมอ เพื่อมิให้ตกข่าว ผมจึงไม่ค่อยชอบวิธีนี้เท่าไร เพราะเหนื่อยเกินไปสำหรับนักลงทุนสมัครเล่นอย่างผม 

เวลาผมมองหุ้นเติบโตนั้น ผมไม่ได้เล่นตามข่าว ผมจะพยายามหาคำตอบว่า บริษัทมี "ความพร้อม" แค่ไหนที่จะสร้างการเติบโตในอนาคต วิธีนี้คล้ายๆ กับการที่เราแทงม้าโดยใช้วิธีดูว่า ม้าสุขภาพดีอยู่หรือไม่ ม้าซ้อมมากพอหรือไม่ จ๊อกกี้คุ้นเคยกับม้าหรือไม่ ถ้าประเด็นเหล่านี้ดีหมด ก็แทงเลย แทงแล้วก็ไม่ไปนั่งลุ้นที่ข้างสนามเลยก็ได้

เวลาพิจารณาความพร้อม ผมก็จะสนใจในประเด็นต่างๆ ที่มีผล เป็นต้นว่า สินค้าของบริษัทเป็นสินค้าที่ความต้องการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคตหรือไม่ บริษัทมีจุดเด่นอะไรบ้างและจุดเด่นเหล่านั้นมีความสำคัญต่อธุรกิจนั้นๆ แค่ไหน ผู้บริหารมีแรงจูงใจที่จะทำบริษัทให้เติบโตมากแค่ไหนและผลประโยชน์ของพวกเขาไปทางเดียวกันบริษัทมากแค่ไหน สุดท้ายก็คือราคาหุ้นแพงไปหรือยังที่จะเสี่ยง หุ้นที่ทำให้ผมมั่นใจในประเด็นเหล่านี้ได้ ก็เป็นหุ้นเติบโตที่น่าลงทุนสำหรับผมเสมอ ดูไปแล้ววิธีของผมก็คล้ายกับวิธีการลงทุนแบบ Value Investing คือมองธุรกิจให้เป็นธุรกิจจริงๆ แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ Value Investing คิดว่าธุรกิจที่ดีคือธุรกิจที่มีกำไรที่มั่นคง แต่ธุรกิจที่ดีสำหรับผมคือ ธุรกิจที่มีอนาคตที่น่าสนใจ

บางคนบอกว่า ถ้าเราไม่ใช่คนที่มีวิสัยทัศน์แล้วจะไปรู้ได้อย่างไรว่า หุ้นตัวไหนจะเติบโตดีในอนาคต ผมว่าคนที่คิดแบบนี้ไม่ได้มีปัญหาตรงที่ขาดวิสัยทัศน์แต่มีปัญหาตรงที่พวกเขาไม่เข้าใจคำว่า "การลงทุน" ว่าคืออะไรมากกว่า พวกนักธุรกิจเวลาลงทุนนั้น ร้อยทั้งร้อยไม่มีคนไหนรู้ล่วงหน้าหรอกว่าวันหน้าธุรกิจของพวกเขาจะเป็นอย่างไรแต่พวกเขาก็ยังลงทุนอยู่นั่นเอง คนส่วนใหญ่มักคิดว่า การจะทำอะไรนั้นจะต้องชัวร์ 100% ก่อนจึงจะลงมือทำได้ ในขณะที่นักธุรกิจทำอะไรที่ไม่ชัวร์ 100% ตลอดเวลาแต่นักธุรกิจกลับเป็นอาชีพเดียวเท่านั้นที่มีคนรวย ที่จริงแล้วก็เป็นเพราะนักธุรกิจต้องผจญกับความไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลานี่แหละทำให้พวกเขาต้องได้รับผลตอบแทนสูง เพื่อชดเชยความเสี่ยงเหล่านั้น ที่จริงแล้ว การลงทุนคือ การใช้ความพยายามของเราอย่างเต็มที่เพื่อ maximize โอกาสที่จะประสบความสำเร็จ ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรนั้นไม่สำคัญเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ด้วย ต่างหาก ผมชอบคำพูดของนักธุรกิจชื่อดังคนหนึ่งที่บอกว่า "ธุรกิจนั้น 50% ขี้นอยู่กับโชค อีก 50% ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเราที่จะคว้าโชคนั้นเมื่อมันวิ่งผ่านเข้ามา" การเป็นนักลงทุนก็เหมือนกัน เราไม่จำเป็นต้องรู้ล่วงหน้า 100% ถึงจะซื้อหุ้นได้ ไม่ว่าในอนาคตตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร หน้าที่ของเราคือการใช้ความพยายามของเราให้เต็มที่ในการคัดเลือกหุ้นและบริหารพอร์ตให้ maximize โอกาสของเราให้มากที่สุด ต่างหาก

อย่ากลัวที่จะคัดเลือกหุ้นด้วยตนเองแล้วคิดผิด ในเส้นทางของนักลงทุนทุกคนต้องค่อยๆ เรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองทั้งนั้น วันหน้าเราจะแกร่งขึ้น ไม่มีทางลัด ที่จริงแล้ว นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักไม่ได้มีจุดเด่นที่การเลือกหุ้น แต่เป็นคนที่มีวินัยในการลงทุนที่ดีมากกว่า

ประการสุดท้าย นักลงทุนมีข้อได้เปรียบนักธุรกิจอยู่อย่างหนึ่งคือ นักลงทุนสามารถกระจายทุนของตัวเองไปในหลายๆ โอกาสได้ในขณะที่นักธุรกิจมักต้องทุ่มสุดตัวไปกับโอกาสเพียงโอกาสเดียว นักลงทุนจึงไม่ควรพลาดที่จะใช้ความได้เปรียบตรงนี้ การกระจายโอกาสเพื่อให้ได้ผลตอบแทนคาดหวังสูงสุดเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งของการ Growth Investing เลยทีเดียว



สำหรับ Growth Investing นั้น ผมว่าการบริหารพอร์ตสำคัญกว่าการเลือกหุ้นเสียอีก การเลือกหุ้นเติบโตผิดไปบ้างนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และมันจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าการบริหารพอร์ตของเราดี...

เวลาพูดถึงการบริหารพอร์ต มันมีคำถามว่า "ควรมีหุ้นกี่ตัวดี" "ควรถือเงินสดกี่เปอร์เซ็นต์" ผมว่าคำถามพวกนี้ผิดตั้งแต่การตั้งคำถามแล้ว ในสถานการณ์จริงนั้น เรากำหนดไม่ได้เลยว่าโอกาสจะมาหาเราเมื่อไร ดังนั้นถ้าเราไปยึดตายตัวว่า ต้องมีหุ้นกี่ตัวหรือต้องถือเงินสดกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะลงเอยด้วยการซื้อหุ้นที่ไม่น่าลงทุนหรือที่น่าลงทุนแต่ราคาแพงมาจำนวนหนึ่งเสมอ ซึ่งจะทำร้ายผลตอบแทนของเราในภายหลัง

การจัดพอร์ตของผมนั้นไม่ตายตัวแต่ขึ้นอยู่กับโอกาสที่เรามองเห็นในขณะนั้น ถ้าผมเจอหุ้นที่มี Upside ตั้งแต่ 50% ขึ้นไป ผมจะสนใจลงทุนในหุ้นตัวนั้น แต่ส่วนใหญ่แล้ว หุ้นที่มี Upside ก็ย่อมมี Downside ด้วย เป็นต้นว่าอาจมี Downside แถมมาด้วย 25% (สมมติว่าความน่าจะเป็นของ Upside เท่ากับ Downside คือ 50:50 ; Downside จะต้องเล็กกว่า Upside เสมอ มิฉะนั้นหุ้นนั้นก็ไม่ใช่หุ้นที่น่าสนใจจริงมั้ยครับ) ถ้าในปีนั้น ผมพบหุ้นแบบนี้เต็มตลาดไปหมด ผมก็จะสบายใจที่จะลงหุ้นเต็มพอร์ตโดยเลือกหุ้นเหล่านั้นมาสัก 5 ตัว ถือไว้ตัวละ 20% ของพอร์ต เป็นต้น เพราะถ้าหากตัวใดตัวหนึ่งเลือกผิด ขาดทุน 25% โอกาสที่ 4 ตัวที่เหลือจะมีบางตัวที่ให้ผลตอบแทน 50% มาชดเชย 25
% ที่ขาดทุนไปก็มีสูง แต่ถ้าปีไหนหุ้นในตลาดดูจะแพงไปซะทุกตัว ผมอาจขุดเจอหุ้นแบบนั้นแค่เพียง 1-2 ตัวในตลาดเท่านั้น เช่นนั้น ผมย่อมจะกล้าถือหุ้นน้อยลง เช่นอาจจะถือหุ้นทั้งสองตัวเพียงแค่ตัวละ 30% ของพอร์ตเท่านั้น ที่เหลืออีก 40% ถือเป็นเงินสด สรุปแล้วก็คือ ผมอยากให้พอร์ตของผมได้รับ Upside ที่เกิดจากหุ้นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ในเวลาเดียวกัน ถ้าหากจะต้องฝากชีวิตไว้กับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากจนเกินไป ผมก็ไม่เอา เป้าหมายเป็นอย่างนี้ แต่แค่ไหนถือว่ามาก แค่ไหนถือว่าน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับ risk tolerance ของแต่ละบุคคลด้วย สำหรับผม ถ้ามีหุ้นเติบโตให้ลงตั้งแต่ 5 ตัวขึ้นไป ผมสบายใจที่จะถือหุ้นเต็มพอร์ต แต่ถ้าโอกาสมีน้อยกว่านั้น ผมสบายใจที่จะถือเงินสดไว้ส่วนหนึ่ง

เวลาลงทุนไปเรื่อยๆ โอกาสใหม่ๆ จะเข้ามาแบบไม่แน่นอน แถมยังมีเงินสดใหม่ๆ ที่เราหามาได้จากทางอื่นเข้ามาให้เรานำไปลงทุนอีก ผมจะใช้วิธีว่า ถ้ายังไม่พบหุ้นตัวใหม่ที่มี Upside 50% ผมจะเก็บเงินสดใหม่ๆ เหล่านั้นไว้ก่อน เมื่อพบหุ้นตัวใหม่ที่น่าสนใจแล้ว ผมจะประเมินตัวเองว่าผมยินดีจะรับความเสี่ยงจากหุ้นตัวนี้ได้สูงสุดคิดเป็นกี่ % ของ Net Worth (เงินสด+หุ้นทั้งหมดที่มี) ของผมในขณะนั้น ผมก็จะซื้อหุ้นตัวนั้นด้วยเงินที่ไม่เกิน limit ตรงนี้ ถ้าผมซื้อจนเต็ม limit แล้ว แต่หุ้นก็ยังลงต่อไปอีก ผมจะไม่ซื้อเฉลี่ยเพิ่มอีก เพราะ risk exposure จะสูงเกินไป ถือว่าอันตราย เราอยากซื้อของถูก แต่อย่าลืมว่าเราอาจเลือกหุ้นผิดอยู่ก็ได้ อย่าโลภจนเกินไป (เว้นเสียแต่ว่า ผมจะมีเงินก้อนใหม่มาอีก ก็อาจจะพิจารณาอีกที)

ส่วนเวลาขายหุ้นนั้น ส่วนใหญ่แล้ว ผมจะคิดว่า ถ้ากิจการของหุ้นนั้นยังเป็นกิจการที่เติบโตได้อีก ผมมักจะไม่ขาย แม้ว่าราคาหุ้นจะขึ้นไปมากเกินพื้นฐานแล้วก็ตาม ผมชอบขายหุ้นเมื่อผมเห็นว่ากิจการนั้นไม่ใช่กิจการที่มีการเติบโตอีกต่อไปมากกว่า เพราะที่จริงแล้ว คำว่าราคาเกินพื้นฐานนั้น ไม่ได้หมายความว่าหุ้นจะขึ้นไม่ได้อีก แต่หมายความว่า ราคาหุ้นแพงเมื่อเทียบกับการเติบโตเท่าที่มองเห็นแล้วเท่านั้น ถ้าหุ้นยังมีศักยภาพอยู่ วันหน้าก็สามารถสร้างการเติบโตใหม่ๆ ได้อีก ถ้าเราอุตส่าห์หามันเจอและซื้อมันมาในราคาถูกแล้วก็น่าจะลุ้นต่อไป เพราะไม่ใช่ง่ายที่เราจะซื้อหุ้นเติบโตมาด้วยต้นทุนที่ไม่สูง

วิธีการบริหารพอร์ตของผมก็ง่ายๆ ประมาณนี้ ผมไม่ได้ใช้แนวคิดเรื่อง Beta ตามทฤษฏีการเงินสมัยใหม่เลย เพราะแม้ผมมองว่าแม้แนวคิดเรื่องการกระจายความเสี่ยงจะโอเค แต่การใช้ Volatility เป็นตัวแทนของความผันผวนนั้นมันเหมาะสำหรับเทรดเดอร์มากกว่า ผมเชื่อว่าความผันผวนไม่ใช่ความเสี่ยงของนักลงทุน ความเสี่ยงของนักลงทุนคือการซื้อกิจการที่ไม่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์แต่ไม่รู้ ซื้อแล้วกำไรของบริษัทก็มีแต่ถอยลงเรื่อยๆ ในระยะยาว

คนทั่วไปมองว่า Growth Investing เสี่ยง เพราะคนที่ซื้อหุ้นเติบโตส่วนใหญ่มักจะซื้อตัวเดียว เต็มพอร์ต อัดมาร์จิ้นเพิ่ม นั่นเป็นวิธีการลงทุนอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมไม่เคยเห็นด้วยกับการลงทุนแบบนั้นเลย สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อว่า Growth Stock เวลาเลือกหุ้นควรจะ aggressiveหน่อยแต่เวลาบริหารพอร์ตต้องอนุรักษ์นิยมเข้าไว้ ผมจึงไม่เห็นว่า Growth Investing นั้นเสี่ยงกว่าการลงทุนแบบอื่นๆ แต่ ตรงกันข้ามมันกลับให้ผลตอบแทนคาดหวังที่สูงกว่าเสมอที่ความเสี่ยงเท่าๆ กัน ถ้ากระจายความเสี่ยงไว้มากพอ

 

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: DR.K ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #308 เมื่อ: 10/08/08 13:04:08 »

วิธีการลงทุนของคุณเป็นอย่างไร?
โดย สุมาอี้


ในการต่อสู้แข่งขันใดๆ เราต้องมีทั้งยุทธศาสตร์ (Strategy) และยุทธวิธี (Tactics) ยุทธศาสตร์คือกรอบใหญ่ของแผนการต่อสู้ของเรา ซึ่งเกิดมาจากการที่เราได้ประเมินปัจจัยแวดล้อมแล้วปรับจุดอ่อนจุดแข็งของเราให้ต่อสู้ได้ดีที่สุดภายใต้ปัจจัยแวดล้อมนั้น ยุทธศาสตร์เมื่อกำหนดขึ้นมาแล้วมักจะไม่เปลี่ยนแปลงไปง่ายๆ ในขณะที่ ยุทธวิธี คือ แผนการรบรายวันที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้าอีกทีโดยที่ยังมียุทธศาสตร์เป็นกรอบอยู่ ยุทธวิธีเป็นเหมือนการ fine tune ยุทธศาสตร์อีกทีให้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น

ก่อนที่ทีมฟุตบอลจะลงสนามแข่งขันต้องมีการวางยุทธศาสตร์ของทีมล่วงหน้า เช่น ควรจะจัดกำลังพลไว้ที่กองหน้ากองหลังเท่าไร ควรจะเน้นการทำประตูหรือว่าเดินเกมรับดีกว่า แผนการณ์เหล่านี้มักไม่เปลี่ยนแปลงตลอดการแข่งขัน แต่ในระหว่างที่ลงแข่ง ตัวผู้เล่นตลอดจนบทบาทของตัวผู้เล่นเป็นรายคนอาจมีปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทุกนาทีเพื่อให้การใช้ยุทธศาสตร์ที่วางไว้มีประสิทธิภาพมากขึ้น   

ตลาดหุ้นก็เหมือนกับการต่อสู้อย่างอื่น แม้ว่าเราจะต้องคอยพลิกแพลงยุทธวิธีของเราไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา แต่ในเวลาเดียวกันเราก็จำเป็นจะต้องมีหลักการอะไรบางอย่างไว้เป็นหลักยึด ไม่ใช่เปลี่ยนแนวไปเรื่อยๆ แบบไร้จุดยืนโดยสิ้นเชิง ลองคิดดูว่า ถ้าทีมฟุตบอลลงสนามโดยไม่มีการกำหนดแผนการต่อสู้ใดๆ ล่วงหน้าไว้ก่อนแต่ใช้วิธีแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาคงดูไม่จืด

เมื่อลงทุนไปถึงจุดๆ หนึ่ง นักลงทุนควรจะไปถึงจุดที่สามารถตอบตัวเองได้ว่า วิธีหรือสไตล์การลงทุนเฉพาะตัวของคุณเป็นอย่างไร คนที่สามารถตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว ก็เปรียบเสมือนเป็นคนที่เดินป่าโดยมีเข็มทิศและแผนที่นำทาง แม้ว่าการเดินป่าจะยังคงต้องมีปัญหาเฉพาะหน้าให้ต้องแก้เป็นรายวันอยู่ แต่การเดินป่าโดยมีเข็มทิศนั้นย่อมทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมาก

เมื่อเริ่มต้นลงทุนใหม่ๆ เรายังไม่จำเป็นต้องมีวิธีการลงทุนประจำตัวก็ได้ เนื่องจากประสบการณ์ในตลาดหุ้นของเรายังน้อยเกินกว่าที่จะตัดสินด้วยตัวเองว่าวิธีการไหนดีหรือไม่ดี อาจเริ่มต้นด้วยการทดลองยึดแนวทางมาตรฐานแนวทางใดแนวทางหนึ่งหรือวิธีการของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จแล้วบางคนมาลองปฏิบัติดูก็ได้ แต่อย่าเพิ่งไปยึดติดมากเกินไป เมื่อปฏิบัติไปได้สักพักก็คอยประเมินผลดูว่าวิธีนั้นๆ ใช้ได้ผลหรือไม่อย่างไร ถ้าหากแนวการลงทุนนั้นไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาวก็ควรมองหาแนวการลงทุนใหม่ ที่จริงแล้ว ไม่มีแนวการลงทุนมาตรฐานแบบใดที่จะเหมาะกับทุกคน เพราะแนวการลงทุนที่ดีที่สุดคือแนวที่สอดคล้องกับจุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละบุคคลด้วย เรื่องนี้นับว่าสำคัญ บางคนเห็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จด้วยการลงทุนแบบวิเคราะห์งบการเงินอย่างทะลุปรุโปร่ง พอลองเอาอย่างบ้างก็จะพบว่า ล้มเหลวไม่เป็นท่า ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะนักลงทุนคนที่ประสบความสำเร็จนั้น เขาเป็นคนที่มีพื้นฐานความรู้เรื่องบัญชีอย่างดี เมื่อเขาเอาสิ่งที่เขาทำได้ดีกว่าคนทั่วไปมาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ย่อมทำได้เขาเกิดความได้เปรียบคนอื่น ในขณะที่ คนทั่วไปซึ่งอ่อนหัดเรื่องบัญชี ถ้าหันมายึดการลงทุนด้วยวิธีนี้ก็ย่อมต้องล้มเหลวเป็นธรรมดา เป็นต้น นักลงทุนต้องค้นหาวิธีการลงทุนที่เหมาะกับอุปนิสัย เป้าหมายและจุดแข็งของตัวเองมากที่สุดให้เจอ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เรามักพบเสมอว่า นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จแต่ละคนแนะนำไม่เหมือนกัน คำแนะนำบางอย่างตรงกันข้ามกันเสียด้วย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ วิธีที่จะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นนั้นมีอยู่หลายวิธี แต่ละคนย่อมเลือกวิธีการที่เหมาะกับตนเอง

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จแล้วมักเป็นนักลงทุนที่ชัดเจนในวิธีการลงทุนของตนเองแล้ว ทั้งสิ้น โดยมากแล้ว พวกเขาอาจมีแนวทางมาตรฐานแนวทางใดแนวทางหนึ่งเป็นหลัก แต่ไม่ได้ยึดติดกับแนวทางนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะต้องมีส่วนที่เหมาะกับจุดอ่อนจุดแข็งของตัวของเขาเองด้วย เรามักสงสัยว่า วอเรน บัฟเฟต ลงทุนในแนว Value Investing แน่หรือเปล่า เพราะดูเหมือนจะมีอะไรหลายๆ อย่างที่แตกต่างออกไปจากวิธีการของเบนจามิน แกรม ที่จริงแล้ว วอเรน บัฟเฟต เพียงแต่ยึดแนวคิดของ Value Investing ในการมองตลาดหุ้น (ได้แก่ แนวคิดเรื่อง Mr.Market, Margin of Safety, Circle of Competency) เท่านั้น ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอย่างอื่นในวิธีการลงทุนของบัฟเฟตนั้นเป็นวิธีการเฉพาะของเขาเอง เรียกว่า เป็นแนวการลงทุนแบบวอเรน บัฟเฟต เพื่อนรักของวอเรน บัฟเฟต อย่าง ชาลี มังเจอร์ เองก็มีวิธีการหลายอย่างที่เป็นแบบฉบับเฉพาะของเขาเองซึ่งไม่เหมือนกับ Value Investor คนอื่นๆ ด้วย

คุณเองก็เหมือนกัน สุดท้ายแล้วคงไม่มีแนวการลงทุนมาตรฐานแนวไหนที่จะเหมาะกับคุณร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณยังต้องหาวิธีการลงทุนในแบบฉบับของคุณเองให้พบ เหมือนอย่างที่วอเรน บัฟเฟตใช้ Value Investing เป็นแนวคิดเริ่มต้นและพัฒนาวิธีการลงทุนในแบบฉบับของตัวเองขึ้นมา

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: DR.K ROOM
ออมสิน
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8,526


สิ่งที่แน่นอนที่สุด ก็คือ ความไม่แน่นอน


« ตอบ #309 เมื่อ: 13/08/08 19:21:14 »

หวัดดีค่ะ แวะมาหาเจ้าของห้อง แต่ไม่อยู่ สงสัยไปจีบสาวๆข้างนอก       

ขอบคุณข้อมูลดีๆนะคะ 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #310 เมื่อ: 13/08/08 22:32:30 »

เศรษฐกิจกับตลาดหุ้น
โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


นักลงทุนในตลาดหุ้นส่วนใหญ่จะวิตกกังวลกับเรื่องของภาวะเศรษฐกิจของประเทศมากเพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากตลาดหุ้น เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ถ้าเศรษฐกิจแย่ ตลาดหุ้นก็พัง ถ้าเศรษฐกิจดี ตลาดหุ้นก็จะวิ่งระเบิด เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่มีการสัมมนาเรื่องหุ้น ก็มักจะมีคำถามว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร และเศรษฐกิจแบบนี้เราควรจะลงทุนในตลาดหุ้นไหม?

คำตอบของผมทุกครั้งก็คือ ผมไม่สนใจภาวะเศรษฐกิจ สิ่งที่ผมสนใจก็คือตัวหุ้นที่ผมจะลงทุน ถ้าพบหุ้นของบริษัทดีที่มีราคาถูกกว่ามูลค่าพื้นฐาน ผมก็จะลงทุน เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร ผมไม่สนใจ เหตุผลอย่างหนึ่งก็คือ ผมไม่สามารถคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจได้ถูกต้อง และถ้าพูดถึงดัชนีหุ้นแล้ว ผมยิ่งไม่รู้ใหญ่ว่าดัชนีจะไปทางไหน ผมรู้แต่ว่าถ้าหุ้นผมมีคุณภาพดี ราคาถูกกว่าพื้นฐาน หุ้นก็จะดูแลตัวของมันเอง


คำถามต่อมาที่อาจจะเกิดขึ้นในใจของหลายคนก็คือ ถ้าเรารู้ หรือคาดการณ์ได้ถูกต้องว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร จะไม่ดีกว่าหรือในการที่จะสามารถเข้าหรือออกจากตลาดในเวลาที่ถูกต้องแทนที่จะปล่อยให้หุ้นที่ถืออยู่มีราคาตกต่ำลงเพราะภาวะเศรษฐกิจแย่ ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นตกต่ำ ซึ่งจะดึงให้หุ้นของเราขาดทุนไปด้วย?

คำตอบของผมก็คือ เป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจได้อย่างถูกต้อง และถึงจะคาดการณ์ได้ถูกต้องจริง ก็ไม่มีอะไรเป็นเครื่องรับประกันว่าเศรษฐกิจดีแล้วหุ้นต้องดี เศรษฐกิจแย่แล้วหุ้นต้องแย่ ไม่เคยมีการศึกษาไหนที่บอกว่าดัชนีหุ้นจะต้องตามภาวะเศรษฐกิจ ว่าที่จริงมีการศึกษาที่บอกว่าเศรษฐกิจดี ดัชนีหุ้นมักจะแย่ และถ้าภาวะเศรษฐกิจแย่ตลาดหุ้นมักจะกลับดี ซึ่งฟังดูก็น่าประหลาด เพราะเรามักจะได้ยินผู้นำประเทศและนักวิเคราะห์ชั้นนำพูดกันเสมอว่าตลาดหุ้นจะดีแน่เพราะเศรษฐกิจจะดี จนเราคิดว่านี่คือความจริงที่เที่ยงแท้โดยไม่คิดที่จะพิสูจน์หรือหาหลักฐานมายืนยัน

ถ้าคำพูดที่ว่าเศรษฐกิจดีแล้วหุ้นต้องดีเป็นจริง นักลงทุนคงจะรวยกันได้ง่ายมาก คุณเพียงแต่หาเงินไปลงทุนในประเทศจีนซึ่งเศรษฐกิจโตระเบิดปีละเกือบ 10% และทุกคนต่างก็มั่นใจว่าเศรษฐกิจของจีนจะโตต่อไปอีกนานจากที่ดีมาแล้วเป็นเวลานานนับสิบปี แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ตลาดหุ้นของจีนนั้นให้ผลตอบแทนที่แย่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในช่วงเวลานับ 10 ปีที่ผ่านมา ปัญหาก็คือเรื่องราคาของหุ้นในตลาดที่แพงกว่าพื้นฐานเพราะนักลงทุนต่างก็มองโลกในแง่ดีเข้าซื้อหุ้นลงทุนกันมาก และเมื่อหุ้นในตลาดมีราคาแพงมาก ถึงภาวะเศรษฐกิจจะดี มันก็ไม่คุ้มที่จะลงทุน

ตรงกันข้าม ในภาวะที่เศรษฐกิจย่ำแย่ คนมองโลกในแง่ร้ายเทขายหุ้นจนหุ้นในตลาดมีราคาตกต่ำลงมาก ค่า PE ของตลาดเหลือเพียง 8-9 เท่า ซึ่งมีราคาถูกมาก แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะไม่ดี แต่การลงทุนก็อาจจะคุ้มค่ามากกว่า

ถ้าจะเปรียบให้เข้าใจง่าย เราก็เพียงแต่มองตลาดหุ้นให้เหมือนกับหุ้นตัวหนึ่ง และดัชนีตลาดก็คือราคาของหุ้นตัวนั้น ในภาวะที่เศรษฐกิจดี เราอาจจะบอกว่าหุ้นตลาดกำลังเติบโตเร็วเป็นหุ้น Growth Stock แต่หุ้นโตเร็วนั้นก็มักจะเป็นหุ้นร้อนแรงราคาแพง คือมี PE สูงกว่าพื้นฐาน การซื้อหุ้นร้อนนั้นโอกาสขาดทุนก็มีสูง แต่หุ้นตลาดในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีนั้นมักจะมีราคาต่ำกว่าปกติ เป็นหุ้น PE ต่ำ ซึ่งจะเรียกว่าเป็นหุ้น Value ก็ไม่น่าจะผิด และถ้าเรากล้าที่จะลงทุน โอกาสที่จะทำกำไรกลับจะมีมากกว่า

ทั้งหมดนี้ผมก็หวังว่าจะทำให้นักลงทุนทั้งหลาย โดยเฉพาะ Value Investor เลิกวิตกกังวลกับภาวะเศรษฐกิจเวลาคิดจะลงทุน หรือถ้าจะคิดเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจก็ควรจะมองว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ดูเลวร้ายนั้น จริง ๆ แล้วมันคือโอกาสที่จะทำกำไรมากกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่เชียร์ให้ซื้อหุ้นโดยการพิจารณาภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก การลงทุนโดยเฉพาะของนักลงทุนรายย่อยที่ลงทุนระยะยาวนั้น ไม่มีประโยชน์ที่จะนำภาวะเศรษฐกิจในช่วงสั้น ๆ เพียงปีสองปีมาพิจารณา
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: DR.K ROOM
007
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,749


ไล่ให้จนตรอก ทดสอบของการเปลี่ยนแปลงผู้นั้น


« ตอบ #311 เมื่อ: 18/08/08 09:14:38 »

แวะมาอ่านค่ะ เพราะประหยัด ไม่ต้องจื้อหนังสือมาอ่านค่ะ
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ผู้ที่มีใจตั้งมั่น ย่อมชนะฟ้า
ผู้ไร้ความตั้งมั่น ฟ้าย่อมชนะคน

Re: DR.K ROOM
โบตั๋น
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,280



เว็บไซต์
« ตอบ #312 เมื่อ: 19/08/08 00:08:24 »

ขอถามหน่อยครับ
ถ้าอยากทราบว่าบ.นี้มีเงินสดอยู่เท่าไหร่ที่ไม่ได้เอาไปหมุนเวียนในการดำเนินงานประจำของบ.
ดูตรง บรรทัด CASH AND CASH EQUIVALENTS อย่างเดียวได้รึไม่ครับ?

https://www.settrade.com/C04_06_stock_financial_p1.jsp?txtSymbol=IRPC&selectPage=6
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


Re: DR.K ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #313 เมื่อ: 19/08/08 13:13:12 »

CASH AND CASH EQUIVALENTS หรือ เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด
เป็นเงินสดที่ใช้หมุนเวียนภายในบริษัท ยังไม่ได้เอาไปลงทุน เนื่องจากต้องตั้งสำรองไว้ใช้จ่าย เช่น จ่ายเงินปันผล เป็นต้น
จะสังเกตว่า เวลาใกล้จ่ายปันผล เงินสดของบริษัทจะเยอะขึ้น
เข้าใจถูกต้องแล้วครับ  Smiley Smiley Smiley
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: DR.K ROOM
โบตั๋น
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,280



เว็บไซต์
« ตอบ #314 เมื่อ: 19/08/08 13:41:52 »

ขอบคุณมากครับ   

ต้องมานั่งคำนวณหักเงินปันผลอีก  Undecided
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27/06/09 21:51:16 โดย หล่อ มาดเข้ม » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


Re: DR.K ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #315 เมื่อ: 19/08/08 15:04:03 »

แฮ๊บมาจากคุณ  cirkit โดนใจดี
คิดแบบนี้ถึงรวย


:เจริญ สิริวัฒนภักดีคนรวยแล้วยิ่งสมถะและใช้ชีวิตเรียบง่าย

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : คุณเคยสงสัยมั้ยว่า เราก็สู้อุตส่าห์อดออม ขยันทำงานตัวเป็นเกลียว ประหยัดเอวคอดเอวกิ่ว ไม่เคยข้องแวะกับความฟุ่มเฟือย พอมีเงินก็เอาไปต่อยอดให้มันออกดอกออกผล

เรียกว่า ทำทุกอย่างตามสูตรของการเป็นเศรษฐี ปฏิบัติทุกอย่างตามคัมภีร์แห่งความมั่งคั่ง แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ได้เป็นเจ้าของสรรพนามคำว่าเศรษฐีอยู่ดี

ถ้าอย่างนั้น Fundamentals ฉบับนี้ จะพาไปแกะรอยไปดูว่าบรรดาเศรษฐีตัวจริง เขาคิดและมองกันอย่างไร ถึงได้มั่งคั่งอย่างยั่งยืนบนกองเงินกองทอง

ที.ฮาร์ฟ เอเคอร์ เจ้าของงานเขียน "เคล็ดลับทำใจให้เป็นเศรษฐีเงินล้าน: การคุมเกมสร้างความมั่งคั่ง" เชื่อว่า คนรวยคิดแตกต่างเกี่ยวกับเงิน และแต่ละคนมีแผนการเงินเฉพาะตัว ซึ่งคิดกำหนดขึ้นมาตลอดช่วงชีวิตในการลงทุนเกี่ยวข้องกับเงิน

ลองตามมาดูวิธีคิดและมุมมองแบบคนรวย ว่าเขาคิดกันอย่างไร

O คนรวยเชื่อว่าฉันสร้างชีวิตด้วยตัวเอง

พูดให้เข้าใจง่ายคือ คนที่จะรวยได้ต้องเริ่มคิดสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง ไม่คิดพึ่งพิงคนอื่น สังเกตว่าพวกที่ไม่ได้เป็นเศรษฐี มักคิดแค่ว่า เราช่างโชคดีเหลือเกินที่เกิดมาบนกองเงินกองทองที่พ่อแม่สร้างไว้ให้ ไม่ต้องทำอะไรก็มีมรดกตกทอดมาจากพ่อแม่เอาไว้ให้ใช้อยู่แล้ว ไม่เห็นต้องทำอะไร ก็อยู่ได้ไปชั่วชีวิต

จะเห็นได้ว่าเศรษฐีในบ้านเราหลายคน ไม่ว่าจะเป็น"เจริญ สิริวัฒนภักดี" หรือ "เฉลียว อยู่วิทยา" ก็ล้วนแต่สร้างและสั่งสมความร่ำรวยมาด้วยตัวเองแทบทั้งสิ้น กว่าจะนอนเกลือกกลิ้งบนกองเงินกองทองเศรษฐีพวกนี้เริ่มต้นจากศูนย์และสองมือเปล่า และเป็นคนที่มีพื้นฐานครอบครัวไม่รวย

กรณีของเฉลียว เขาไม่ได้เกิดมาในชาติตระกูลของผู้มีอันจะกิน แต่เกิดมาท่ามกลางครอบครัวยากจน ทำให้เขาต้องช่วยที่บ้านทำงานมาตั้งแต่เด็กๆ ก่อนจะมาขายกระทิงแดงอย่างทุกวันนี้ เขาทั้งขายผลไม้ ขายยา และทำธุรกิจมากมายหลายอย่าง

Oมีหัวการค้าตั้งแต่เด็ก

กว่าจะมาเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศไทย เป็นเจ้าของเหล้าแม่โขง และเหล้าแสงโสม เบียร์ช้าง เศรษฐีแถวหน้าของเมืองไทยอย่างเจริญ เป็นคนที่มีหัวการค้าตั้งแต่เล็ก และเขาเชื่อเสมอว่า คนจะรวยได้ต้องทำการค้าเท่านั้น นั่นทำให้เขามุ่งมั่นกับการทำการค้ามาตั้งแต่เด็ก

ถึงแม้"บิล เกตส์"เจ้าของบริษัท ไมโครซอฟท์จะไม่ได้โตมาจากครอบครัวยากจน เพราะพ่อของเขาเป็นทนายและแม่เป็นอาจารย์ แต่เขาก็มีหัวการค้ามาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน ช่วงที่เรียนอยู่เขากับเพื่อนสนิทคิดหาช่องทางหาเงิน โดยรับเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำเงินให้เขาไม่ใช่น้อยเลยสำหรับเด็กในวัย 10 กว่าปี

หรือแม้กระทั่ง "วอร์เรน บัฟเฟตต์" เป็นคนที่ขยันหาเงินมาตั้งแต่เด็ก กว่าจะมาร่ำรวยระดับโลกแบบนี้ได้ บัฟเฟตต์ก็เคยเป็นคนที่รู้จักทำมาหากินมาตั้งแต่เด็ก เขาก็เคยหารายได้จากการขายของตามบ้านและเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์มาก่อน

O คนรวยเล่นเกมการเงินเพื่อชนะเท่านั้น

คนจนมักคิดแค่ว่าเล่นเกมการเงินหรือลงทุนก็ตามเพื่อไม่ให้แพ้ ตรงกันข้ามกับพวกคนรวยที่เมื่อเล่นเกมการเงินหรือลงทุน พวกเขามุ่งมั่นว่าต้องชนะเท่านั้น บิล เกตส์เป็นตัวอย่างของคนประเภทนี้ได้ดีที่สุด วิธีคิดของเขาคือ จะทำอะไรต้องชนะเท่านั้น นั่นเพราะในครอบครัวของเขาสอนให้มีนิสัยรักการแข่งขันมาตั้งแต่เด็ก

O คนรวยคิดการใหญ่ไม่มองเล็ก

ธรรมชาติของคนรวยมักจะคิดการใหญ่ แต่ถ้าเป็นคนจนจะคิดการเล็ก คนรวยไม่ได้คิดแค่เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆข้างทาง แต่พวกเขาคิดเลยเถิดไปถึงร้านอาหารใหญ่ๆที่อาจจะขายแฟรนไชส์ได้ในอนาคต หรืออาจจะโกอินเตอร์ไปเปิดในต่างประเทศ

ดูอย่างบิล เกตส์เป็นกรณีศึกษา ก็จะพบว่า เขาเป็นคนที่คิดการใหญ่มาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น สมัยที่คอมพิวเตอร์ยังไม่ใช่ของใช้ประจำบ้าน คนมีวิสัยทัศน์อย่างบิล เกตส์กลับมองออกว่า คอมพิวเตอร์จะกลายมาเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คน เมื่ออ่านเกมขาด เขาจึงตัดสินใจที่จะทุ่มเทเข้ามาทำธุรกิจที่เกี่ยวพันกับคอมพิวเตอร์ จนกระทั่งประสบความสำเร็จอย่างที่หลายคนไม่คาดคิด

O คนรวยมองหาโอกาสไม่สนใจอุปสรรค

คนจนมัวแต่โฟกัสไปที่อุปสรรคและจมดิ่งอยู่กับปัญหา แต่คนรวยแม้จะถูกรุมเร้าด้วยอุปสรรคและปัญหา แต่พวกเขาจะมักจะมองหาโอกาสโดยไม่สนใจกับอุปสรรค พูดให้ชัดขึ้นคือ คนรวยมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก แต่คนจนมักจะมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งกว่านั้นคือคนรวยมักจะเป็นพวกตื่นตัวและความกลัวหยุดพวกเขาไม่ได้

O คนรวยชื่นชมผู้ประสบความสำเร็จ

ลองสังเกตดูให้ดีจะพบว่า คนรวยมักจะชื่นชมคนรวยและยินดีกับผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่คนจนเวลาเห็นคนรวยกว่าหรือเห็นคนอื่นได้ดีกว่ามักไม่ค่อยพอใจ

เมื่อบุรุษที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 2 คน อย่างบิล เกตส์ กับบัฟเฟตต์พบกันเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เขาต่างชื่นชมซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้พูดคุยกับบัฟเฟตต์เพียงไม่กี่ชั่วโมง บิล เกตส์กลายเป็นคนที่ศรัทธาในตัวบัฟเฟตต์อย่างมาก ฝ่ายบัฟเฟตต์เองก็นับถืออย่างบิล เกตส์เช่นกัน

O คนรวยสมาคมกับคนประสบความสำเร็จ&คิดบวก

โดยมากพวกคนรวยจะคบค้าสมาคมกับคนที่ประสบความสำเร็จ หรือคนที่คิดบวก เพราะบางทีในอนาคตอาจจะคิดหาทางเพื่อเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันในอนาคต ฝ่ายคนจนมักจะสมาคมกับคนคิดลบและคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ เช่น กรณีของเจริญ เขาเป็นคนที่มีสายสัมพันธ์อย่างดีกับผู้คนในแวดวงการค้า การลงทุนในธุรกิจต่างๆ รวมไปถึง ข้าราชการ ไปจนถึงแวดวงนักการเมือง

O คนรวยเลือกทำเงินโดยไม่รอเวลา

อาจจะเป็นเพราะคนรวยมักจะคิดแล้วทำเลย ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่รอเวลา เมื่อจังหวะมีโอกาสมา พวกเขาก็จะลงมือทำงานทำเงินทันที ตรงกันข้ามกับคนจนที่มักจะรอเวลา และผัดวันประกันพรุ่งกับทุกเรื่อง ตัวอย่างของเจริญค่อนข้างชัดเจน เขาเป็นคนที่มีความคิดแตกฉานในเรื่องการทำธุรกิจ เมื่อจะลงมือทำอะไรเขาจะคิดก่อน เมื่อคิดอย่างถ่องแท้แล้ว เขาก็จะลงมือทำ เรียกว่าเป็นคนที่ตัดสินใจเร็ว ในการทำธุรกิจ

O คนรวยคิดแบบควบคู่ไม่ใช่แค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง

ตัวอย่างของคนรวยหลายคน มักจะมีระบบคิดที่ไม่ใช่คิดแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่พวกเขาจะคิดควบคู่หลายเรื่องในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าเป็นคนจนมักจะคิดวนอยู่เรื่องเดียว

ถ้ามองในแง่ของการทำธุรกิจ ก็จะเห็นได้ว่า เศรษฐีหลายคน อาจจะเริ่มต้นจากธุรกิจแขนงใดแขนงหนึ่ง แต่เมื่อเริ่มตั้งตัวได้ พวกเขาก็จะแตกไลน์ทำธุรกิจหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน

เช่นกรณีของเฉลียว ที่เมื่อพูดถึงชื่อเขา แน่นอนทุกคนคงนึกถึงกระทิงแดง แต่ทุกวันนี้เฉลียวไม่ได้ขายกระทิงแดงอย่างเดียว แต่แตกไลน์ขยายธุรกิจออกไปอย่างกว้างไกล ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจยา เครื่องดื่ม อาหาร สนามกอล์ฟ ธุรกิจพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์

O คนรวยเน้นหาความมั่งคั่งอื่นไม่ใช่แค่รายได้ประจำ

ข้อนี้อาจจะต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว อย่างที่บอกว่าคนรวยไม่ได้หวังแค่รายได้จากเงินเดือนประจำ แต่พวกเขาจะมองหาอย่างอื่นที่มาเติมความมั่งคั่งให้ตัวเองด้วย แต่คนจนหวังแค่รายได้ประจำ

O คนรวยบริหารเงินได้ดี-ใช้เงินเป็น

คนรวยมักจะบริหารเงินได้ดี แต่คนจนมักจะบริหารจัดการได้ไม่ดีเท่าไหร่ อย่างเจริญ เขาไม่ใช่คนที่ประหยัดเงินท่าเดียว แต่เขาเป็นคนที่ใช้เงินเป็น และมีระบบการบริหารเงินในบริษัทได้ดี

คำว่าบริหารเงินได้ดี อาจหมายรวมไปถึงการบริหารพอร์ตการลงทุนด้วย เช่นกรณีพอร์ตการลงทุนของบัฟเฟตต์เขาก็บริหารด้วยการกระจายไปในหุ้นหลายกลุ่มหลายตัวที่เขาคิดและมองเห็นแล้วว่าพื้นฐานกิจการดี และสามารถมองเห็นที่มาที่ไปของการสร้างรายได้

ส่วนการใช้เงินเป็นนั้น แม้เศรษฐีพวกนี้จะอยู่ในภาวะร่ำรวยล้นฟ้ากันแล้ว แต่ถ้าสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่า พวกเขาหามาได้และใช้อย่างพอดี ไม่ได้ฟุ่มเฟือยกับกองเงินกองทองตรงหน้า แถมเศรษฐีแต่ละคน เมื่อรวยมาถึงระดับหนึ่งก็มักจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้ ด้วยการบริจาคเงินช่วยเหลือให้กับสังคมในรูปแบบต่างๆ

O คนรวยมีเงินช่วยทำงานไม่ใช่ทำงานหนักเพื่อเก็บเงิน

คนจนเอาแต่คร่ำเคร่งกับการทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาเก็บ แต่คนรวยไม่ได้เป็นแบบนั้น เมื่อทำงานหนักได้เงินมา พวกเขาใช้ให้เงินทำงานแทนพวกเขา บัฟเฟตต์เองก็เช่นกัน จริงอยู่เขาเป็นคนที่ขยันทำมาหากิน หมั่นเก็บออมเงิน และเมื่อถึงจุดหนึ่งก็นำเงินมาลงทุนเพื่อให้เงินทำงาน ซึ่งเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เพราะบัฟเฟตต์เริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และนับจากนั้น เขาก็ให้เงินทำงานหนักกว่าเขาหลายเท่า

O คนรวยเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

คนจนมักจะคิดว่าฉันรู้หมดแล้ว ตรงกันข้ามกับคนรวยที่ขวนขวายหาความรู้ และมีนิสัยชอบเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ถ้าใครที่ติดตามหรือแกะรอยความรวยของบัฟเฟตต์ ก็จะพบว่า แม้จะร่ำรวยแล้วแต่เขาก็ยังเป็นคนที่เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง และยังแนะนำให้ทุกคนหมั่นศึกษาหาความรู้ใส่ตัว และฝึกฝนทักษะในเรื่องต่างๆอยู่ตลอด

Oคนรวยแล้วจะยิ่งสมถะและใช้ชีวิตเรียบง่าย

ข้อสังเกตอย่างหนึ่งของบรรดาเศรษฐีคือ ยิ่งรวยมากเท่าไหร่ ยิ่งมั่งคั่งมาก พวกเขายิ่งใช้ชีวิตอย่างสมถะและเรียบง่ายมากกว่าคนที่เพิ่งรวย

ถ้าจะให้เห็นชัดเจนที่สุดคงเป็นเจ้าพ่อกระทิงแดงอย่างเฉลียว อยู่วิทยา ที่แม้ว่าเขาจะร่ำรวยระดับโลกแล้ว แต่ทุกวันนี้เขายังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะเหมือนกับเมื่อตอนเริ่มต้นทำธุรกิจ ธรรมชาติของเขาคือความเรียบง่าย กินอยู่ง่ายๆแบบคนธรรมดาทั่วไป ใช้ข้าวของไม่ต่างจากตอนที่บุกเบิกธุรกิจ

ฝ่ายบัฟเฟตต์นั่นก็พอกัน ถึงจะมีกำไรจากการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างมหาศาลแค่ไหน แต่เขายังคงใช้ชีวิตไม่ต่างจากมนุษย์เงินเดือนทั่วๆไป เขายังคงใช้รถคันเก่าๆเล็กๆคันเดิมแทนรถสปอร์ตสุดหรู อยู่ในบ้านหลังเก่าแทนที่จะเป็นคฤหาสน์หลังโต เงินทองและทรัพย์สินที่บัฟเฟตต์หามาได้นั้น เขาแทบไม่ได้เอามาปรนเปรอความสุขให้ตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น แต่เมื่อถึงจุดอิ่มตัวของชีวิต ความสุขของมหาเศรษฐีอย่างเขาคือการนำเงินไปบริจาค

ทั้งหมดที่ว่านี้ คือวิธีคิดและมุมมองของผู้ร่ำรวย คุณเองก็เป็นเศรษฐีได้ ถ้าลองหยิบแง่คิดเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับตัวเอง แค่พัฒนาความฉลาดทางการเงินของตัวเอง และเริ่มต้นคิดให้เหมือนกับตัวเองเป็นเศรษฐีเงินล้าน จะช่วยให้เงินไหลเข้ามาหาคุณได้เอง

โดย กาญจนา หงษ์ทอง

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: DR.K ROOM
cirkit
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #316 เมื่อ: 19/08/08 15:16:22 »

ถามพี่หล่อครับ การลุนทุนแนว vi การวิเคราะห์ด้านพื้นฐานเป็นเบสิกก่อนใช่ไหมครับ
เช่น การประเมินมูลค่าหุ้น  พอดีเคยลองทำอยู่ช่วงนึงก็ได้ผลดีนะครับ ตอนสมัยเรียนมหาลัย
เคยทำ เกี่ยวกับ การวิเคราะห์พื้นฐานพวก งบการเงิน การบริหารเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
การเขียนแผนธุรกิจ  การทำแผนการตลาด SWOT หลายๆอย่าง จริงๆก็อยากทำนะ
ว่างๆจะลองทำดูอีกครั้ง
 ครับผมเรียนจบวิทย์แต่ตอน เรียน เศรษฐศาสตร์กับบัญชี แล้วก็การตลาดมากมาย
วิทย์ไม่กี่ตัวเอง
ตอนทำเมือ่ก่อนผมใช้ 56-1 แล้วมาทำกรณีศึกษา ทำ swot วางแผนการตลาด คำนวณเรโช ทางการเงินต่างๆ
แล้วก้สรุปอ่ะครับ

พี่หล่อช่วยแนะนำด้วยครับขึ้นตอนการ วิเคราะห์ ข้อมูล ขั้นต้นสำหรับคนที่สนใจเรียนรู้
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27/06/09 21:53:05 โดย หล่อ มาดเข้ม » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
cirkit
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #317 เมื่อ: 19/08/08 15:55:51 »

บทความจากพี่สามัญชน
www.thaivi.com

1.เริ่มต้นเลย ลองเปิดดูผลการดำเนินงานไตรมาสล่าสุดของทุกบริษัทหรือเท่าที่ทำได้ก่อน แล้วคีย์สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนผู้ถือหุ้นและผลกำไรลงในโปรแกรม exel ขั้นตอนนี้ถ้าจะให้ง่ายขึ้น ก็ขอพี่ครรชิตครับ พี่ครรชิตได้รวบรวมไว้สมบูรณ์มากเลยครับ

2. ลองคำนวณหาค่า roe โดยใช้สองวิธี
2.1. เอาผลกำไรไตรมาสสุดท้ายคูณด้วย 4 หารด้วย equity ( ส่วนผู้ถือหุ้น )
2.2 เอาผลกำไรรวมสี่ไตรมาสสุดท้าย หารด้วย equity ( ส่วนผู้ถือหุ้น )

3.นำมาเรียงลำดับโดยเรียง roe จากสูงมาต่ำ แล้วตัดตัวที่ได้ roe ต่ำกว่า 15 % ทิ้งทั้งหมด ( หรือจะตัดที่ 12% หรือ 20% ก็ตามใจชอบครับ ตัดน้อยเหลือเยอะ ตัดเยอะเหลือน้อย )

4.นำผลจากข้อ 3. มาเรียงใหม่ โดยเรียงคอลัมน์ p/e ( ซึ่งไฟล์ของพี่ครรชิตจะมีอยู่แล้ว )จากน้อยไปมาก แล้วตัดตัวที่ p/e มากกว่า 15 ทิ้งไป ( ตัวเลข 15นี้แล้วแต่คนชอบนะครับ )

5. เอาผลจากข้อ4. มาเรียงใหม่ คราวนี้เรียงตาม p/b โดยเรียงจากน้อยไปมาก แล้วตัดตัวที่ p/b มากกว่า 2 ทิ้งไป

ข้อ 1-5 เป็นวิธีคัดกรองคร่าวๆ เคยทำเองปรากฎว่าใช้เวลาเยอะมาก โดยเฉพาะตอนที่เปิดดูผลการดำเนินงานทุกบริษัท แล้วคีย์ขอมูล แต่ด้วยความเมตตาจากพี่ครรชิตขั้นตอนยุ่งยากนี้ก็หมดไป

เสร็จแล้วก็มาพิจารณารายละเอียดโดยเริ่มจากตัวบนสุดก่อน ขั้นตอนนี้หนีไม่พ้นที่จะต้องอ่านแบบฟอร์ม 56-1 ลองอ่านดูแล้วเราจะรู้อะไรดีๆเยอะมากเลยครับ สนุกมากด้วยครับ อ่านแล้วตอบคำถามต่อไปนี้

Quote:
ก. แนวโน้มธุรกิจ ภาวะเศรษฐกิจ วัฏจักรธุรกิจ

ข. เป็น “ ธุรกิจที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันอย่างยั่งยืน ” หรือไม่ “ โดยใช้ competitive stretagy ของ porter วิเคราะห์ภาวะการแข่งขันด้วยพลังทั้งห้าของ Porter
1. การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม
2. โอกาสในการเข้ามาของรายใหม่
3. สินค้าทดแทน
4. อำนาจต่อรองกับลูกค้า
5. อำนาจต่อรองกับผู้ป้อนวัตถุ

ค. วิเคราะห์โดย SWOT

ง.ประเด็นในการตรวจสอบหุ้น 10 ข้อของวอร์เรน
1.ROE สูงๆ หรือไม่
2.ROA สูงๆ หรือไม่
3.ประวัติการทำกำไรที่ดีเยี่ยมหรือไม่
4.มีหนี้สินน้อยๆหรือไม่
5.สินค้าหรือบริการมีความได้เปรียบเชิงแข่งขันอย่างยั่งยืนหรือไม่
6.ไม่มีปัญหาที่เกิดจากสหภาพแรงงานหรือไม่
7.บริษัทสามารถปรับสินค้าหรือบริการตามสภาวะเงินเฟ้อได้หรือไม่
8.ต้นทุนการดำเนินงานที่เหมาะสมหรือไม่
9.บริษัทสามารถซื้อหุ้นคืนจากตลาดได้หรือไม่
10.กำไรสะสมสามารถทำให้มูลค่าตลาดสูงขึ้นได้หรือไม่

จ.ความซื่อสัตย์และความสามารถของผู้บริหาร

ฉ. วิเคราะห์ราคาที่น่าลงทุน
1. P/E = ?
2. P/B = ?
3. DIV = ?

ช. เหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ญ. อื่น ๆ ที่สำคัญ


 Grin Grin Grin Grin Grin Grinมีเพิ่มเติมจากนี้เปล่าครับ พอดีอยากรู้ไว้เป็นความรู้เพิ่มเติมครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
cirkit
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #318 เมื่อ: 19/08/08 16:02:24 »

นำมาฝากต่อครับ คัดจากพี่ Mon money   thaivi
 Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin
ผมได้อ่านและศึกษารายงานประจำปีของBerkshine Hatthaway มาหลายปี เห็นว่ามีหลายส่วนน่าสนใจจึงอยากนำเอามารวบรวมเป็นภาษาไทยเอาไว้จึงอยากใช้ส่วนนี้เป็นการเรีบเรียงโดยจะพยายามเขียนให้ได้ทุกวันครับ
หลักการทั่วไป
ในปี1996 วอร์เร็น บัฟเฟตต์ ได้เขียน และแจกจ่าย “คู่มือการเป็นเจ้าของ” เพื่อเป็นการหลักการในการดำเนินงานทางเศรษฐกิจอย่างกว้างๆของBerkshire

Berkshire Hathaway เป็นเสมือนช่องทางที่เชื่อมต่อ

แม้ว่ารูปแบบของเราจะอยู่ในรูปของบริษัท แต่ทัศนคติของเราคือความเป็นหุ้นส่วน ชาลี มังเกอร์ และผมคิดเสมอว่าผู้ถือหุ้นของเรามีส่วนเป็นเจ้าของ และเรา(บัฟเฟตต์ และมังเกอร์) คือหุ้นส่วนจัดการ(เพราะว่าจำนวนหุ้นที่เราถือมีมากที่สุด ดังนั้นเราจึงเป็นหุ้นส่วนที่ควบคุมงาน) เราไม่ได้มองว่าตัวบริษัทเองเป็นเสมือนเจ้าของสินทรัพย์ทางธุรกิจ แต่เรามองว่าตัวบริษัทเองเป็นเสมือนช่องทางที่เชื่อมต่อให้ผู้ถือหุ้นของเราเข้าเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นได้

หมายเหตุ: ในส่วนนี้บัฟเฟตต์น่าจะบอกว่า เขาคิดเสมอว่าผู้ถือหุ้นทุกคนคือหุ้นส่วนของเขา และเขากับมังเกอร์เนื่องจากมีหุ้นมากที่สุด จึงรับหน้าที่ควบคุมการบริหารจัดการ เขายังชี้ให้เห็นว่าเขาไม่ได้มองว่าตัวบริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ของบริษัทต่างๆที่เข้าไปซื้อ แต่บริษัทจะเป็นช่องทางที่จะนำให้ผู้ถือหุ้นทั้งหมดสามารถเข้าไปเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นๆได้ : ผู้เขียน

“เรากินอาหารที่เราปรุงเอง”

ในBerkshire ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญต่อผู้ถือหุ้น ผู้บริหารส่วนใหญ่ของเราจะมีเงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในบริษัทนี้ เรากินอาหารที่เราปรุงเอง ……….ชาลีและผมไม่รู้สึกอึดอัดกับสถานการณ์ที่เอาไข่หลายใบไว้ในตะกล้าเดียวเช่นนี้ เพราะว่า Berkshire เองเป็นเจ้าของธุรกิจที่โดดเด่นมากมาย จริงๆแล้ว เราเชื่อว่าBerkshireเป็นบริษัทที่บรรจุไว้ด้วยกิจการที่หลากหลายและมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่เราควบคุมได้ และบริษัทที่เราเข้าถือหุ้นส่วนน้อย

ชาลีและผม ไม่สามารถยืนยันถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดได้ แต่เราสามารถยืนยันได้ว่าอนาคตทางการเงินของคุณจะเคลื่อนไปตามการดำเนินงานของเรา ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนก็ตามที่คุณได้เลือกที่จะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนกับเรา

สร้างผลตอบแทนที่จะได้รับจากมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจให้มากที่สุด
เป้าหมายทางเศรษฐกิจระยะยาวของเรา(นอกเหนือจากที่เราจะแจ้งต่างหาก) คือการสร้างอัตราผลตอบแทนต่อปีจากมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจในรูปผลตอบแทนต่อหุ้นให้สูงที่สุด เราไม่ได้วัดการเติบโตเช้งเศรษฐกิจหรือประสิทธิภาพของBershireจากขนาด เราวัดจากความก้าวหน้าต่อหุ้น เราคาดว่าอัตราความก้าวหน้าต่อหุ้นของเราคงจะถดถอยลงในอนาคต เนื่องจากการขยายตัวของฐานเงินทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เราจะรู้สึกไม่ดีเลยหากอัตราของเราไม่สูงกว่าอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยของบริษัทอเมริกันขนาดใหญ่

คำจำกัดความของมูลค่าที่แท้จริง

มูลค่าที่แท้จริงสามารถจะอธิบายได้ไม่ยาก มันคือมูลค่าที่คิดลดจากเงินสดที่นำออกมาจากกิจการระหว่างที่กิจการนั้นกำลังดำเนินการอยู่ การคำนวณมูลค่าที่แท้จริงนั้นไม่ง่ายนัก จากคำจำกัดความนั้น มูลค่าที่แท้จริงเป็นตัวเลขการประมาณการณ์ไม่ใช่ตัวเลขที่แน่นอน และการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยที่ขึ้นลงก็จะส่งผลกระทบกับมูลค่าที่แท้จริงนี้ ทั้งนี้รวมไปถึงการประมาณการณ์กระแสเงินสดในอนาคตที่อาจมีการปรับเปลี่ยนได้ คนสองคนแม้จะใช้หลักการและข้อเท็จจริงอันเดียวกัน แม้แต่ชาลีกับผมเองก็ตามที มูลค่าที่แท้จริงที่ได้จะออกมาแตกต่างกันอย่างเลี่ยงไม่ได้เลยทีเดียว และนี่คือเหตุผลที่เราไม่เคยแจ้งท่านเรื่องมูลค่าที่แท้จริงเลย

Control and Portfolio Investment Each Play a Part

ความต้องการของเราคือการไปให้ถึงเป้าหมายของเราที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจดีๆหลายๆธุรกิจที่สามารถสร้างเงินสดและผลตอบแทนจากเงินทุนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยได้อย่างต่อเนื่อง ทางเลือกลำดับต่อไปคือการเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีคุณสมบัติเหมือนที่ระบุในข้อแรกอย่างแรก โดยการเข้าซื้อหุ้นสามัญในความต้องการของตลาดโดยการบริษัทประกันภัยของเรา
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
cirkit
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #319 เมื่อ: 19/08/08 16:08:57 »

คัดจากพี่ chartchai madman   www.thaivi.com

 Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin Grin
กลยุทธ์การขายของเซียน
แล้วจะขายเมื่อไหร่ดี
 เป็นคำถามที่สั้น กระชับ และดูเหมือนง่ายสำหรับนักลงทุนที่ชำนาญแล้ว แต่สำหรับนักลงทุนมือใหม่แล้ว ปัญหานี้ทำให้มึนตึ๊บเลยทีเดียวครับ ผมเองเคยประสบปัญหาที่ว่านี้เหมือนกันเมื่อครั้งเริ่มต้นลงทุนใหม่ๆ  หรือแม้แต่ทุกวันนี้จะพอมีประสบการณ์บ้างแล้ว แต่บ่อยครั้งที่ผมต้องหยิบตำราของปราชญ์ด้านการลงทุนขึ้นมาอ่านทบทวนอยู่บ่อยๆเพื่อตอกย้ำความเข้าใจหลักการในเรื่องนี้ โดยเฉพาะทุกครั้งที่มีความรู้สึกแวบเข้ามาว่าอยากขายหุ้น การซื้อหุ้นลงทุนมาแล้วคำถามที่เกิดก็คือ แล้วเมื่อไหร่จะถึงเวลาขาย แล้วจะขายอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด หากขายไม่ถูกจังหวะเวลาจะมีผลให้ผลตอบแทนต่ำไปด้วย  ผมลองเรียบเรียงหลักการของปราชญ์ด้านการลงทุนที่กล่าวถึงหลักการขายหุ้น มาเล่าให้ฟังนะครับ
  PHILIP A. FISHER
(COMMON STOCK AND UNCOMMON PROFITS)
  วัตถุประสงค์ของการขายหุ้นเพียงประการเดียว ที่มีแรงจูงใจในการขายหุ้นก็คือขายอย่างไรให้ทำกำไรสูงที่สุดจากเม็ดเงินที่นักลงทุนได้ลงทุนไป
  โดยปราชญ์ท่านนี้กล่าวว่ามีเหตุผล3ข้อของการขายหุ้น
  1)เมื่อตรวจพบอย่างชัดเจนว่าเกิดการซื้อที่ผิดพลาด และมีหลักฐานชัดเจนขึ้นเรื่อยๆว่าข้อมูลพื้นฐานที่แท้จริงของบริษัทนั้นแย่กว่าที่คิดไว้ในตอนแรก ไม่ว่าจะได้กำไรหรือขาดทุนก็ตามต้องตัดใจขาย กล้าที่จะ cut loss ทันที อย่ารอโดยหวังว่าราคาที่มันลงไปจะกลับคืนมาเท่าทุนที่ซื้อ นักลงทุนต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง ส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับความผิดพลาดของการตัดสินใจของตนเอง และรอไปเรื่อยๆไม่กล้าที่จะขาย จนในที่สุด ความเสียหายอย่างหนักก็เกิดขึ้น  จงขายแล้ว เก็บความผิดพลาดไว้เป็นบทเรียน
  2)ขายเมื่อบริษัทเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจนไม่เข้ากฎเกณฑ์ที่เขาตั้งไว้ 15ข้อ  คือ
   2.1)บริษัทไม่มีสินค้าหรือบริการที่มีศักยภาพของตลาดเพียงพอที่จะทำให้มีการเพิ่มขึ้นของยอดขายเป็นเวลาอย่างน้อยหลายๆปี
  2.2)ฝ่ายจัดการหมดความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสินค้าหรือกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ที่จะยังคงสามารถเพิ่มยอดขายรวมในอนาคต เมื่อโอกาสการเติบโตของสินค้าที่น่าสนใจในปัจจุบันใกล้ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
  2.3)ประสิทธิภาพของงานวิจัยและพัฒนาของบริษัทด้อยลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับขนาดของบริษัทและบริษัทของคู่แข่ง หรือบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน
 2.4)บริษัทมีศักยภาพของหน่วยงานขายที่ย่ำแย่ลงกว่าค่าเฉลี่ย และไม่โดดเด่นเหนือคู่แข่ง
 2.5)บริษัทมีกำไรต่อยอดขายไม่คุ้มค่าและด้อยลงกว่าบริษัทอื่นๆในอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทคู่แข่ง
 2.6)บริษัทไม่ทำอะไร หรือไม่มีแผนการจะทำอะไรเพื่อรักษาหรือทำให้กำไรต่อยอดขายสูงขึ้น
 2.7)บริษัทมีแรงงานสัมพันธ์ที่ไม่โดดเด่น หรือสหภาพแรงงานสัมพันธ์แย่ลง ก่อให้เกิดการหยุดงาน หรือประท้วง
 2.Coolบริษัทที่ความสัมพันธ์ของผู้บริหารในองค์กรดูเสื่อมทรามลง หรือมีความขัดแย้งในบริษัท
 2.9)บริษัทมีฝ่ายบริหารไม่เพียงพอ หรือไม่มีการพัฒนาผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง
 2.10)ระบบการวิเคราะห์ต้นทุนและการควบคุมทางบัญชีของบริษัทไม่ดีและส่อไปในทางแย่ลง
 2.11)บริษัทสูญเสียความโดดเด่นในคุณลักษณะที่เป็นลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรม เช่น
      -กิจกรรมที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการค้าปลีกคือระดับของทักษะที่บริษัทมีในการจัดการเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ และการจัดการและควบคุมการหมุนเวียนของสต็อกสินค้า
     -การวิเคราะห์กิจการและการติดตามเร่งรัดหนี้สิน เป็นคุณสมบัติเด่นของกลุ่มธนาคาร เป็นต้น
 2.12)บริษัทมีภาพระยะสั้นและระยะยาวเกี่ยวกับกำไรของบริษัทที่ไม่ชัดเจน
 2.13)การเจริญเติบโตของบริษัทต้องการเงินจากผู้ถือหุ้นหรือไม่ หากต้องเพิ่มทุนจะไปมีผล dilution effect มากน้อยอย่างไร
 2.14)เมื่อพบว่าผู้บริหารเปิดเผยเมื่อกิจการดีแต่หมกเม็ดเมื่อกิจการมีปัญหา
 2.15)บริษัทมีฝ่ายจัดการที่ไม่โปร่งใส
 3)ขายเมื่อพบการลงทุนในบริษัทอื่นน่าสนใจกว่า,มีอนาคตกว่าและมั่นใจว่าให้ผลตอบแทนดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
 ประโยคสำคัญ FISHER กล่าวว่า*****ถ้าคุณทำหน้าที่ของคุณอย่างดีตอนที่คุณซื้อหุ้น เวลาที่จะขายก็คือ เกือบจะไม่มีวันขาย*****

PETER LYNCH
ONE UP ON WALL STREET
  Peter Lynch เป็นนักลงทุนที่มีแนวคิดในการลงทุนคือ ท่านจะจำแนกหุ้นออกเป็นกลุ่มก่อน โดยเหตุผลก็คือหุ้นแต่ละกลุ่มจะมีอัตราการเจริญเติบโตและลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป(ซึ่งวิธีการแบ่ง จะยังไม่กล่าวถึงในที่นี้) ดังนั้นหุ้นแต่ละกลุ่มจะใช้กลยุทธ์การจัดการต่างกันไป ไม่ว่าการเข้าซื้อ การติดตาม ระยะเวลาการถือครอง ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้ และการกำหนดกลยุทธ์การขายก็แตกต่างกันไปด้วย  ลินช์ แบ่งหุ้นออกเป็นกลุ่มๆดังนี้
  1)หุ้นโตช้า
  2)หุ้นแข็งแกร่ง
  3)หุ้นวัฏจักร
 4)หุ้นโตเร็ว
  5)หุ้นฟื้นตัว
  6)หุ้นทรัพย์สินมาก
 ปราชญ์ ลินช์ ท่านมีแนวความคิดในเรื่องการขายในหุ้นแต่ละกลุ่มว่า
1)หุ้นโตช้า
 ขายเมื่อ
  ***ราคาขึ้นไป30-50 % หรือ
  ***พื้นฐานของบริษัทนั้นเสื่อมทรามลง หรือ
 ***มีสัญญาณบางอย่างเช่น
     1.1)บริษัทสูญเสีย market share 2ปีติดต่อกัน และกำลังจ้างบริษัทโฆษณาแห่งใหม่
    1.2)หากินกับบุญเก่า ไม่มีการพัฒนาสินค้าหรือบริการใหม่ๆ และงบ r&d ก็ถูกตัดทอนลง
    1.3)ซื้อกิจการใหม่เพิ่มสองแห่งโดยที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิม (diworsification,กระจายความเสียหาย)
   1.4)บริษัทได้จ่ายเงินมากมายเพื่อซื้อกิจการ ทำให้งบดุลเสื่อมทรามลง จากเคยมีเงินสดเหลือมาก กลายเป็นว่ามีหนี้เพิ่มจำนวนมาก และไม่มีเงินสดเหลือที่จะซื้อหุ้นคืนแม้ว่าราคาหุ้นของตัวเองตกลงอย่างหนัก
  1.5)แม้ราคาหุ้นจะต่ำลงแต่ dividend yield ก็ยังไม่สูงพอที่จะดึงดูดใจนักลงทุน
 
2)หุ้นแข็งแกร่ง
 ***หลักการคืออย่าถือเพื่อคาดหวังผลตอบแทน10เด้งจากหุ้นกลุ่มนี้   
 ***หากราคาวิ่งเหนือเส้นกำไรพอสมควรก็ขาย  หรือ
 ***ค่าp/e วิ่งฉีกห่านงจากช่วงปกติมากๆ ก็ขาย  หรือ
 ***มีสัญญาณ ดังต่อไปนี้
  2.1)ออก new product  มาแล้ว2ปีแล้วยังไม่ work และสินค้าหรือบริการตัวอื่นยังอยู่ในช่วงทดสอบคงใช้เวลาอีกนานเป็นปีจึงจะเห็นผล แบบนี้ก็ขาย หรือ
  2.2)หุ้นราคาขึ้นไปถึง p/e 15เท่า ในขณะที่หุ้นในกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงหรืออยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันมีค่า p/e แค่11-12เท่า  แบบนี้ก็ขายซะ
  2.3)ไม่มีพนักงานหรือกรรมการ หรือผู้บริหารซื้อหุ้นเลยในปีที่แล้ว  หรือ
 2.4)business unit ที่สร้างกำไรหลัก25 % กำลังอยู่ในภาวะเสี่ยง หรือแนวโน้มถดถอย
 2.5)แม้ว่าจะลดต้นทุนแล้วแต่ growth rate ยังชะลอตัวลง และยังมองไม่เห็นอนาคตว่าจะดีขึ้นได้อย่างไร

  3)หุ้นกลุ่มวัฏจักร
 ***หลักการคือขายให้ใกล้เคียงจุดสูงสุดของวัฏจักร
 ***พวกกองหน้าที่รู้ดีเริ่มขาย สังเกตจากราคาของหุ้นเริ่มตกต่ำแบบไม่ค่อยมีเหตุผล p/e ratio อยู่ในระดับต่ำ
 ***เริ่มมีบางสิ่งบางอย่างเริ่มแย่ลงเช่น ต้นทุนการผลิตเริ่มเพิ่มขึ้น กำลังการผลิตเริ่มเต็ม และบริษัทต้องใช้เงินในการขยายกำลังการผลิต
 ***สินค้าคงคลังเริ่มเพิ่มขึ้น  ราคาสินค้าเริ่มต่ำลง และกำไรเริ่มลดลง
 ***สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่นเหล็กและน้ำมัน   ราคาในตลาดล่วงหน้าจะเริ่มต่ำกว่าราคาปัจจุบัน และราคา spot
 ***เริ่มมี สงครามราคา ออกกลยุทธ์ทางการตลาดลดแลกแจกแถมให้เห็น
  ***ความต้องการสินค้าปลายทางสำหรับสินค้าเริ่มชะลอตัวลง
 ***บริษัทเพิ่มงบลงทุนเป็นสองเท่าสร้างโรงงานใหญ่หรูหรา แทนที่จะปรับปรุงโรงงานเก่าด้วยต้นทุนต่ำ
 ***บริษัทพยายามลดต้นทุนลงแล้วแต่ยังสู้คู่แข่งไม่ได้

4)หุ้นโตเร็ว
 ***เคล็ดลับการขายคือพยายามไม่พลาดโอกาส10เด้ง และขายให้ใกล้จุดสิ้นสุดของช่วงที่สองของการเจริญเติบโต( s -curve)
 ***อย่าบริษัทพลาดและกำไรหด ค่า p/e ที่นักลงทุนไล่ราคาขึ้นไป จะกลายเป็น2เด้งที่ราคาแพงสำหรับนักลงทุนที่จงรักภักดีต่อบริษัทที่ถือ
 ***นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำให้ซื้อในระดับสูงสุด
 ***60%ของหุ้นถูกถือโดยนักลงทุนสถาบัน
***magazine ที่มีชื่อเสียงระดับชาติต่างพร้อมใจออกมาชื่นชม ซีอีโอของบริษัท ว่าเจ๋ง
*** ค่า p/e สูงขึ้นจนดูน่าขันและไม่มีเหตุผล
***ยอดขายร้านเดิมลดลง3%ในไตรมาสสุดท้าย
***ยอดขายร้านใหม่ก็น่าผิดหวัง
***ผู้บริหารสูงสุด2คน และพนักงานหลายคนย้ายไปทำงานให้กับบริษัทคู่แข่ง
***หุ้นมีการซื้อขายกันที่ p/e30เท่า ขณะที่การประมาณการที่ดีที่สุดบริษัทจะกำไรโตได้15-20เท่าในช่วง2ปีข้างหน้า

5)หุ้นฟื้นตัว
***ขาย ณ.จุดที่มันฟื้นตัวสมบูรณ์แล้ว คือผ่านปัญหาทุกอย่างแล้ว ทุกคนในตลาดรับรู้ว่ามันฟื้นตัวสำเร็จแล้ว และมันกลับมาเป็นบริษัทที่มันเคยเป็นแล้ว
***หลังจากฟื้นตัวแล้ว ก็จัดกลุ่มใหม่
***หนี้สินที่ได้ลดลงติดต่อกัน5ไตรมาส เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างมากในไตรมาสล่าสุด
***อัตราการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลังเป็น2เท่าของการเติบโตของยอดขาย
***ค่า p/e สูงเกินไปเมื่อเทียบกับการคาดการของกำไร
***ลูกค้าของบริษัทรายใหญ่กำลังประสบปัญหายอดขายตกต่ำ

6)หุ้นสินทรัพย์มาก***ถือรอน่าล่ากิจการ
***ผู้บริหารประกาศว่าจะเพิ่มทุน เพื่อเอาเงินไปซื้อกิจการอื่นเพื่อกระจายความเสี่ยง
***ขายแผนกงานสำคัญของบริษัทขายได้ราคาต่ำกว่าที่ควร
***นักลงทุนสถาบันถือหุ้นเพิ่มขึ้นจาก25%เป็น60 %

วอร์เรน บัฟเฟตต์

***ปรัชญาการลงทุนของปราชญ์ท่านนี้คือลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ได้เปรียบเชิงแข่งขันอย่างยั่งยืน(durable competitive advantage)แล้วถือไว้เป็นระยะเวลานานๆ
***ขายที่จุดสูงสุดของตลาดและตลาดให้ราคาที่สูงมากพอ เช่น
  กรณีตัวอย่างที่1 ช่วงตลาดฟองสบู่สุดๆในปี1969 หุ้นท่าถือ p/e ขึ้นไป 50เท่า ขายล้างพอร์ต แล้วออกจากตลาดและบอกหุ้นส่วนของเขาว่าไม่สามารถจะหาซื้อหุ้นที่มีคุณค่าน่าซื้อได้อีกต่อไป
 กรณีตัวอย่างที่2 เกิดขึ้นในปี1998 ช่วงนั้นหุ้นหลายๆตัวในพอร์ตเบิร์กไซร์ มีค่า p/e ขึ้นไป50เท่า หรือมากกว่า ท่านเลยขายหุ้นโดยวิธีการพิเศษคือเอาไปแลกกับบริษัทประกันภัยซึ่งขนาดใหญ่ที่มีเงินสดจำนวนมาก โดยการขายครั้งนี้ทำให้ขายหุ้นได้ราคาเพิ่มขึ้นจากพอร์ตธรรมดาและไม่ต้องเสียภาษีอีกต่างหาก
 ***เอาคาดการณ์ผลตอบแทนผลกำไรใน10ปีข้างหน้าของบริษัทรวมกันมาเปรียบเทียบกับผลตอบแทนของหุ้นกู้ หรือผลตอบแทนของพันธบัตร หากสูงกว่าถือต่อ หากต่ำกว่าขายซะ
***มีโอกาสซื้อที่น่าสนใจกว่า แต่จงจำไว้ว่า อย่าขายดอกไม้แล้วไปซื้อวัชพืช
***ขายเมื่อธุรกิจหรือสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป
***ขายเมื่อราคาหุ้นปรับสูงขึ้นจนถึงราคาเป้าหมาย
การลงทุนก็คงเหมือนกับการค้าขายกระมังครับ หากซื้อแล้วขายไม่เป็นหรือขายไม่ถูกจังหวะตอบแทนที่ได้ก็คงไม่ดีเท่าที่ควร กลยุทธ์เหล่านี้เป็นหลักแนวความคิดและการปฏิบัติที่ปราชญ์ท่านว่าไว้  ส่วนเทคติกที่เป็นรายละเอียดและความชำนาญและการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติก็คงต้องฝึกปรือกันไปให้ชำนาญ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
cirkit
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #320 เมื่อ: 19/08/08 16:11:53 »

กลยุทธ์การจัดพอร์ตอย่างเซียน
บทความโดย CHARTCHAI MADMAN           www.thaivi.com
  การจะลงทุนในหุ้นให้ประสบความสำเร็จนั้นนอกจากการวิเคราะห์เป็นรายตัวแล้ว การจัดพอร์ตให้มีความสมดุลก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะบ่งชี้ถึงผลตอบแทนโดยรวมว่าจะมากน้อยเพียงใด หรือหากเกิดความผันผวนขึ้น ความสมดุลของพอร์ตจะเป็นเกราะกำบังอีกประการหนึ่งให้นักลงทุนไม่เสียหายมาก
 แนวความคิดเรื่องการจัดพอร์ตนั้นมีหลายแนวความคิดครับ แต่โดยหลักก็คือ
1)หลักการกระจาย คือการลงทุนกระจายไปหุ้นหลายๆตัว ในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม(หรือหลักการใส่ไข่ไว้ในหลายๆตะกร้า) เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ต ในขณะเดียวกันผลตอบแทนโดยรวมอาจจะต่ำกว่าการลงทุนแบบโฟกัส
2)โฟกัสคือการเน้นการลงทุนในหุ้นน้อยตัวนักลงทุนคัดสรรมาแล้ว การใช้กลยุทธ์นี้จะพบความผันผวนของพอร์ตได้มากกว่า ความเสี่ยงมากกว่า แต่ผลตอบแทนก็จะสูงตามไปด้วย
 เคยมีการศึกษาเพื่อทดสอบเรื่องจำนวนหุ้นในพอร์ต ที่ศึกษาเรื่องระดับผลตอบแทนและความเสี่ยงของมหาวิทยาลัยชิคาโก (professors Lawrence Fisher และ James Lorie)โดยการจัดพอร์ตที่มีหุ้นตั้งแต่1ตัว ถึงพอร์ตที่มีหุ้น500 ตัวครับ ผลที่ออกมาก็คือ
***การเพิ่มจำนวนหุ้นในพอร์ตทำให้ความเสี่ยงลดลง แต่ประโยชน์นี้จะหมดลงอย่างรวดเร็ว หากจำนวนหุ้นในพอร์ตมากเกินกว่า16ตัว***
มีการศึกษาอีก paper หนึ่ง ( John Wiley & son)  พบว่า
***นักลงทุนสามารถกระจายความเสียงได้85% ด้วยการมีหุ้นจำนวน15ตัว และ หากมีหุ้นในพอร์ตจำนวน30ตัวจะกระจายความเสี่ยงได้95%
 สรุปโดยรวม การจัดพอร์ตทั้งสองแบบก็จะมีผลได้ผลเสียแตกต่างกันไป แล้วบรรดาเซียนในเรื่องการลงทุนละ แต่ละท่านมีกลยุทธ์ในการจัดพอร์ตอย่างไร
กลยุทธ์การจัดพอร์ตของ ดร.นิเวศน์ เซียนหุ้นมูลค่าอันดับหนึ่งของเมืองไทย
 ดร.นิเวศน์กล่าวไว้ในหนังสือตีแตก กลยุทธ์การเล่นหุ้นในภาวะวิกฤติ ท่านบอกไว้ว่า ในพอร์ตของท่านมีหุ้นกว่า10ตัว น้ำหนักการลงทุนไม่เท่ากันในแต่ละตัว การให้น้ำหนักจะขึ้นอยู่กับความน่าสนใจของแต่ละตัว หากท่านเห็นว่าตัวไหนให้ผลตอบแทนดีและมั่นใจก็จะให้น้ำหนักตัวนั้นมากหน่อย น่าสนใจแต่ไม่มั่นใจก็จะให้น้ำหนักน้อยหน่อย ท่านจะปรับพอร์ตเสมอเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป  ส่วนใหญ่แล้วจะลงทุนในหุ้นเต็มวงเงินเสมอ

กลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบบัฟเฟตต์ เศรษฐีหุ้นอันดับหนึ่งของโลกการลงทุน
 ส่วนบัฟเฟตต์ซึ่งชำนาญในเรื่องการใช้กลยุทธ์สวนกระแสแบบคัดสรรคือเลือกลงทุนน้อยตัวแต่ลงหนักเมื่อเจอหุ้นที่ยอดเยี่ยม ท่านเชื่อว่าการกระจายความเสี่ยงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลกับนักลงทุนที่ขาดความรู้และความเข้าใจเท่านั้น  การกระจายความเสี่ยงจะมีประโยชน์ในกรณีที่จะช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดจากการไม่รู้ หรือได้รับข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจไม่ครบสมบูรณ์ บัฟเฟต์แนะนำว่านักลงทุนควรมีหุ้นเพียง5-10ตัวเท่านั้น  บัฟเฟตต์เมื่อซื้อจะเน้นการถือหุ้นระยะยาว ถือไปเรื่อยๆตราบใดที่พื้นฐานของหุ้นยังไม่แย่ลง
กลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบปีเตอร์ ลินช์
 ลินช์กล่าวว่าประเด็นสำคัญของผลตอบแทนไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นในพอร์ต แต่มันขึ้นอยู่กับการตรวจสอบอย่างดีมากน้อยแค่ไหนของนักลงทุน  มันเป็นเรื่องที่ดีที่จะเป็นเจ้าของหุ้นให้มากที่สุดหากคุณไปเจอสถานการณ์
1)สถานการณ์ที่ได้เปรียบ และ
2)ได้ค้นพบหุ้นที่มีเป้าหมายชัดเจนและน่าตื่นเต้น
 นั่นหมายความว่าหากนักลงทุนมีความเชี่ยวชาญในหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเป็นพิเศษจริงๆก็ไม่จำเป็นต้องกระจาย
  แต่ก็บอกว่าการถือหุ้นเพียงตัวเดียวเป็นเรื่องเสี่ยงมากเช่นกันหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น ตามความเห็นของ ลินช์ พอร์ตขนาดเล็กควรจะมีหุ้น 3-10 ตัว น่าจะได้ประโยชน์ในแง่มุมต่างๆดังนี้
  1)หากลงทุนในหุ้นโตเร็ว โอกาสจะเจอหุ้น10เด้งมีมากกว่า
  2)ยิ่งมีหุ้นมาก นักลงทุนก็จะความคล่องตัวที่จะสับเปลี่ยนเงินลงทุนระหว่างมัน
  สำหรับพอร์ตของลินช์จะมีลักษณะคร่าวๆดังนี้
  -หุ้นโตเร็ว มีน้ำหนักประมาณ30-40 %
 -หุ้นแข็งแกร่ง มีน้ำหนัก 10-20%
  -หุ้นวัฏจักร มีน้ำหนัก10-20 %
 -หุ้นที่กำลังฟื้นตัวอีกมีน้ำหนัก10-20%
กลยุทธ์การจัดพอร์ตหุ้นของปรมาจารย์ เกรแฮม
 เกรแฮมนั้นเน้นการกระจายความเสี่ยงไปในหุ้นหลายๆตัวโดยเฉพาะหุ้นที่มีลักษณะ net nets stock  (หุ้นที่มีราคาต่ำกว่า1/3ของมูลค่าทรัพย์สินหมุนเวียนสุทธิ)ในปี1929 พอร์ตของเกรแฮมมีหุ้นอยู่ถึง75ตัว บางช่วงพอร์ตมีหุ้นมากกว่า100ตัว เน้นว่าให้กระจายไปให้มากเพียงพอที่จะกระจายความเสี่ยง แต่ต้องไม่กระจายไปในความเสี่ยงที่มากเกินไป   
กลยุทธ์การจัดพอร์ตของ ฟิลลิป เอ ฟิชเชอร์ เซียนหุ้นโตเร็วในสไตล์นักสืบ
ฟิชเชอร์แนะนำว่าอย่าเน้นกระจายความเสี่ยงโดยการกระจายการถือหุ้นมากเกินไป อย่าใส่ไข่ในหลายตะกร้ามากเกินไป และอย่าใส่ไข่ในตะกร้าใบเดียวจนไข่ล้นตะกร้าและไม่ได้ดูแลไข่อย่างดีเพียงพอ ต้องคำนึงถึงหุ้นตัวที่ถืออยู่ด้วยเพราะบางบริษัทเป็นลักษณะโฮลดิ้งและบริษัทเองก็มีการกระจายความเสี่ยงไปในหลายๆธุรกิจแล้ว การกระจายความเสี่ยงต้องดูความทับซ้อนหรือแข่งขันกันของธุรกิจที่จะซื้อหุ้นด้วย (ความเห็นของผม เขาคงหมายความว่าเช่นหากถือหุ้น ปตท.แล้วก็ไม่ควรกระจายความเสี่ยงโดยการถือหุ้นปิโตรเคมีอีก หรือกรณี ซื้อทั้ง หุ้นของ scc  และ sccc ซึ่งแข่งขันกัน เป็นต้น) ฟิชเช่อร์แนะนำให้แยกแยะกลุ่มบริษัทและการกระจายความเสี่ยงดังนี้
   บริษัทกลุ่ม A ซึ่งเป็นหุ้นที่โตเร็วและเป็นบริษัทใหญ่ที่มีความแข็งแกร่งสูง กระจายแบบตัวละ20 %  ไป5บริษัทที่มีความแตกต่างของสินค้า ก็ดูสมเหตุสมผล
 บริษัทกลุ่ม B ซึ่งเป็นบริษัทมีลักษณะหุ้นบริษัทใหม่โตเร็วและความเสี่ยงสูง ให้ลงตัวละ8-10 % กระจายไปในบริษัทที่มีความแตกต่างกัน
 บริษัทกลุ่มC ซึ่งเป็นบริษัทขนาดเล็กๆ ซึ่งโอกาสอาจได้กำไรมหาศาลและขาดทุนสูญเสียเงินทั้งหมด ควรกระจายความเสี่ยง ไม่เกินตัวละ5% และเงินที่ใช้ลงทุนต้องเป็นเงินเย็นที่สามรถขาดทุนได้ทั้งหมดโดยไม่เดือดร้อน

   นี่ก็เป็นบทเรียนที่รวบรวมมาโพสท์ไว้เผื่อจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยสำหรับนังลงทุนชาววีไอ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
cirkit
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #321 เมื่อ: 19/08/08 16:16:05 »

 Cheesy Cheesy Cheesy Cheesy Cheesy Cheesy Cheesy Cheesy การแนะนำ หุ้น       Cheesy Cheesy Cheesy Cheesy Cheesy Cheesy Cheesy Cheesy Cheesy Cheesy Cheesy
--------------------------------------------------------------------------------
 
 เมื่อหลายปีก่อน ยุคที่อินเตอร์เน็ทเริ่มเข้ามามีบทบาท
กับชีวิตประจำวัน เวปบอร์ดก็เริ่มทยอยเปิดตัวกัน
จำได้ว่าเวปบอร์ดหุ้นเวปแรก ก็คือเวปพันธ์ทิพย์(โต๊ะสินธร)
และเวปอื่นๆก็เปิดตามมาและปิดตัวเองลง ตามกาลเวลา
นักลงทุนรุ่นเก่า ก็เข้ามาโพท์สแจกหุ้น แจกพื้นฐานบริษัทจดทะเบียน
(เพราะซื้อหุ้นแล้วรักหุ้นเลยมาโพท์สเชียร์)
บางคนเล่นเก็งกำไร
เมื่อซื้อหุ้นแล้วก็มาโพท์ส เรียกคนไปร่วมวงเล่นหุ้นตัวเดียวกัน
สังคมเวปบอร์ด จึงมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
คือมีคนได้ประโยชน์และเสีย
ประโยชน์ มีราคาเป้าหมายทั้งผู้โพท์สและผู้อ่าน
ทั้งที่ในความจริง มันเป็นการคาดการณ์ ที่มีความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ในราคาที่สมมุติ

หลายคนเมื่ออ่านแล้วซื้อ โชคดี มีกำไร

หลายคนมาอ่านและซื้อทีหลังเกิดความผิดพลาด
โชคไม่ดีขาดทุน
กลายเป็นคนเข้าไปรับหุ้นจากใครคนไหนก็ไม่รู้ที่ขายออกมา

จึงมีเสียงชมจากคนได้เงิน จึงมีเสียงด่า จาก...คนติดหุ้น
จึงมีคำที่ว่าี่...โพท์สเพื่อหาคนมารับของ
(ขายยังไม่หมดหรือไงว๊ะ ถึงเรียกคนมาซื้อต่อ)
เป็นอย่างนี้เสมอมาและคงเสมอไป
ในความเป็นจริง ผู้โพท์ส ผู้รู้ ผู้แจกจ่ายข้อมูลทุกท่าน
คงมีเจตนาดี มองเห็นบริษัทจดทะเบียน(หุ้น) มีข้อดีต่างๆ
จึงชี้ให้เห็นว่า...หุ้น บริษัทนี้ สามารถทำกำไรได้เท่านี้
ธุรกิจเป้นแบบนี้ อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมแบบนี้ มีทรัพย์สินเท่านี้
มีเงินกำไรสะสมเท่านี้ ผู้บริหารมีวิสัยท้ศน์แบบนี้
เหมือนดัชนี ชี้ขุมทรัพย์ในการเลือกลงทุน

แต่หุ้นที่หลายท่านแนะนำ บางบริษัทก็มีราคาเต็มมูลค่าในระยะเวลาหนึ่ง และมีผลตอบแทนแบบเต็มที่แล้ว
ราคาจึงไม่ขยับไปไหนได้มากนัก
ความอดทน การรอคอย ที่มีจำกัดของแต่ละคน เป็นการทำให้เกิดการตัดสินใจจะถือต่อ หรือขายออกไป

และคำ คำหนึ่งที่จะได้ยินเสมอ คือ
ซื้อเก็บของ จนพอแล้วถึงนำมาโพท์ส

ผมเลยคิดว่า...ลองมาเก็บรวบรวมข้อมูลหุ้น
ให้รู้ทั่วกัน ก่อนหุ้นจะเข้าตลาดดีไหม?

ผมเลยเลือกหุ้น บริษัทหนึ่งเป็นโครงการทดลองนำร่องในการแนะนำหุ้น

ผิดถูก แล้วแต่จะพิจารณากันในการเข้าลงทุน หรือแค่อ่านแล้วก็ดูเฉยไม่ต้องซื้อ

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรอ่าน และใช้วิจารณญาณของท่านเอง



http://www.siamgas.com/
_________________
 
หลักการ+หลักเกิน
ในการลงทุน (ของคนแต่ละคนอาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน)
คงเป็นมุมมอง หลักยึดเหนี่ยวที่ดี ในการตัดสินใจทุกครั้งที่จะซื้อหุ้น

 เป็นนักลงทุน (ตอนซื้อหุ้น)
เลือกจังหว่ะ เป้าหมาย ที่คิดว่าถึงเวลาซื้อหุ้น
มีข้อมูลมากเท่าไหร่ก็จะดีในการตัดสินใจ
เป็นเหตุผลในการเข้าซื้อลงทุน ตอนซื้อหุ้น
หาเหตุผลมาสนับสนุนการเข้าซื้อ เพราะอะไร?
เพราะเห็นอุตสาหกรรมดี วิสัยทัศน์ผู้บริหารดี
ผลประกอบการคาดว่าน่าจะดี หวังในราคาหรือถือเพื่อรับเงินปันผล


 เป็นนักเก็งกำไร (ตอนขายหุ้น)
เลือกจังวหว่ะขายหุ้นออกไป เพราะเหตุผลไม่ใช่อารมณ์
ขายเพื่อเปลี่ยนการลงทุน จากหุ้นตัวหนึ่งไปซื้ออีกตัวหนึ่งของหุ้น
ผิดหวังในผลประกอกอบการ แนวโน้มอุตสาหกรรมเป็นขาลง
เจ้าของขนหุ้นมาขายส่งสัญญาณไม่ดี
วัฏจักรของหุ้น+พื้นฐานเปลี่ยนไปในแนวทางที่ดูจะแย่ลง
และผลประกอบการจะสะท้อนออกมาไม่เป็นตามที่คาดหวัง
ซื้อมาอย่างไรก็ใช่เหตุผลขายหุ้น ออกไปแบบนั้นฯ


เป็นชาวดอย (ตอนติดหุ้น)
ถือหุ้นไว้ เพราะขายไม่ทัน เพราะเสียดาย เพราะคาดการผิด
เพราะถ้าขายออกไปแล้วขาดทุน(กลัวเมียด่า)
ก็พยายามหาเหตุผลมา ไม่ขายไม่ขาดทุน 555
ปลอบใจตัวเองและคนรอบข้างว่า...
หุ้นตัวนี้ยังดูดีมีอนาคต ถือหุ้นไว้รอให้มันถึงเป้าหมาย
เพราะมันยังไม่เต็มมูลค่า หุ้นตัวนี้มานยังไม่สะท้อนของมูลค่าที่ควรจะเป็น
หุ้นตัวนี้ ผลตอบแทนในรูปเงินปันผลยังคุ้มกับการถือลงทุน
สารพัดที่จะนึกขึ้นมาได้ สรุปแบบขวานผ่าซาก ฉันไม่เคยคัดล๊อท(ขาดทุนไม่ขาย)


หลักการทุกหลักการไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จะนำไปใช้ได้ประสบความสำเร็จทุกคน
แต่ทุกคนควรมีหลักการมาเป็นหลัก
เมื่อตัดสินใจซื้อหุ้นแล้วขาดทุน(ทางตัวเลข)
จะได้ไม่หาแพะมารับบาป
เพราะเชื่อเจ้านี่ล่ะถึงติดหุ้น
เพราะมาร์เก็ตติ้งเชียร์ถึงได้ซื้อ
เพราะเวปบอร์ดมันเชียร์กันเลยหลงเชื่อเข้าไปซื้อหุ้นนี้
เพราะเจ้านั่นมันบอกว่าดี ...
แต่ที่ไหนได้มันเชียร์ว่าดี แต่มันขายให้เรา
โทษดวงไม่ดี วาสนาไม่ถึง

โอ๊ย...เท่าที่จะหาแพะ มารับความผิดพลาด แทนตัวเองได้นั่นล่ะ

บทความโดยพี่ ปรัชญา
www.thaivi.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
cirkit
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #322 เมื่อ: 19/08/08 16:17:55 »

Money Game : วิศิษฐ์ องค์พิพัฒน์กุล

หุ้นที่มีผลประกอบการที่ดีกว่าที่ตลาดหรือนักวิเคราะห์คาดหวัง หรือที่ภาษานักวิเคราะห์เรียกว่ามี Earnings Surprise ซึ่งมักจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนมุมมองของผลประกอบการให้ดีขึ้น มีกำไรต่อหุ้นสูงขึ้น (Earnings per share) และมีราคาต่อหุ้น หาร กำไรต่อหุ้น หรือ P/E ที่ลดลง กลยุทธ์เราเรียกว่า การค้นหาหุ้นที่มี Earnings Revising หรือหุ้นที่นักวิเคราะห์เปลี่ยนมุมมองในทางบวกอย่างฉับพลัน

หุ้นในลักษณะนี้ มักจะเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าปกติ (Abnormal Returns) มีตัวอย่างมากมายเลยครับ

แต่ผมขออนุญาตยกมาแค่หนึ่งตัวอย่าง เช่น หุ้นในกลุ่ม MAI ตัวหนึ่งที่มีผลการดำเนินงานดีขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเปลี่ยนธุรกิจจากทำวิจัยมาเป็นงานที่ปรึกษาทางการเงิน (Investment banking) ซึ่งทำให้ราคาหุ้นได้มีการปรับฐานราคาซื้อขายจากในอดีตที่ 0.5-0.6 บาทต่อหุ้น มาสู่ระดับ 0.9-1.2 บาทต่อหุ้น ต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น

การเปลี่ยนมุมมองเป็นบวกอย่างฉับพลัน อาจนำไปประยุกต์ใช้ในการคาดการณ์ทิศทางของราคาหุ้นหรือดัชนีได้ กล่าวคือ เมื่อใดก็ตามที่นักวิเคราะห์ได้ทยอยการปรับมุมมองที่เป็นบวกของผลดำเนินงานของหุ้นที่มี Market Capitalization ขนาดใหญ่เมื่อใด ดัชนีหุ้นก็จะเดินหน้าเป็นบวกได้เลย (อันนี้เป็นกลยุทธ์สำหรับคนที่ชอบลงทุนในตลาดอนุพันธ์นะครับ)

ผมเคยมีโอกาสศึกษาผลของการปรับมุมมองในทางบวกของผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนที่มีผลต่อราคาหุ้น ซึ่งเรื่องต่างๆ เหล่านี้เป็นลักษณะการศึกษา Micro Trading Strategy ในวิชา Behavior Finance ครับ และมีเรื่องที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟังดังนี้ครับ

กรณีที่หนึ่ง : ราคาของหุ้นที่มี Market Capitalization ขนาดเล็ก จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของกำไรได้ดีกว่าหุ้นที่มี Market Cap ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หุ้น Dog (หุ้นที่ไม่มีใครอยากได้) ถ้ามีการประกาศ Earnings Surprise หุ้นจะกระโดดในทางบวกทันที

กรณีที่สอง: หุ้นที่มีจำนวนนักวิเคราะห์ทำการวิเคราะห์จำนวนน้อย ถ้าหุ้นตัวนั้นมี Earning Surprise ราคาหุ้นตัวนั้นจะตอบสนองต่อข่าวได้เร็วกว่าหุ้นที่มีจำนวนที่นักวิเคราะห์ทำการวิเคราะห์จำนวนมาก เนื่องจากข่าวดีเกี่ยวกับผลประกอบการยังไม่ได้ถูกคาดการณ์ไว้ในราคาหุ้น (Good news has not been priced in) ซึ่งเราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Under Coverage Effect

ฉะนั้น ถ้านักลงทุนเห็นราคาหุ้นบางตัวที่วิ่งขึ้นหรือวิ่งลงก่อนหน้าการประกาศผลประกอบการ สัก 1-2 สัปดาห์ ก็สามารถคาดเดาว่าอาจจะมีข่าวเรื่องผลประกอบการซ่อนอยู่ (ทั้งในทางดีและทางร้าย)

กรณีที่สาม :หุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลง ในปริมาณการซื้อขาย (Trading Volume) และราคา รวมถึงการแกว่งตัว (Volatility) ในรอบระยะเวลา 1 เดือนก่อนหน้านั้น ราคาหุ้นนั้นจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของข่าวดีที่เกิดจากผลประกอบการได้ดีกว่าหุ้นโดยปกติ

กรณีที่สี่ : หุ้นที่มีราคา Price/ Book Value ที่ต่ำ จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของผลประกอบการที่ Surprise มากกว่าหุ้นที่มี Price/ Book Value ที่สูง

กรณีที่ห้า : หุ้นที่มี P/E ต่ำ จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของผลประกอบการที่ Surprise มากกว่าหุ้นที่มี P/E สูง

กรณีที่หก : หุ้นที่มีการกระจายตัวที่กว้างของคาดการณ์ผลดำเนินงาน (Earnings Dispersion) คือมีบวกบ้างลบบ้าง จะมีการตอบสนองของ Earnings Revision มากกว่าหุ้นที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ผลดำเนินงานในทางใกล้เคียงกัน

กล่าวโดยสรุป การสังเกตพฤติกรรมราคาหุ้น อาจนำไปสู่การค้นพบหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงได้

http://www.bangkokbizweek.com/
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
cirkit
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #323 เมื่อ: 19/08/08 16:19:36 »

ความเชื่อเกี่ยวกับการลงทุนในแนวทางเน้นคุณค่า (Value Investment)กับความเห็นของผู้เขียน..




ความเชื่อ : นักลงทุน VI นิยมลงทุนในหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูง

ความเห็น : เมื่อนักลงทุน VI จะลงทุนในหุ้น ต้องพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานต่างๆของกิจการ โดยที่ผลตอบแทนจากเงินปันผลเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น และที่จริงไม่ควรจะเป็นปัจจัยหลัก แม้ว่าโดยส่วนใหญ่หุ้นที่จ่ายปันผลสูงจะมีความเสี่ยงที่ราคาจะลดลงต่ำกว่าหุ้นที่จ่ายปันผลน้อย และเงินปันผลจะเป็นกับดัก หากเป็นเงินปันผลที่ไม่มีคุณภาพ เช่น จ่ายในระดับสูงเมื่อเทียบกับกำไรที่ทำได้ ในขณะที่กิจการยังต้องการเงินทุน เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรที่ทำได้สูงกว่าปกติ หรือเงินปันผลจากกิจการที่ความสามารถในการทำกำไรในอนาคตลดลง   หากนักลงทุนสบายใจที่จะลงทุนในหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูง สิ่งที่ต้องมองหาคือความยั่งยืนและคุณภาพของเงินปันผล





ความเชื่อ : นักลงทุน VI นิยมลงทุนในหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ

ความเห็น : นักลงทุน VI ลงทุนในหุ้นโดยตัดสินใจจากปัจจัยพื้นฐานของกิจการ สภาพคล่องในการซื้อขายไม่ควรจะเป็นประเด็นหลัก แต่เนื่องจากหุ้นเหล่านี้มีคนซื้อ คนขายน้อย มีความเสี่ยงที่เมื่อนักลงทุนต้องการขายอาจจะไม่มีคนรับซื้อ หรือขายได้ในราคาต่ำๆ ดังนั้นหากนักลงทุนพิจารณาลงทุนในหุ้นเหล่านี้  ควรเป็นการลงทุนระยาว และต้องมั่นใจในพื้นฐานของกิจการ และซื้อในราคาที่มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย(Margin of safety) มากกว่าปกติ





ความเชื่อ : นักลงทุน VI ถือหุ้นระยะยาว ซื้อหุ้นแล้วไม่ขาย ถือไปตลอดชีวิต

ความเห็น : นักลงทุน VI จะซื้อหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และจะขายเมื่อราคาหุ้นขึ้นไปถึงหรือเกินกว่าราคาที่ควรจะเป็น ดังนั้นการซื้อหรือขาย ขึ้นอยู่กับราคาหุ้นในตลาดกับมูลค่าที่เหมาะสม  ระยะเวลาในการถือหุ้นไม่ควรมีหลักเกณฑ์ตายตัว   ในความเป็นจริงเมื่อนักลงทุนซื้อหุ้นและรอให้ตลาดรับรู้มูลค่า ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลานาน เพราะพื้นฐานของกิจการต้องอาศัยระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้ดูเสมือนว่านักลงทุนมักถือหุ้นระยะยาว




ความเชื่อ : นักลงทุน VI ต้องเรียนสูง มีความฉลาดทางปัญญา(IQ) ระดับสูง

ความเห็น : เชื่อกันว่าระดับ IQ มีผลต่อการลงทุนบ้าง แต่สิ่งที่จำเป็นมากกว่าคือนักลงทุนต้องพัฒนาให้มีความฉลาดทางอารมณ์(EQ) สูง เพื่อที่จะได้ใช้ประโยชน์จากความฉลาดของปัญญาหรือ IQ ได้เต็มที่ นักลงทุนที่โดดเด่นจะมีทั้ง IQ และ EQ สูง   ส่วนทักษะที่จำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อนำมาใช้ในการลงทุน ควรรู้คณิตศาสตร์เบื้องต้น รู้ภาษาธุรกิจซึ่งก็คือการบัญชีเบื้องต้น และควรจะสามารถวิเคราะห์โดยใช้เหตุและผลได้ดี โดยที่ความรู้เช่นนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนสูงๆหรือจบจากสถาบันดีๆ แล้วจะทำได้ดีกว่า




ความเชื่อ : นักลงทุน VI ไม่ลงทุนในวอร์แรนต์

ความเห็น : วอร์แรนต์คือตราสารแสดงสิทธิ์ที่จะซื้อหุ้นในอนาคตตามเงื่อนไขบางประการ ดังนั้นวอร์แรนต์ควรจะได้รับการประเมินมูลค่าบนบรรทัดฐานเดียวกับการประเมินมูลค่าหุ้น หากวอร์แรนต์มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ก็ไม่มีเหตุผลใดที่นักลงทุน VI จะไม่ลงทุน แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนลงทุนคือวอร์แรนต์เป็นตราสารอนุพันธ์ซึ่งอ้างอิงอยู่กับราคาหุ้นแม่ แต่จะมีความผันผวนมากกว่า เพราะคุณสมบัติของอัตราการทวีผล(Gearing)   กิจการที่มีการเพิ่มทุนโดยการออกวอร์แรนต์หรือเพิ่มทุนโดยตรง จะไม่ทำให้นักลงทุนเสียหาย หากกิจการสามารถที่จะสร้างกำไรเพิ่มชดเชยผลกระทบจากที่มีหุ้นเพิ่ม(Dilution Effect) หรือจะดียิ่งกว่าหากกิจการนำเงินไปลงทุนได้ผลกำไรสูงกว่าต้นทุนเงินลงทุนของผู้ถือหุ้น





ความเชื่อ : หุ้น VI ส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่มีอัตราการเติบโตของผลกำไรต่ำแต่มั่นคง

ความเห็น : หลักการของการลงทุนแบบ VI คือการซื้อหุ้นที่มูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นไม่ว่าหุ้นนั้นจะเป็นหุ้นเติบโตสูง (Growth Stock) หุ้นวัฏจักร(Cyclical Sstock) หุ้นสินทรัพย์มาก (Asset play) หรือหุ้นมั่นคง (Defensive Stock) ควรจะได้รับการพิจารณาเหมือนๆกันในแง่ความคุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับราคาที่นักลงทุนจะจ่าย  แต่สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนควรเข้าใจคือหุ้นที่แตกต่างกัน ไม่สามารถที่จะวัดความถูกหรือแพงโดยใช้อัตราส่วนทางการเงินตัวเดียวกัน เช่นการใช้อัตราส่วน ราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น (PE Ratio) หุ้นทั่วๆไป ค่าพีอีที่ต่ำแสดงว่าหุ้นตัวนั้นราคาถูก แต่หากเป็นหุ้นที่มีการเติบโตสูง ค่าพีอีที่ไม่สูงกว่าการอัตราการเติบโตของผลกำไร ก็ถือว่าหุ้นราคาถูกเช่นกัน ในขณะที่การใช้ค่าพีอีกับหุ้นที่เป็นวัฏจักรจะเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม คือค่าพีอีที่สูงแสดงว่าหุ้นอาจจะกำลังอยู่ในภาวะที่ควรลงทุน เป็นต้น





ความเชื่อ : การลงทุนในหุ้นสามัญเป็นการเสี่ยง แม้ลงทุนแบบ VI ก็มีความเสี่ยง

ความเห็น : เป็นความจริงที่ว่าการลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงที่สุดคือการไม่ลงทุนอะไรเลย เพราะเงินเฟ้อจะลดอำนาจซื้อของเงินอยู่ตลอดเวลา หากเป็นมนุษย์เงินเดือนทั่วๆไป การลงทุนฝากเงินธนาคารที่มีความเสี่ยงการลดลงของเงินต้นต่ำ  อาจจะเพียงพอที่จะใช้ชีวิตแบบพอเพียง และอาจจะต้องกระเบียดกระเสียรในชีวิตหลังเกษียณ  หากต้องการแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ทุกคนควรแบ่งเงินลงทุนในหุ้นบ้างตามความสามารถในการรับความเสี่ยง  หากมีการกระจายการลงทุนในหุ้นที่เหมาะสม ความเสี่ยงที่เงินลงทุนจะกลายเป็นศูนย์จะเท่าๆกับความเสี่ยงที่เงินฝากในธนาคารจะกลายเป็นศูนย์เช่นกัน และหากถึงวันนั้นจริง เงินที่ฝั่งตุ่มไว้ก็คงมีค่าเพียงเศษกระดาษเท่านั้น
_________________
การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว

บทความโดยพี่ลูกอิสาน www.thaivi.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
cirkit
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #324 เมื่อ: 19/08/08 16:20:58 »

ตลาดผันผวน ผมคิดว่า timing เหมาะที่จะลงบทความนี้ ของท่านนริศ www.thaivi.com
เวลา get lost จะกลับมาอ่านบทความนี้เสมอครับ
 ขอขอบพระคุณท่านนริศอีกครั้งครับ   


  การมองภาพใหญ่ของหุ้น

 

   อาจารย์นิเวศน์ ท่านเคยกล่าวไว้ว่า ในการคัดสรรหุ้น นักลงทุนต้องมอง “ภาพใหญ่ ”

                        น่าคิดนะครับ!!!!
   
   ผมว่าที่ท่านกล่าวคำว่า “ภาพใหญ่” นั้น ไม่น่าจะหมายถึง macro economic หรือ ภาพรวมทางเศรษฐกิจ แต่น่าจะหมายถึง  “ภาพใหญ่” ในส่วนของ  micro economics ต่างหากครับ   

             ใช่แล้วครับ เป็น “ภาพใหญ่” โดยรวมของ “หุ้น”     
         ถ้าผมต้องการที่จะเข้าใจ “หุ้น” ตัวใดตัวหนึ่งอย่างถี่ถ้วนแล้ว ผมมักจะมองดูหุ้นตัวนั้นจากมุมต่างๆ กัน  พิจารณาดูทั้งด้านบน ด้านล่าง และด้านข้าง  พลิกหาจุดกำเนิดของแต่ละส่วนอย่างถี่ถ้วน  …….ฉะนั้นเมื่อมองดู “ภาพใหญ่” ของหุ้นแล้ว ผมจะรู้ทุกซอกทุกมุมไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกในรูปแบบใด  ผมก็จะได้เห็นมุมมองที่แตกต่างกันทั้งสามมุมของแต่ละส่วน   
            มุมที่ว่ามีอะไรบ้าง ต้องมองอย่างไร ถึงจะค้นคว้าหา “ภาพใหญ่” ที่ว่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ผมขออนุญาตผ่า “ภาพใหญ่” ออกเป็นทั้งหมด 3 ส่วน เผื่อที่จะมองแง่มุมได้ต่างๆ กัน มีลักษณะดังต่อไปนี้ครับ

     มุมที่หนึ่ง
  ภาพใหญ่ในเรื่องของความต้องการของตนเอง
โดยที่ผมจะ “ถาม” ความต้องการของตนเองให้ได้ก่อนว่า   
      หนึ่ง “ผมต้องการผลตอบแทนในการลงทุนเท่าไหร่?”
      สอง “ในระยะเวลานานเท่าใด? ”     
      สาม  “ ยอมขาดทุนจากเงินลงทุนได้มากขนาดไหน? ”

          การตั้งคำถามเหล่านี้ ก็เพื่อทำให้ผมสามารถกำหนด “ภาพใหญ่” ในเรื่องความต้องการของตนเอง  กำหนดชนิดของปลาที่ต้องการ  และกำหนดแหล่งที่จะไปตกปลาตัวนั้น เช่น ถ้าผมต้องการผลตอบแทนไม่สูงมาก ขอส่วนต่างราคาหุ้นรวมปันผลซักประมาณ 10% ต่อปี และต้องการถือระยะยาวซัก 20 ปี ช่วงแรกไม่เน้นเงินปันผล แต่เน้นความปลอดภัยมากๆหน่อย ผมก็เลือกหุ้นที่มี brand name แข็งแกร่ง เป็นผู้นำในตลาด มีประวัติที่ผ่านมาดีชัดเจน  trend ผู้บริโภคระยะยาวน่าจะโตกว่า GDP  เพราะฉะนั้นถ้าตั้งโจทย์ไว้อย่างนี้แล้ว ผมก็จะเลือกได้ง่ายขึ้น  ยอมที่จะเลือกหุ้นที่มี margin of safety น้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร  เพราะต้องการแลกความเสี่ยงกับราคาที่ซื้อแพงขึ้น  เปรียบเสมือนเรายอมไปตกปลาในบ่อที่เขาเตรียมปลาไว้ให้แล้ว เพื่อที่ชัวร์ๆว่ายังไงปลาก็กินเบ็ดของเรา (แต่ต้องเสียค่าตกปลาหน่อยบ้าง เพื่อแลกกับความเสี่ยงที่ลดลง)  หุ้นประเภทนี้  เช่น TF SCC PB CP7-11 SAUCE BH เป็นต้น

          ส่วนใครที่ต้องการได้ผลตอบแทนสูงๆ คงจะไปเสียเงินตกในบ่อไม่ได้ ก็คงต้องไปหาปลาในแหล่งที่คนอื่นยังไม่ไปหา  อย่างที่สมาชิกท่านหนึ่งในเว็บ Thaivi.com ที่ใช้ล๊อกอินว่าคุณ “ลูกอีสาน” กล่าวไว้ว่า

                             “ จงไปหาปลาในที่ๆ มันมีปลา”



      ถ้าเราอยากได้ผลตอบแทนสูงๆสัก 50% ต่อปี เราก็ควรต้องมีความกล้าที่จะไปค้นหาในที่ๆคนอื่นยังไม่ไป และบางครั้งต้องเข้าถ้ำเสือ จึงจะได้ลูกเสือ ก็แน่นอนว่าความเสี่ยงก็ต้องมากกว่าหุ้นพื้นฐานมากอยู่มากโข  แต่เราก็สามารถที่จะลดความเสี่ยงให้ต่ำลงได้โดยการทำความเข้าใจกับหุ้นตัวนั้นให้มากที่สุด ในเมื่อความไม่รู้ในหุ้นตัวนั้นๆ ลดลง ความเสี่ยงก็ลดลงด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ

                   “อย่าหลอกตัวเองว่ารู้” และ “ อย่าโลภเกินความรู้”

      มุมที่สอง
    ภาพใหญ่ในเรื่องของตัวหุ้น

       หลังจากที่ผมได้ทำความรู้จักกับตนเอง และสามารถหาคำตอบทั้ง “สามคำถาม” จากมุมที่หนึ่งได้แล้ว ต่อไป  เรื่องที่จะผมจะหาหุ้นในแบบที่ผมต้องการก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น  ตัวอย่างเช่น  ถ้าเราตั้งเป้าไว้ว่าต้องการผลตอบแทนสัก 50% ต่อปี  และโดยส่วนตัวแล้ว เป็นคนที่มีความขยันในการหาข้อมูล  มีนิสัยที่ติดตามติดข่าวสารตลอด  สามารถซื้อและขายหุ้นได้เร็ว (เช่น คนที่พอร์ตเล็กสามารถลงทุนในหุ้นตัวเล็กๆได้ง่ายกว่าคนพอร์ตใหญ่) และ ไม่มีเหตุจำเป็นที่ต้องถือยาวหลายๆปี  อีกทั้งยังสามารถแบกรับความเสี่ยงของเงินลงทุนทั้งหมดที่ลงไป   ถ้ามีปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เป็นลักษณะแบบนี้  เราคงไม่ไปหาหุ้นพื้นฐานที่ “โตช้า” ครับ

         แต่ “ภาพใหญ่” ที่เราควรจะมองก่อนอื่น คือ ประเภทหุ้นที่สามารถให้ผลตอบแทนได้มากๆ  อย่างหุ้นประเภท supergrowth  หุ้น turnaround  หุ้นวัฏจักร หรือหุ้น asset play ที่รอการปลดปล่อยและเปลี่ยนแปลงทรัพย์สิน (เช่น ticon สมัยที่เริ่มขายกองทุนอสังหา )   รวมไปถึงวอร์แรนบางตัวที่คิดว่ามี upside มากพอควร  หลังจากนั้น เราค่อยมามอง”ภาพใหญ่” หุ้นตัวนั้นๆอีกที   

      ”ภาพใหญ่” ของหุ้นโตเร็ว คืออะไร?

        คำตอบคือ  “การเติบโตของผลกำไร” ครับ

   ถ้าเป็นหุ้นลักษณะนี้  เราต้องเน้นโฟกัสของเราส่วนมากไปที่ความน่าจะเป็นทั้งแง่บวกและแง่ลบไปที่ “ผลกำไร” ของบริษัทจะหาได้ในอนาคตนั่นเอง
       
      และถ้าเป็นหุ้นในกลุ่ม turnaround ละครับ เราต้องโฟกัสไปที่อะไรบ้าง?

     สิ่งที่ต้องดูในกลุ่มนี้ คือ “จุดกลับตัว” ของธุรกิจครับ  เราต้องตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนว่าในอดีตที่ผ่านมา ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบริษัทเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวที่ทำให้รายได้และกำไรลดลงในปีที่ผ่านมาหรือไม่ หุ้นลักษณะนี้อาจจะเจอมรสุมบางอย่างในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น อาจจะเป็นเรื่องของราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากและทางบริษัทปรับราคาขายไม่ทัน เป็นต้น แต่ราคาหุ้นได้ปรับตัวลงมารองรับข่าวร้ายไปหมดแล้ว พอธุรกิจฟื้น ผลประกอบการฟื้น ราคาหุ้นก็จะฟื้นเช่นกัน
     
     เมื่อผมได้ภาพใหญ่ชัดเจนแล้ว เราค่อยไปมองภาพย่อยเจาะทำความรู้จักส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับบริษัทนั้นๆ ครับ

 

 
       มุมที่สาม     
 ภาพใหญ่ในจังหวะการลงทุน
     ได้คำตอบจาก มุมที่ 1 และ มุมที่  2 แล้วใช่ไหมครับ ดีใจด้วยครับ
 มีสิ่งที่ต้องเพิ่มเติมอีกนิดครับ ทั้งสองมุมจะมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกันอยู่หนึ่งอย่างครับ  สิ่งนั้นคือ                     
                                 “ระยะเวลา”
          ครับ  เป็นระยะเวลาในการครอบครองหุ้นและจังหวะในการซื้อ-ขายหุ้น (time & timing)   
         
          ตัวอย่างเช่น นักลงทุนบางท่านที่มีพอร์ตที่ใหญ่มูลค่าเป็นหลายร้อนล้าน ทำให้ต้องมองหาหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปสูงๆในการลงทุน  ท่านเป็นคนไม่ชอบอะไรที่เสี่ยง มีอิสระภาพทางการเงินแล้ว ต้องการผลตอบแทนระดับ 10-15% ต่อปี ก็เพียงพอ และต้องการลงทุนในหุ้นแต่ละตัวในระยะ5ปีขึ้นไป  ทำให้ต้องมอง “ภาพใหญ่”เป็นแบบระยะยาวของ trend อุตสาหกรรมนั้นๆ ว่ามี “กำแพง” และ”คูเมือง”ป้องกันคู่แข่งในระยะยาวเกิน 5 ปีหรือเปล่า?  (เท่ากับระยะเวลาที่ท่านต้องการลงทุน) โดยมองข้ามปัจจัยที่มีผลกระทบในแง่ลบในระยะสั้นๆ (หรือนั่นคือจังหวะในการซื้อของท่านมากกว่า)  ท่านควรมองข้ามภาพเล็กๆในองค์ประกอบที่ไม่ค่อยมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับ trend ของธุรกิจในระยะยาว

        ส่วนบางคนที่พอร์ตเล็กและอาจมีความต้องการผลกำไรมากกว่านั้น จึงต้องไปมองหาหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางที่สามารถเติบโตได้รวดเร็วในระยะ 1-5 ปีข้างหน้า ซึ่งก็ต้องมอง “ภาพใหญ่” ของผลกำไรแค่ในระยะกลางๆ 1-5 ปีเท่า ๆ กับระยะเวลาที่เราต้องการลงทุน
   
      อีกกรณีหนึ่ง สมมุติว่าถ้าเรารู้ว่าปีหน้ามีบริษัทหนึ่งกำไรของบริษัทจะ turnaround กำไรจะโตกว่า 5 เท่าจากปีที่ผ่านมา pe ปีหน้าอาจเหลือเพียง 2 เท่ากว่าในราคาปัจจุบัน (สมมุติว่าเป็นจุดเริ่มต้นขาขึ้นของหุ้นวัฎจักร) อย่างน้อยๆ เราคงไม่มองไปในอนาคตอีก 5 ปีว่าบริษัทจะเป็นอย่างไร หรือคงไม่ต้องไปหารายละเอียดข้อด้อยปลีกย่อยของหุ้นตัวนั้น  เหมือนกับที่ประธานของ Thaivi.com คุณ “สามัญชน” ท่านเคยปรารถไว้ว่า

          “ช้างก็บินได้สำหรับขาขึ้นของหุ้นวัฏจักร”

    ผมคงมองในระยะสั้นๆ ถึงแค่ปีหน้าให้ชัวร์ๆไว้ก่อน เพราะถ้าเป็นจริง ปีหน้านี้เราคงได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นตัวนี้เป็นแน่แท้ แล้วค่อยมาหาจุดขายอีกครั้งหนึ่ง

              แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ว่า
 
    เรามีความสามารถในการมอง “ภาพใหญ่” ในระยะต่างๆได้ตรงและชัดเจนเพียงใด

      เพราะถ้ายิ่งสั้น โอกาสกลับตัวยิ่งน้อย โอกาสขาดทุนมีสูงกว่า ส่วนคนที่มอง “ภาพใหญ่” ในระยะยาวอย่างเช่น อาจารย์นิเวศน์ โอกาสขาดทุนก็แทบจะเป็นศูนย์ เนื่องจากภาพใหญ่ทั้งสามส่วนของท่านชัดเจนมาก (ชัดเจนแม้นกระทั่งคนภายนอกยังมองเห็น)

     และที่สำคัญที่สุดใครสามารถมองหา “ภาพใหญ่” ในระยะยาวที่ราคาหุ้นยังไม่แพง ต้องถือว่าเขาสามารถถูกหวยได้เป็นระยะเวลานานถึง  10 ปี ติดต่อกันทีเดียว โดยไม่ต้องไปเสียเวลาหาหุ้นตัวใหม่อีกเลยครับ

...............................................................................................

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
cirkit
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #325 เมื่อ: 19/08/08 16:23:01 »

คำแนะนำธรรมดาๆ เพื่อกำไรที่ไม่ธรรมดา
by ลูกอิสาน thaivi



1.การลงทุนในหุ้นไม่มีทางลัด หากนักลงทุนต้องการผลลัพธ์การลงทุนที่ดี การลงทุนศึกษาหาความรู้ ติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐานของกิจการเป็นสิ่งจำเป็น นักลงทุนที่ทำมากกว่า ย่อมมีแนวโน้มที่จะทำให้ดีกว่าคนที่ทำน้อย  หากเปรียบเทียบผลลัพธ์กับความพยายามในแง่ความคุ้มค่า ชีวิตคนๆหนึ่งอาจใช้เวลาในการศึกษา เล่าเรียนศาสตร์ต่างๆเกือบ 20 ปี และสำเร็จออกมาเพียงเพื่อเป็นมนุษย์เงินเดือน ซึ่งมีโอกาสน้อยที่จะบรรลุอิสรภาพทางการเงิน และมีเวลาที่จะทำสิ่งที่อยากจะทำ มีกำลังที่จะช่วยเหลือสังคม  การมุ่งเน้นศึกษาการลงทุนในหุ้นตามแนวทางเน้นมูลค่าเพียงระยะเวลาไม่นาน และสละเวลาติดตามข่าวสาร ความก้าวหน้าของกิจการบ้าง  อาจจะเปลี่ยนชีวิตคนทั้งชีวิต


2. ตัดสินใจซื้อและขายหุ้นบนพื้นฐานของกิจการ  การลงทุนซื้อหรือขายหุ้นทุกครั้ง นักลงทุนควรพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของกิจการ เพราะหุ้นคือส่วนหนึ่งของเจ้าของกิจการ การวิเคราะห์หุ้นก็คือการวิเคราะห์กิจการนั่นเอง


3. สิ่งที่ยากที่สุดในการลงทุนระยะยาวในหุ้น คือการพยายามเป็นนักลงทุนที่ใช้เหตุผล ในสภาวะที่ไม่มีใครมองหาเหตุผล ความสามารถในการมองเห็นกระแส โดยที่ตัวนักลงทุนเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสนั้น  สิ่งที่นักลงทุนควรเข้าใจคือเมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกัน จะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบคล้ายๆกันเกิดเป็นพฤติกรรมหมู่  หากเกิดมากๆเรียกว่ากระแส ซึ่งบ่อยครั้งพฤติกรรมเหล่านี้จะออกห่านงจากความมีเหตุมีผลมากขึ้นทุกทีๆ  นักลงทุนที่ใช้เหตุผลควรเพิกเฉยและมองหาประโยชน์จากกระแสนั้นๆ การประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาวนั้น ต้องอาศัยทั้งปัญญาและสติ  การขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะทำให้การลงทุนไปไม่ถึงฝั่ง   


4. การลงทุนอย่างมีความสุขคือการหาจุดสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยง การมุ่งเน้นผลตอบแทนมากเกินไป  อาจจะทำให้การลงทุนประสบหายนะ ในขณะที่การเน้นปกป้องความเสี่ยงมากเกินไป จะทำให้การลงทุนไม่อาจสร้างความแตกต่าง เสมือนเรือที่ลอยนิ่งอยู่กลางน้ำ


5. รู้จักตัวเอง และลงทุนให้เหมาะกับสภาพของตัวเอง  นักลงทุนแต่ละคนย่อมแตกต่างกันทั้งในด้านทัศนะคติ อุปนิสัยใจคอ ความสามารถในการรับความเสี่ยง จำนวนเงินทุน ดังนั้นการรู้ตัวเอง เข้าใจตัวเอง และนำจุดแข็งมาใช้ประโยชน์ในการลงทุน จะดีกว่าการพยายามเลียนแบบการลงทุนตามนักลงทุนคนอื่นๆ ซึ่งมีสภาพที่แตกต่างออกไป  ตัวอย่างเช่น นักลงทุนที่เน้นความปลอดภัยของเงินต้น ย่อมรับความเสี่ยงได้น้อยกว่า การลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่และมั่นคงจะเป็นทางเลือกต้นๆ ในขณะที่นักลงทุนที่มีเงินลงทุนไม่มาก สามารถลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีที่มีขนาดเล็ก ในขณะที่นักลงทุนที่มีเงินทุนสูงไม่สามารถลงทุนได้


6. แรงผลักดันราคาหุ้น ประการแรกคือโดยปัจจัยพื้นฐานความก้าวหน้าของกิจการ ประการที่สองคือแรงผลักดันจากปัจจัยทางด้านอารมณ์ของนักลงทุนในตลาด การเข้าใจแรงผลักดันประเด็นแรก เพียงพอที่จะทำให้การลงทุนประสบความสำเร็จ  แต่การเข้าใจทั้งสองประเด็น จะทำให้การลงทุนประสบความสำเร็จยิ่งกว่า


7. หุ้นของทุกๆกิจการมีมูลค่าที่ควรจะเป็น  นักลงทุนสามารถทำกำไรได้ หากซื้อหุ้นได้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น หุ้นที่แม้จะมีความสามารถในการแข่งขันที่โดดเด่น มีการเติบโตของผลกำไรสูง หากนักลงทุนเข้าซื้อที่ราคาแพงเกินไป การลงทุนนั้นอาจจะไม่ทำกำไร แย่กว่านั้นอาจจะขาดทุน ในขณะที่หุ้นที่อาจจะมีพื้นฐานด้อยกว่า หากซื้อในราคาที่ต่ำ มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยเพียงพอ การลงทุนนั้นก็สามารถสร้างกำไรได้ พูดได้ว่าผลลัพธ์การลงทุนขึ้นอยู่กับราคาที่เราจ่ายเปรียบเทียบกับคุณภาพของกิจการที่นักลงทุนได้รับ


8.หุ้นที่ชนะในระยะยาวคือหุ้นของกิจการที่มีอัตราการเติบโตสูง และกิจการต้องมีความสามารถในการแข่งขันที่โดดเด่น  การขาดอย่างใดอย่างหนึ่งจะทำให้ธุรกิจหรือราคาหุ้นไปได้ไม่ไกล ธุรกิจที่โดดเด่น มักจะขายผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ลูกค้าต้องใช้ซ้ำๆ สามารถขยายฐานลูกค้าออกไปได้ ในขณะที่ลูกค้าเดิมยังคงอยู่  และคู่แข่งไม่สามารถเข้ามาแข่งขัน หรือเข้ามาได้ยาก  หากนักลงทุนสามารถซื้อหุ้นกิจการเหล่านี้ได้ในราคาถูกหรือราคาสมเหตุสมผล และถือไว้ในระยะยาว การลงทุนเช่นนี้จะสร้างผลตอบแทนที่ดีเลิศ


9. ตลาดมีประสิทธิภาพเมื่อมองในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น  เมื่อมีข้อมูล ข่าวสารเข้ามาในตลาด ราคาหุ้นจะตอบสนองต่อข่าวหรือข้อมูลนั้นๆ ทั้งในทางบวกและทางลบ แต่บ่อยครั้งที่ราคาหุ้นมักสะท้อนข่าวสารในระดับหนึ่ง และผลกระทบนั้นจะค่อยๆลดลงเมื่อเวลาผ่านไป  ทั้งที่ข่าวสารบางอย่างอาจจะสร้างผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อพื้นฐานกิจการในอนาคต  ดังนั้นเป็นโอกาสของนักลงทุนที่มองในระยะยาวกว่า จะเข้าไปหาประโยชน์จากการมองสั้นๆของตลาด ทั้งในทางซื้อและทางขาย  การอดทนมากกว่าเพียงเล็กน้อย อาจสร้างผลลัพธ์การลงทุนที่แตกต่างได้อย่างมาก


10. จังหวะในการซื้อหุ้นที่ดีที่สุดคือตอนที่มีข่าวร้ายมากที่สุด ทั้งที่พื้นฐานของธุรกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องปกติที่นักลงทุนทั่วไปมีแนวโน้มจะขายหุ้นเมื่อราคาลดลง และเข้าซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้น เพราะนั่นทำให้นักลงทุนสบายใจมากกว่า หากซื้อหุ้นแล้วราคาลดลง นักลงทุนจะรู้สึกผิด และสงสัยว่าทำไมตลาดหรือนักลงทุนคนอื่นๆไม่คิดอย่างนั้น ด้วยความไม่แน่ใจนี้ นักลงทุนจะมีข้ออ้างต่างๆในการขายหุ้นออกไป เช่นว่า หุ้นดีทำไมราคาลง  มีข่าวร้ายอะไรที่นักลงทุนยังไม่รู้หรือเปล่า  ขายไปก่อนแล้วรอรับกลับที่ราคาต่ำกว่า  หรือคำกล่าวที่ว่าถูกแล้วยังมีถูกอีก   

และในทางตรงกันข้ามเมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้น นักลงทุนจะกระตือรือร้นที่จะซื้อหุ้น ด้วยข้ออ้างที่คล้ายคลึงกัน เช่น หุ้นน่าจะดี เพราะไม่ดีราคาคงไม่ขึ้น มีข่าวดีๆอะไรที่นักลงทุนยังไม่รู้หรือเปล่า  ด้วยเหตุผลเหล่านี้ หุ้นที่ราคาสูงขึ้น จะสูงขึ้นอีก ยิ่งซื้อราคาก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นยิ่งทำให้นักลงทุนสบายใจ เพราะเข้าใจว่าการลงทุนนั้นถูกตัดสินจากตลาดว่าถูกต้อง แนวโน้มที่นักลงทุนทำการขายเมื่อราคาหุ้นถูก ซื้อเมื่อราคาหุ้นแพง อย่างนี้ จะทำให้การลงทุนล้มเหลวหรือไปได้ไม่ไกล นักลงทุนที่ดีควรทำในทางตรงกันข้าม  โดยตัดสินใจซื้อและขายบนพื้นฐานของกิจการ หลีกเลี่ยงไม่ให้อารมณ์ของตลาดเข้ามามีผล   ข้อควรระวังของประเด็นนี้คือ การซื้อหุ้นเพียงเพราะเห็นว่าราคาลดลง โดยไม่ได้ตรวจสอบดูว่าพื้นฐานของกิจการมีการเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า จะเป็นอันตรายต่อการลงทุนพอๆกัน


11. มองภาพใหญ่ อย่าใส่ใจภาพเล็ก  กิจการทุกกิจการย่อมมีข้อดี ข้อเด่นข้อด้อย แตกต่างกันไป ไม่มีกิจการใดที่ดีพร้อม หรือแย่ไปหมดทุกอย่าง  นักลงทุนควรจะเลือกกิจการที่มีข้อเสียน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับราคา  การให้ความสำคัญมากเกินไปกับข้อเสียเล็กๆน้อยๆ  ที่ไม่ได้มีนัยยะสำคัญอะไร ทำให้นักลงทุนหลายๆคนพลาด ปล่อยโอกาสที่จะได้ลงทุนในกิจการที่ดีเยี่ยมหลุดลอยไป



12. พัฒนาการลงทุน เทคนิควิธีการลงทุนที่เคยใช้ได้ผลดีในวันนี้ อาจจะใช้ไม่ได้ผลดีในวันข้างหน้า วิธีที่เคยใช้ได้ผลดีในต่างประเทศ ไม่สามารถนำมาใช้ได้ผลดีภายในประเทศ  ธุรกิจที่ดีในวันนี้ อาจจะไม่ใช่ธุรกิจที่ดีในเวลาต่อมา  มีธุรกิจดาวร่วงก็มีธุรกิจดาวรุ่ง  นักลงทุนที่ดีควรยืดหยุ่นที่จะปรับการลงทุนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม กาลเวลาที่เปลี่ยนไป แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือควรตัดสินใจลงทุนโดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ


13. อย่าเสี่ยงเกินตัว การกู้หนี้ยืมสินเพื่อซื้อหุ้น  การทุ่มซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป แม้อาจจะให้ผลตอบแทนสูงๆติดต่อกันหลายครั้ง แต่หากเกิดความผิดพลาดเพียงแค่ครั้งเดียว อาจไม่มีโอกาสแม้จะแก้ตัว  แม้ความเสี่ยงสามารถลดลงได้ด้วยความรู้ แต่เป็นไปไม่ได้ที่นักลงทุนคนหนึ่งๆจะมีขอบเขตความรู้ในทุกๆเรื่อง นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ การกระจายเงินลงทุนในสินทรัพย์หรือในจำนวนกิจการที่ลงทุนบ้าง เป็นสิ่งที่นักลงทุนควรใส่ใจ


14. การลงทุนระยาวในหุ้น แน่นอนที่สุดว่าจะต้องผ่านทั้งวันคืนที่ดี วันคืนที่แย่  และวันที่แย่สุดๆ การรับรู้และเข้าใจเรื่องนี้ พร้อมที่จะรับมือกับวันร้ายๆ จะดีกว่าการพยายามที่จะหาจังหวะเข้าออกจากตลาด โดยการทำนาย ทายทัก คาดเดา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะประมาณความถูกต้อง  หากการลงทุนระยะยาว สร้างความหวาดกลัววิตกว่าสักวันเหตุการณ์แย่ๆอาจจะเกิดขึ้น การมีทัศนคติที่ว่าในระยะยาวการลงทุนในหุ้นจะให้ผลตอบแทนสูงสุด จะทำให้นักลงทุนถือหุ้นระยะยาวได้อย่างมั่นคง

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #326 เมื่อ: 19/08/08 16:55:32 »

การดูงบการเงิน ก็ต้องเข้าใจในบริษัทก่อนซึ่งผมจะประเมิณเชิงคุณภาพก่อน
ซึ่งอาศัยหลักของไมเคิล อี. พอร์เตอร์ (Micheal E. Porter)

ไมเคิล อี พอร์เตอร์ โด่งดังในเมืองไทยขึ้นมา ก็ในสมัยที่นายกทักษิณต้องการให้เขามาศึกษาในเรื่อง กลยุทธ์และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในเมืองไทย ในตลาดโลก ที่โด่งดังมากก็เพราะค่าตัวการศึกษาอันแพงลิบลิ่วของพอร์เตอร์เอง
หลักหรือทฤษฎีที่ทำให้พอร์เตอร์โด่งดังขึ้นมา ก็ด้วยความคิดของกลยุทธ์การแข่งขัน (Competitive Strategy) ซึ่งเขาบอกว่า การทำธุรกิจนั้น จะประสบกับปัญหาการต่อสู้มากหรือน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับ พลังของสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจนั้นจำนวน 5 อย่าง (5 Forces) อันประกอบด้วย

 พลังกดดันทั้ง 5 ประการในการที่ธุรกิจจะถูกกระทำจากสิ่งแวดล้อม

1) สภาพการแข่งขันภายในตัวธุรกิจนั้นเอง คือคู่แข่งต่างๆที่มีอยู่แล้ว เห็นๆ หน้ากันอยู่
อันนี้ก็คือใครดีใครอยู่ เรียกว่าทำด้วยกัน ขายของให้กับลูกค้ากลุ่มเดียวกัน เช่น DTAC กับ AIS, หรือ Coke กับ Pepsi เป็นต้น

2) สภาพการแข่งขันจากภายนอกธุรกิจนั้น คือคู่แข่งที่อาจจะกระโดดเข้ามาร่วมสังเวียนด้วยในอนาคต
การจะป้องกันคู่แข่งที่จะเข้ามา ก็ต้องอาศัยความที่ธุรกิจได้ดำเนินการมาก่อน เช่นผลิตของจำนวนมากๆ ทำให้เกิดการประหยัดเนื่องจากขนาด (Economic of Scale) ทำให้มี Profit Margin ต่ำจนกระทั่งไม่เกิดการจูงใจให้ผู้อื่นโดดเข้ามาแข่งขันด้วย เนื่องจากไม่คุ้มค่าความเสี่ยง หรืออาจจะพยายามทำให้สินค้ามีตรายี่ห้อที่ทรงพลัง, มีความแตกต่างในสินค้าอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งคู่แข่งไม่สามารถทำได้ (มีลิขสิทธิ หรือมีสิทธิบัตรคุ้มครอง), ลูกค้าไม่ต้องการเปลี่ยนไปซื้อสินค้าจากผู้อื่นเนื่องจากมีต้นทุนในการเปลี่ยนแปลงกระบวนการ (Switching Cost), มีการคุ้มครองจากรัฐบาลเช่นสัมปทาน เป็นต้น

3) สภาพแรงกดดันจากคู่แข่งทางอ้อมหรือสินค้าทดแทน
จริงๆแล้วก็เป็นธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่อุตสาหกรรมนั้นสามารถทำกำไรได้มากมาย จนเป็นที่ชำเลืองมองของคนอื่นที่อยู่นอกระบบ วันหนึ่งเขาก็อาจจะอยากกระโดดเข้ามามีส่วนร่วมขายของทดแทนเพื่อทำเงินบ้าง ผู้ที่จะอยู่ได้จะต้องมีสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า มีลักษณะเด่นกว่า ที่ไม่สามารถถูกทดแทนได้โดยง่ายจากสินค้าประเภทอื่น

4) อำนาจต่อรองจากผู้ขายวัตถุดิบให้กับธุรกิจ
เช่นหากมีผู้จำหน่ายวัตถุดิบชนิดนี้น้อยราย, หรือเป็นของจำเป็นที่ต้องซื้อ ไม่สามารถซื้อจากคนอื่นได้, หรือธุรกิจจะต้องเสียเงินในการเปลี่ยนแปลงกระบวนการหากต้องการเปลี่ยนวัตถุดิบ เมื่อเป็นดังนี้แล้วผู้ขายวัตถุดิบก็เล่นตัวขึ้นราคาเอามากๆ หรือไม่ตั้งใจสำรองวัตถุดิบนั้นไว้ให้มีเพียงพอใช้ในยามต้องการ อาจจะเกิดความขาดแคลนได้ง่ายเมื่อจำเป็น

5) อำนาจต่อรองจากผู้ซื้อ
ในกรณีนี้เช่นถ้าผู้ซื้อเป็นผู้ซื้อรายใหญ่เพียงรายเดียว, หรือสามารถซื้อสินค้าจากใครก็ได้ เพราะไม่ได้มีลักษณะเด่น หรือใช้ได้เหมือนกันโดยไม่ต้องแปลงกระบวนการ (ไม่มี Switching Cost หรือมีแต่น้อยมาก), หรือเป็นสินค้าที่ผู้ซื้ออาจจะมาผลิตเองได้ ก็อาจจะขอต่อรองราคาให้มีส่วนลดได้มากๆ

อำนาจหรือแรงกดดันทั้งห้าประการนี้ หากมีมากอยู่ล้อมรอบธุรกิจ ก็จะทำให้ดำเนินงานได้อย่างลำบาก ต้องคอยจัดการหลบหลีกเลี่ยงให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด รักษาลูกค้าไว้ให้ได้มากที่สุด หรือพยายามด้วยวิธีพิสดารเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ สุดท้ายแล้วอาจจะต้องห้ำหั่นกันด้วยราคา ทำให้มีอัตราส่วนกำไรขั้นต้นต่ำลง จนกระทั่งอาจจะเกิดการขาดทุนจนอยู่ไม่ได้

นอกจากนี้แล้ว พอร์เตอร์ก็ได้คิดต่อไปถึงความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ เขาได้เขียนหนังสืออีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับความได้เปรียบในเชิงแข่งขัน ชื่อว่า Competitive Advantage ซึ่งได้กล่าวหลักการไว้ว่า หากต้องการให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้แล้ว จะต้องใส่ใจในสิ่ง 3 อย่างต่อไปนี้

1) สร้างความแตกต่าง (Differentiation)
คือสินค้าหรือบริการที่ธุรกิจผลิตขึ้นมานั้น จะต้องมีความแตกต่างที่อาจจะไม่สามารถหาได้จากสินค้าทั่วไปของผู้อื่น หรือมีการเพิ่มศักยภาพหรือประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ จนทำให้สามารถตั้งราคาขายที่แพงกว่าคู่แข่งได้

2) การมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ (Cost Leadership)
หากธุรกิจมีต้นทุนที่ต่ำแล้ว ก็ย่อมจะดำรงอยู่ในตลาดการแข่งขันได้แม้ว่าจะมี Profit Margin ที่ต่ำ ซึ่งลักษณะเช่นนี้จะทำให้คู่แข่งอื่นไม่อยากที่จะเข้ามาแข่งขันด้วย เพราะว่าไม่คุ้มกับความเสี่ยงในการอยู่รอดเพื่อทำตลาดแข่งขัน ธุรกิจที่มีต้นทุนการผลิตต่ำเองแต่อยู่มาก่อน และอยู่เพียงผู้เดียวในตลาด จะสามารถอยู่ได้เนื่องจากมีลูกค้าจำนวนมาก ทำให้กำไรสุทธิที่สร้างขึ้นได้นั้นเป็นจำนวนที่สูง

3) การเจาะจงในตลาด (Focus)
คือการที่ธุรกิจมุ่งเน้นผลิตสินค้าหรือบริการให้กับตลาดเฉพาะส่วน อาจจะเรียกว่าเป็นตลาดเฉพาะส่วน (Niche Market) ก็ได้ เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ด้วยสินค้าและบริการที่จำเพาะดังนั้นแล้ว จะทำให้สามารถตั้งราคาขายได้สูง เนื่องจากลูกค้าจำเป็นต้องซื้อจากธุรกิจนั้น และไม่ต้องการเสี่ยงที่จะซื้อจากผู้อื่นอีก

ในเรื่องของความได้เปรียบเชิงแข่งขันนี้ ก็มีโมเดลอธิบายเช่นเดียวกับเรื่องของกลยุทธ์การแข่งขันเช่นกัน ก็คือโมเดลของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ที่ธุรกิจได้สร้างให้มีขึ้น หลักการง่ายๆของห่วงโซ่นี้ก็คือ > ออกแบบผลิตภัณฑ์ > ผลิตหรือจัดสร้าง > ส่งลงตลาดให้ถึงมือลูกค้า > จัดส่งและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ให้เติบโต

หลักความคิดของไมเคิล อี พอร์เตอร์ ยังคงเป็นจริงจนถึงทุกวันนี้ หากธุรกิจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ปฏิบัติได้จริงๆแล้ว ย่อมจะทำให้สามารถดำรงอยู่ในความได้เปรียบเชิงแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: DR.K ROOM
patto
good bye
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4,392


4444-1 แว็บบบบ


« ตอบ #327 เมื่อ: 19/08/08 17:02:49 »

แอบมาดูดความรู้คับ  Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"No bird soars too high if he soars with his own wings."

Re: DR.K ROOM
cirkit
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #328 เมื่อ: 19/08/08 17:18:22 »

ขอบคุณครับพี่หล่อ ที่ให้ความรู้เพิ่มเติม  Grin Grin Grin Grin Grin Grin
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27/06/09 21:57:03 โดย หล่อ มาดเข้ม » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #329 เมื่อ: 19/08/08 17:37:41 »

การประเมินงบการเงิน ก็ต้องเปิดงบการเงินของบริษัท ก็ในเวป set.or.th หรือ settrade.com
เข้าไปดูในบริษัทที่เราสนใจ บริษัทที่ดีต้องมีทรัพย์สินมาก หนี้สินน้อย มีกระแสเงินสดมาก
ทรัพย์สินหมุนเวียนต้องมาก และสินค้าคงคลังต้องขายได้ และไม่มีสินค้าสต๊อกไว้เยอะเกินไป
ส่วนของหนี้ลูกค้าต้องไม่เยอะเกินไป ซึ่งบ่งบอกความสามารถในการเก็บหนี้  มีเครดิตในการคืนหนี้เจ้าหนี้ได้ช้า 
รายได้รวมโตขึ้น รายจ่ายน้อยลง กำไรสุทธิ(รายได้-รายจ่ายทั้งหมด)เมื่อเทียบกับรายได้รวมต้องเป็นอัตราส่วนที่สูง
งบการเงินย้อนหลัง 5 ปี ต้องมีการเติบโตของบริษัท และกำไรเพิ่มขึ้นทุกปี นั่นคือ growth
กระแสเงินสดที่เพิ่มขึ้น ผู้บริหารที่ดีต้องเอามาลงทุนที่คุ้มค่า บริษัทลูกต้องมีสร้างกำไรให้บริษัทแม่ได้
นี่คือแนวทางประเมินงบการเงินบริษัท ต้องฝึกอ่านฝึกดูบ่อยๆถึงจะประเมินเป็น
 Smiley Smiley Smiley
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: DR.K ROOM
-
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,448


« ตอบ #330 เมื่อ: 19/08/08 17:56:42 »

  อ๋อ   เขาดูกันอย่างนี้นี่เอง   มีดูตรงไหนอีกไหม   Grin Grin

  แล้วที่เขาว่ามันซ่อนความชั่วร้ายเอาไว้ตามงบต่างๆดูอย่างไง   

  แล้วตรงส่วนประกอบงบการเงินล่ะต้องดูไหม  แล้วดูอย่างไง  บอกหน่อยจิ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27/06/09 21:59:01 โดย หล่อ มาดเข้ม » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
-
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6,448


« ตอบ #331 เมื่อ: 19/08/08 17:58:25 »

ห้ามหวงวิชาด้วย Grin Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #332 เมื่อ: 19/08/08 18:35:30 »

  มีการแต่งบัญชีด้วย คือ เอารายได้ที่รับรู้อนาคตมาใส่เพิ่มให้งบดูดี เพิ่มกำไรพิเศษ
แล้วเก็บหนี้สินไว้ในส่วนบริษัทลูกที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทำให้ตรวจสอบไม่ได้
หรือโยกรายได้เข้าสู่บริษัทลูกหรือกระเป๋าตัวเอง เหมือนที่ บริษัท enron ในเมกาทำ จนล้มละลายไป
เราต้องดูตรงนักตรวจสอบบัญชีหมายเหตุไว้ว่า มีการตรวจสอบไม่ตรงกัน หรือ มีคำอธิบายต่อท้ายยาวๆรึเปล่า
เห็นอะไรแปลกๆในงบการเงินพึงระวังใว้ก่อน
และต้องดูผู้บริหารว่ามีธรรมาภิบาลรึเปล่า เอาไปเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่ช่วยเพิ่มมูลค่าแก่ผู้ถือหุ้น หรือซื้อกิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการหลัก
ซื้อทรัพย์สินที่สิ้นเปลืองรึเปล่า เช่น รถยนต์ หรือ สร้างสำนักงานใหม่ 
การตรวจสอบผู้บริหารโดยการอ่านการแสดงวิสัยทัศน์ทางสื่อต่างๆที่ผ่านมาทำได้จริงรึเปล่า
การไปประชุมวิสามัญประจำปี หรือสอบถามจากพนักงานบริษัทก็ได้
   งบการเงินผมเน้นตรงงบกระแสเงินสด ก็คือกำไรหักค่าใช้จ่ายต่างๆหักหนี้สิน เหลือเป็นเงินสด เอามาจ่ายเงินปันผล ที่เหลือเอามาเป็นทุนหมุนเวียน
พัฒนาบริษัทต่อไป กลายเป็นกำไรสะสม ยิ่งเหลือเยอะยิ่งดี
Smiley Smiley Smiley
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: DR.K ROOM
โบตั๋น
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,280



เว็บไซต์
« ตอบ #333 เมื่อ: 20/08/08 15:06:25 »

อีกอย่างครับ ตรงการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินก็เป็นจุดนึงที่ต้องระวังด้วยสามารถทำให้บ.จากขาดทุนมีกำไรได้
เช่น TRUE ไตรมาสก่อนถ้าจำไม่ผิด
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


Re: DR.K ROOM
cirkit
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #334 เมื่อ: 20/08/08 15:11:10 »

อีกอย่างครับ ตรงการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินก็เป็นจุดนึงที่ต้องระวังด้วยสามารถทำให้บ.จากขาดทุนมีกำไรได้
เช่น TRUE ไตรมาสก่อนถ้าจำไม่ผิด
การปรับปรุงทางบัญชี
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #335 เมื่อ: 20/08/08 15:56:11 »

ค่าเสื่อมราคา ดูตรงงบกระแสเงินสด จะสามารถบอกเราได้ ถ้าบริษัทเป็นโรงงาน มีเครื่องจักร อุปกรณ์ต่างๆ จะมีอายุการใช้งานต่างกัน
ยิ่งเครื่องจักรเก่า โรงงานเก่า ยิ่งมีค่าเสื่อมมาก และขึ้นกับอายุการใช้งานด้วย ปกติเครื่องจักรจะมีอายุการใช้งาน 5-10 ปี
เราพอจะกะคร่าวๆได้ถ้าเข้าใจมัน และนำไปประยุกต์ใช้กับบริษัทอื่นได้ เช่น กลุ่มเรือ เป็นต้น 
เรื่อง true จะสังเกตว่า  ค่าใช้จ่ายเยอะ  , จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้และหักภาษีเงินได้ ถึงกำไรจะเยอะ แต่หักแล้วยังขาดทุนส่วนผู้ถือหุ้นครับ  Smiley Smiley
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: DR.K ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #336 เมื่อ: 21/08/08 21:32:29 »

บทความจาก thaivi

สมมติว่าเราซื้อหุ้นA มาที่ราคา 10 บาทต่อหุ้น เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน เพราะเป็นหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี กำไรเติบโตดี ปันผลสูงสม่ำเสมอทุกปี ซื้อมาเพราะคิดแบบชาวVIว่าอยากร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจ
คราวนี้2สัปดาห์ผ่านมาเกิดโชคดีมีคนมาสนใจหุ้นตัวนี้เหมือนกันไล่ราคาขึ้นมาสูงถึง 20 บาทต่อหุ้น โดยที่พื้นฐานไม่เปลี่ยนเลย และที่แน่ๆคงมีการไล่ราคาไม่ขึ้นไปกว่านี้แน่ในช่วงก่อนที่จะประกาศผลประกอบการไตรมาสที่จะถึงนี้ ถ้าแนวทางของvalue investor(ถ้าเป็นบัฟเฟต)จะทำอย่างไร


นักเล่นหุ้นถ้ายังทำใจไม่ได้มักจะเกิดเหตุการณ์ให้เสียดายเป็นประจำครับ

เช่น  เวลาซื้อ   

ถ้าซื้อจนเงินหมดแล้วเห็นราคาหุ้นตกลงอีก (ทั้งที่เราอาจจะศึกษามาดีแล้ว  ณ.ราคาที่ซื้อก็มี Margin of Safety มากพอควร)  ก็จะเสียดายที่ซื้อแพง

แต่ถ้าทะยอยซื้อ  หรือจะรอให้ราคาลงอีกซักนิด  (ทั้งที่ ณ.ระดับราคาปัจจุบันก็มี Margin of Safety สูงพอควรแล้ว) ราคากลับวิ่งพรวดพลาดขึ้นไปเลย  โดยที่เราอาจจะซื้อน้อยกว่าที่ตั้งใจไว้หรืออาจจะยังไม่ได้ของเลย  ก็จะเสียดายที่กำไรน้อยไปหรือไม่ได้กำไรเลย

ที่นี้เวลาขายบ้าง

ถ้าราคาพ่งสูงขึ้นจนเกินราคาพื้นฐาน  เราก็ขายจนหมด  ปรากฎว่าราคายังวิ่งต่อด้วยแรงเก็งกำไรหรือ Mood ตลาด  เราก็จะเสียดายที่ขายเร็วเกินไป  หรือบางคนชอบบอกว่าขายหมู หรือรถขนหมูคว่ำ

แต่ถ้าราคาพุ่งเกินพื้นฐานแล้วไม่ขาย  ก็จะขายแพงขึ้นอีกนิด  แต่ราคาดันลงอย่างรวดเร็วจนเราขายไม่ทัน  ก็จะเสียดายที่ไม่ขายในช่วงเวลานั้น

จะเห็นได้ว่า  ถ้าเราทำใจไม่ได้  ชีวิตในการเล่นหุ้น  ก็จะมีแต่เสียดาย

ถามว่าชีวิตผมเป็นแบบนี้บ่อยไหม  บ่อยมาก   

อย่างหุ้น xxx นี่ก็สองหนแล้วที่ผมไม่ได้ขาย  แล้วราคาก็ตกลงมากที่เดิม  ตอนต้นปีก่อน  ราคาวิ่งจากแถว 14-15 บาท  ไปที่ 20-21 บาทในเวลา 2-3 วัน  หลังจากนั้นก็ลงมาที่เดิม

อีกครั้งก็เมื่อไม่นานมานี้  ที่ราคาวิ่งวันเดียวจาก 28-29 บาทไปที่ 37 บาท  แล้วก็ลงมาที่ 29 บาทดังเดิม

ถ้าผมคิดมาก  ลองคำนวณดูซิ  ผมมีประมาณ 400000 ห้น  ถ้าขายแถวๆราคา 36 บาท  แล้วกลับมารับที่ 30 บาท  กำไรหุ้นละ 6 บาท  เป็นเงินถึง 2.4 ล้านบาทเชียวนา  ถามผมว่าเสียดายไหม

ผมบอกได้ว่า  เดี๋ยวนี้ผมเฉยๆ  ทำไมผมไม่ขาย  เพราะผมคิดว่าผมไม่มีโอกาสรู้หรอกว่าราคามันจะวิ่งต่อหรือปรับตัวลง

แต่ผมยึดหลักที่ว่า  ผมซื้อหุ้นบริษัทนี้เพื่อการลงทุนในตัวกิจการ  ผมหวังกำไรจากพื้นฐานของบริษัท  ดังนั้นผมจึงหวังแค่ส่วนต่างของราคาระหว่างราคาที่ซื้อและราคาที่ผมคำนวณไว้ตามปัจจัยพื้นฐาน

ดังนั้นถ้าราคายังไม่ถึงที่ผมคำนวณไว้  ผมก็จะไม่ขาย  และไม่เสียดายอะไรที่ไม่ได้ทำ Short ออกไปก่อน  เพราะผมไม่ได้หวังที่จะได้กำไรลักษณะนั้นมาก่อน   

แต่ถ้าราคาวิ่งถึงราคาที่ผมคำนวณไว้  ผมก็จะขาย  ถึงแม้ราคาจะไปต่อ  ผมก็ไม่เคยนึกเสียดาย  เพราะกำไรส่วนเกินที่ว่า  ผมไม่ได้คาดหมายไว้แต่ต้นอยู่แล้ว     

ข้อสรุปจากผม  คือเปรียบเทียบกับราคาที่เราคำนวณจากพื้นฐานของบริษัทครับ  ยึดไว้เป็นหลัก  แล้วชีวิตในการลงทุนของคุณจะสุขสงบ  ไม่กระวนกระวายใจครับ

อีกนิด   ที่แน่ๆคงมีการไล่ราคาไม่ขึ้นไปกว่านี้แน่ก่อนที่จะประกาศผลประกอบการ  และอีกจุดที่บอกว่าราคาคงไม่ลงต่อจนต่ำกว่า 10 บาทแน่  ผมว่าในตลาดหลักทรัพย์ไม่มีอะไรที่แน่หรอกครับ  ทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้  ถ้าถามนักเล่นหุ้นช่วงปี 2537-2538 ว่าเชื่อไหมว่า FIN1 จะถูกปิด  จะมีใครเชื่อบ้างครับ  อดีตเป็นเรื่องเตือนใจครับ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: DR.K ROOM
007
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,749


ไล่ให้จนตรอก ทดสอบของการเปลี่ยนแปลงผู้นั้น


« ตอบ #337 เมื่อ: 21/08/08 21:35:18 »

โอ๊ย.... ยาวจังเด๋วค่อยกลับมาอ่านเน้อ! ตัวเอง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ผู้ที่มีใจตั้งมั่น ย่อมชนะฟ้า
ผู้ไร้ความตั้งมั่น ฟ้าย่อมชนะคน

Re: DR.K ROOM
cirkit
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #338 เมื่อ: 25/08/08 12:25:39 »

มาพักผ่อนในห้องนี้ดีกว่า  Cheesy Cheesy Cheesy Cheesy Cheesy ข้างนอกวุ่นวาย อิอิ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
cirkit
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #339 เมื่อ: 26/08/08 12:10:55 »

เอามาแปะไว้ดู
2.
ตามล่า..เม็ดเงิน Funds Flow

โค้ด
การตัดสินใจการเข้าหรือออกจากการลงทุนของนักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนต่างประเทศ จะพิจารณาจากทั้ง “ปัจจัยภายใน” (Micro Factor) และ “ปัจจัยภายนอก” (Macro Factor)

เนื้อเรื่อง
หากจะกล่าวถึงแนวทางการลงทุนของนักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะดูภาพเศรษฐกิจใหญ่ (Macro View) ก่อนว่าเป็นเช่นไร จากนั้นจะทำการแบ่งเงิน เพื่อเลือกลงทุนตามแต่ละประเทศ ตามกลุ่มอุตสาหกรรมและชนิดสินทรัพย์ เช่น พันธบัตร หุ้น น้ำมัน หรือทอง อสังหาริมทรัพย์ (Asset Allocation) โดยอาศัยจังหวะการซื้อขายเป็นสัญญาณการเข้าออก (Market Timing)

ส่วนการวิเคราะห์ คาดการณ์เพื่อที่จะนำมาสู่การตัดสินใจการเข้าหรือออกจากการลงทุน นักลงทุนเหล่านี้ก็จะพิจารณาจากทั้ง “ปัจจัยภายใน” และ “ปัจจัยภายนอก”

ปัจจัยภายใน (Micro Factor) ได้แก่

หนึ่ง : ปัจจัยพื้นฐานทั่วไป เช่น ผลกำไรต่อหุ้น (Earnings per Share หรือ EPS), มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (Net Asset Value หรือ NAV), ราคา/กำไรต่อหุ้น (Price/Earnings หรือ P/E หรือ PER), ราคา/มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (Price/Book Value หรือ P/BV), ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield)

สอง : การคาดการณ์ของโครงการอนาคต ซึ่งสามารถเขียนเป็นสมการได้ดังนี้
ราคาหุ้นในปัจจุบัน = ราคาพื้นฐานปัจจุบัน + โครงการในอนาคต

สาม : การคาดหวังของนักลงทุน กล่าวคือ หุ้นบางตัวนักลงทุนอาจจะคาดหวังผลลัพธ์มากกว่าที่เป็นอยู่ เช่น ถ้าเพิ่มทุน ต้องมีอัตราส่วนที่ดึงดูดนักลงทุนและไม่เกิดการลดลงของกำไรต่อหุ้น คือ Earnings Dilutions

สี่ : มุมมองในนักควบรวมกิจการ เช่น การใช้มูลค่ากิจการ หรือ Enterprise Value (EV) ซึ่งเกิดจากมูลค่าหุ้นทุนทั้งหมด (Market Capitalization) บวกด้วยหนี้สินสุทธิ (Net Debt) มาเป็นเครื่องมือวัด (Bench mark)

เช่น บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่ทำมือถือขนาดใหญ่สุดในประเทศ เมื่อปี 2546 ราคาหุ้นอยู่ที่ 50-60 บาท เมื่อนักลงทุนใช้หลัก Enterprise Value ต่อจำนวนเลขหมาย หรือที่เราเรียกว่า Enterprise Value per Subscriber มาคิด ปรากฏว่า บริษัทนั้นมี EV/จำนวนเลขหมายที่ 10,000 บาท ซึ่งนักลงทุนสถาบันถือว่าถูกมาก เพราะว่ากระแสเงินสดที่ได้จากค่าบริการอยู่ที่เดือนละ 1,000 บาท โดยเฉลี่ยต่อเลขหมาย ใน 1 ปี บริษัทนี้จะมีกระแสเงินสดที่เป็นรายได้ประมาณ 12,000 บาท เท่ากับลงทุนซื้อหุ้นบริษัทนั้น ใช้เวลาไม่ถึง 1 ปี ก็คุ้มแล้ว

ห้า : การหามูลค่าที่ซ่อนเร้นในบริษัท (Hidden Value)
มูลค่าที่ซ่อนเร้นในบริษัท เช่น การมีใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจบางอย่างที่บริษัทอื่นไม่มี การมีส่วนขาดทุนสะสมอยู่ (Retained Losses) โดยมีส่วนของเงินทุนแข็งแกร่ง (Paid-up Capital) ในกรณีนี้ บริษัทที่มี Retained Losses อาจเป็นเป้าหมายในการถูกควบรวมกิจการ หรือการมีที่ดินเป็น Land Bank ที่อยู่ในทำเลดี   

ปัจจัยภายนอก (Macro Factor) มีหลายปัจจัย ได้แก่

หนึ่ง : ผลต่างอัตราดอกเบี้ยภายในและภายนอกประเทศ (Interest Rate Differential) ซึ่งเป็นปัจจัยในการกำหนดเงินไหลเข้า-ออก เนื่องจากในระยะหลังกองทุนประเภทชอบความเสี่ยง พวกกองทุนเก็งกำไรที่เรียกว่า “เฮดจ์ฟันด์” (Hedge Funds) ซึ่งมักจะมีต้นทุนดอกเบี้ยจากการยืมเงินเพื่อลงทุน

ถ้าผลต่างของอัตราดอกเบี้ยไม่มากเกินไป อาจจะทำให้เฮดจ์ฟันด์ไม่สนใจในการนำเงินเข้ามาซื้อหุ้น แต่ถ้าผลต่างของอัตราดอกเบี้ยไม่มาก แต่ถ้าเฮดจ์ฟันด์นั้นเน้น Upside หรือ โอกาสในการทำกำไรของค่าเงินหรือหุ้น เฮดจ์ฟันด์จะนำเงินเข้ามาเลยทันที

สอง : การเก็งกำไรค่าเงินจากการคาดการณ์ของการแข็งค่าของค่าเงินในภูมิภาค
เช่น ในประเทศจีนที่มีทุนสำรองมากถึงล้านล้านดอลลาร์ ตัวเลขที่ไม่เปิดเผย ปรากฏว่า ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ เป็นทุนสำรองในประเทศที่เกิดจากเก็งกำไรค่าเงิน ทำให้จีนต้องมีการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อเป็นการลดการเก็งกำไรค่าเงินหยวน จะเห็นได้ว่าครั้งหนึ่ง China Investment Trust Corporation (CITIC) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลจีน เคยสนใจซื้อหุ้นของบริษัทปิโตรเคมีแห่งหนึ่งของไทย

สาม : การคาดคะเนการแข็งหรืออ่อนตัวของค่าเงิน โดยใช้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account)
จากการศึกษา พบว่า ถ้ามีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ค่าเงินมักจะอ่อน ซึ่งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นการสะท้อนถึงการขาดแคลนภาวะเงินออมของประเทศ และนำไปสู่การอ่อนตัวของตลาดหุ้น แต่มีข้อยกเว้น คือ ประเทศสหรัฐอเมริกามีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมหาศาล แต่ตลาดหุ้นไม่ปรับตัวลง เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกาได้ให้ประเทศอื่นใช้เงิน US$ เป็นสกุลเงินสำรองแทนทองคำ เมื่อเกือบ 40 ปีมาแล้ว

สี่ : การโยกเงินระหว่างตลาดทุนและตลาดเงินโดยนักลงทุนสถาบัน ซึ่งเราเรียกในภาษาการเงินว่า Tactical Asset Allocation เป็นที่ยอมรับกันเสมอมา เงินย่อมวิ่งไปหาสิ่งที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยที่ความเสี่ยงต้องเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ในตลาดหุ้นเรามักได้ยินคำว่า Price / Earning Ratio หรือ P/E

แต่ในส่วนกลับของคำนี้ คือ Earning/Price (E/P) คือ อัตราส่วนตอบแทนการลงทุนในหุ้น หรือ Earning Yields เช่น ในปี 2537 มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ SET มี P/E ประมาณ 30 เท่า หมายความว่า การลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทนแค่ 3.3 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่การฝากเงินในช่วงหนึ่งดอกเบี้ยประมาณ 5-7 เปอร์เซ็นต์ และเงินกู้อยู่ประมาณ 12-15 เปอร์เซ็นต์ จึงไม่แปลกใจเลยว่าหุ้นจะตกหนักในเวลาต่อมา

สำหรับการลงทุนในหุ้นช่วงปี 2546-2549 ผมได้สังเกตเห็นการปรับเปลี่ยนเงินลงทุนในหุ้น และการลงทุนในตลาดพันธบัตรของนักลงทุนสถาบันอย่างน้อย 5-6 ครั้ง 

นั่นคือ เมื่อไรก็ตามที่อัตราส่วนตอบแทนการลงทุนในหุ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรระยะยาว (Earning Yields Gap) กว้างขึ้นถึง 7 เปอร์เซ็นต์ จะมีเม็ดเงินไหลออกจากตลาดพันธบัตรเข้าสู่ตลาดทุน และผลักดันให้ตลาดหุ้นขึ้น
 
 http://www.bangkokbiznews.com/bizbook/money_game_07sam.html
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
cirkit
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #340 เมื่อ: 26/08/08 12:16:53 »

'Value Investing' รักแล้ว...ต้องอดทน
มันนี่ ทิปส์
คอลัมน์ Money Tips โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 18 กันยายน 2549

สวลี ตันกุลรัตน์ sawaleet@posttoday.com

คุณรู้จัก "วอร์เรน บัฟเฟตต์" ไหม... มหาเศรษฐี ใจบุญคนนี้ เพิ่งบริจาค 85% ของทรัพย์สินที่ เขาหามาทั้งชีวิต คิดเป็นเงินไทยง่ายๆ แค่ 1.48 แสนล้านบาท ให้มูลนิธิบิล-เมลินดา เกตส์ ที่เพื่อนเขาเป็นผู้ก่อตั้ง

แล้ว "ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร" (ที่คนในตลาดหุ้นเขาร่ำลือกันว่ามีพอร์ตลงทุนเฉียดๆ พันล้าน) ล่ะ รู้จักไหม ถ้าไม่รู้จักก็ต้องรีบหาทางเข้าถึงตัวให้ได้เหมือนกัน

เพราะเป็นที่รู้กันว่า ทั้งสองคนนี้ประสบความสำเร็จจาก "การลงทุนแบบเน้นคุณค่า" (Value Investing) จึงเป็นเหมือน "ปรมาจารย์" ของนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า "Value Investor" หรือเรียกชื่อเล่นๆ ว่า VI

สำหรับคนที่คิดจะเดินตามรอยนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ ทั้งสองท่านนี้ รับรองว่าถ้าได้ลิ้มรสวิถีชีวิตสุขสงบแบบ "นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า" แล้วจะถอนตัวไม่ขึ้น แต่ต้องบอกกันก่อนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะต้อง...

-- อดทน... ทำงานหนัก

คิดจะเป็น VI กับเขาทั้งที จะแค่ฟังว่านักวิเคราะห์พูดว่าอะไร แนะนำตัวไหน ราคาเท่าไร หรือไปฟังใครๆ เขาพูดกัน แล้วก็ยกหูหามาร์เก็ตติ้งสั่งซื้อ (หรือขาย) มันก็ง่ายเกินไป เสียศักดิ์ศรี Value Investor หมดเลย

เพราะ Value Investor ตัวจริงเสียงจริง เขาต้องอดทนทำงานหนัก เพื่อให้ได้ "Intrinsic Value" หรือมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ของบริษัทดีๆ ที่ผ่านการ คัดกรองมาแล้วอย่างดี

แม้ว่าคุณบัฟเฟตต์จะไม่ใช่ต้นกำเนิดของการลงทุนแบบ VI แต่เขาเป็นที่หนึ่งในใจของ Value Investor ทั่วโลกก็ว่าได้ เพราะเขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการลงทุนรูปแบบนี้สร้างความมั่งคั่งให้เขาเพียงใด ฉะนั้นเราจะมาดูหลักการเลือกลงทุนของเขาว่ามีอะไรบ้าง

คุณวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน ซึ่งมีวิธีการลงทุนแบบเดียวกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกว่า..

"บัฟเฟตต์" มีหลักการง่ายๆ ในการเลือกบริษัทที่เขาจะลงทุน คือ ต้องเป็นธุรกิจที่ไม่มีความซับซ้อน คาดเดาผลการดำเนินงานได้ โดยที่เขาต้องรู้จักและเข้าใจกิจการนั้นเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังจะต้องมีผู้บริหารที่มี "ธรรมาภิบาล"

"กิจการประเภทง่ายๆ ไม่วุ่นวายจะสามารถบริหารจัดการได้ง่าย ไม่ต้องใช้เทคนิค บุคลากรพิเศษมากมายนัก รวมทั้งตัวแปรในการทำธุรกิจก็ไม่มาก ผลที่ได้คือ ความผันผวนต่ำ สามารถทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และคงเส้นคงวา"

ธุรกิจที่จะเข้าตาก็ต้องมียี่ห้อหรือตราสินค้าที่แข็งแกร่ง หรือมี "ค่าความนิยม" สูง ทำให้ไม่ต้องแข่งขันกันด้วยราคา และแม้ว่าจะปรับราคาขึ้น หรือราคาสูงกว่าคนอื่นไปบ้าง ลูกค้าก็ยังยินดีที่จะซื้ออยู่เหมือนเดิม

ดูกันถึงขนาดนี้แล้วก็ยังไม่พอ เพราะต้องไปหา "มูลค่าที่แท้จริงของกิจการ" ด้วยเครื่องมือทางการเงิน ที่ Value Investor แต่ละคนก็จะเลือกใช้แตกต่างกันไป

แต่ไม่ว่าจะเลือกใช้เครื่องมืออะไรก็ตาม ชาร์ลีส์ เอช. เบรนเดส บอกไว้ในหนังสือชื่อ "Value Investing Today" ว่า การหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการจะมี 3 ด้าน คือ

ความแข็งแกร่งด้านรายได้ ที่มักจะวัดจากกำไรต่อหุ้น (EPS) ความแข็งแกร่งด้านการเงิน เช่น อัตราส่วนหนี้ต่อทุน (D/E Ratio) และ ราคาถูก ซึ่งมักจะวัดจากอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าตามบัญชี (P/BV Ratio) หรืออัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E Ratio)

โดยที่ เบนจามิน เกรแฮม ผู้ริเริ่มแนวการลงทุนแบบเน้นคุณค่า และอาจารย์ของบัฟเฟตต์ กำหนดไว้ว่า บริษัทที่เข้าข่ายน่าลงทุนในสายตา VI จะต้องมี P/E Ratio ต่ำกว่า 10 เท่า, P/BV Ratio น้อยกว่า 2 เท่า และ D/E Ratio ต่ำกว่า 1 (เพราะ VI เขาไม่ชอบบริษัทที่มีหนี้เยอะ เพราะฉะนั้นยิ่งหนี้น้อยเท่าไรก็ยิ่งดี)

แต่สำหรับสาวกของ "บัฟเฟตต์" จะรู้ดีว่า เขามักใช้เครื่องมือที่เรียกว่า "วิธีส่วนลดกระแสเงินสด" (Discount Cash Flow) ในการหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ

ทั้งยังให้ความสำคัญกับผลตอบแทนจากส่วนของเงินลงทุน (ROE) ที่จะต้องมากกว่า 12% สำหรับธุรกิจประเภทผลิตสินค้า แต่หากเป็นธุรกิจสถาบันการเงินจะดูผลตอบแทนรวมของสินทรัพย์ (ROA) ซึ่งหากว่าสูงกว่า 1% ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

การประเมินมูลค่าของบริษัทของ VI ไม่ได้มองเฉพาะผลงานในอดีตและการดำเนินงานในปัจจุบัน ยังต้องมองโอกาสในอนาคตด้วย

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนแต่ละคนจะได้ค่า "มูลค่า ที่แท้จริงของกิจการ" ออกมาไม่เท่ากัน เพราะจะขึ้นอยู่กับมุมมอง แต่ไม่ว่าค่าจะออกมาเป็นอย่างไร "บัฟเฟตต์" แนะนำว่า ควรกำหนดค่าออกมาเป็นช่วง เพื่อรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

สำหรับคนที่แค่เห็นตัวเลขเยอะๆ ก็พานจะเป็นลมนั้น อย่าเพิ่งหันหลังหนี เพราะคุณ "invisible_hand" พี่ใหญ่ของ VI ในเว็บไซต์ greenbull.net แนะนำรุ่นน้องไว้ว่า การเป็น VI ที่ประสบความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้อง "เรียนสูง" เพียงแค่...

"ควรจะรักการอ่าน ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม มีทักษะการค้นคว้าด้วยตัวเอง ช่างสังเกต เรียนรู้จากอดีต เป็น ผู้ฟังที่ดี และยอมรับความเห็นที่แตกต่างของผู้อื่น บางครั้งผู้ที่มีการศึกษาสูงมากๆ อาจจะเชื่อมั่นในตัวเองเกินไปจนไม่ได้ฟังความเห็นที่แตกต่าง หรืออาจจะมองอะไรเพียง มุมเดียวก็ได้"

-- อดทน... รอเวลา

อีกเรื่องหนึ่งที่ Value Investor ต้องอดทน คือ อดทนรอเวลา เพราะแม้ว่าจะได้ค่า "Intrinsic Value" ออกมาหลังจากการทำงานหนักแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้าย

เพราะ VI จะตัดสินใจซื้อหุ้นตัวนั้น เมื่อราคาหุ้นต่ำกว่าค่า Intrinsic Value ที่หาได้เท่านั้น เพื่อให้การลงทุนครั้งนี้มีความปลอดภัยมากขึ้นอีก ที่เรียกว่า "Margin of Safety" หรือส่วนเผื่อความปลอดภัย

คุณ นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ Value Investor รุ่นใหม่แต่ฝีมือรุ่นเก๋า ที่จะรู้จักกันในชื่อว่า "สุมาอี้" ในเว็บไซต์ thaivi.com ระบุว่า...

"การซื้อหุ้นทุกครั้งจะต้องซื้อในราคาที่มีส่วนลดจากมูลค่าที่แท้จริงที่ประเมินไว้เสมอ เพราะการซื้อหุ้นโดยมีส่วนลดจะช่วยทำให้เกิดความปลอดภัยในการลงทุนมากขึ้น เนื่องจากการลงทุนเป็นสิ่งที่มีความไม่แน่นอนสูง"

นั่นเพราะคงไม่มีใครที่จะประเมินได้ "ถูกต้อง" ทุกครั้ง และเมื่อใดก็ตามที่การตัดสินใจผิดพลาด อย่างน้อยก็จะมีส่วนต่างนี้ไว้ช่วยจำกัดการขาดทุน ไม่ให้เจ็บมากเกินไป

ส่วนจะต่ำกว่าเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับความพอใจของ นักลงทุนแต่ละคน ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว VI จะไม่ซื้อหุ้นที่มีส่วนลดไม่ถึง 30% ขณะที่บางคนอาจจะกำหนด "เบาะรองรับความเสี่ยง" ไว้สูงถึง 50%

"การลงทุนแต่ละครั้งถ้ามีส่วนต่างไม่ถึง 50% ผมจะไม่ลงทุน" คุณฉัตรชัย วงแก้วเจริญ นักลงทุนวัย 38 ปี ที่ขณะนี้เกษียณตัวเองจากงานประจำ และใช้ชีวิตอยู่ด้วยผลตอบแทนจากการลงทุนจากแนวทาง VI เพียงอย่างเดียว

สำหรับ Value Investor ตัวจริง เขาจะรออย่างอดทนให้ราคาหุ้นลดลงมาจนถึงระดับที่พอใจ และเขาจะไม่กลัวที่จะปล่อยหุ้นตัวนั้นไว้นอกพอร์ต ถ้าเห็นว่าราคาหุ้นตัวนั้นยังแพงเกินไป

เมื่อซื้อได้แล้วก็ถึงขั้นตอนที่สำคัญ คือ รอเวลาให้ธุรกิจนั้นเติบโตและสร้างผลตอบแทนกลับมาให้คุ้มค่ากับแรงกาย (และกำลังเงิน) ที่ลงทุนไป ซึ่งไม่มีใครบอกได้ว่ามันจะใช้เวลานานแค่ไหน

แต่ที่แน่ๆ คือ คงไม่ใช่แค่วันสองวัน หรือเดือนสองเดือน เพราะมันอาจจะใช้เวลาปีสองปี หรือนานถึงสิบปี แต่สำหรับคุณนรินทร์ มองว่า อย่างน้อยๆ ก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 1 ปี ในการรอคอย

ฉะนั้นในการลงทุนจำเป็นต้องใช้ "เงินเย็น" เท่านั้น เพราะการลงทุนครั้งนี้อาจจะเป็นการลงทุนชั่วชีวิตก็ได้ เพราะ VI จะมองว่าการซื้อหุ้นก็คือการร่วมลงทุนเพื่อเป็น "เจ้าของธุรกิจ" ไม่ใช่การเล่นหุ้น ที่จะมองหุ้นเป็นเพียงสินค้าที่ซื้อมา-ขายไป

เหมือนอย่างที่ บัฟเฟตต์ลงทุนในหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1974 ด้วยเงิน 11 ล้านเหรียญสหรัฐ... 32 ปีผ่านไป บัฟเฟตต์ยังคงถือหุ้นนี้อยู่ และได้ผลตอบแทนมาแล้ว 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับคุณฉัตรชัย จะขายหุ้นของเขาภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อเท่านั้น คือ ราคาเกินมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ การวิเคราะห์ผิดพลาด หรือมีหุ้นตัวอื่นที่ดีกว่า

-- อดทน... เอาชนะใจตัวเอง

ทีนี้ก็มาถึงความอดทนข้อสุดท้ายที่อาจจะยากที่สุดสำหรับนักลงทุนหลายคน นั่นคือ อดทนที่จะเดินสวนทางกับคนส่วนใหญ่

คุณ นรินทร์ เคยเขียนไว้ใน สิบกฎเหล็กการลงทุนของ "แม่ทัพสุมาอี้" ข้อหนึ่งว่า "นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จร้อยทั้งร้อยมีความคิดที่เป็นอิสระ"

"ถ้าคุณจอดรอไฟแดงอยู่ที่สี่แยกที่ไม่มีรถวิ่งอยู่ แต่รถคันหลังรุมกดดันคุณด้วยการบีบแตรไล่ให้คุณวิ่งออกไปเลย ถ้าคุณไม่สนใจแรงกดดันนั้นและรอจนไฟเขียวจึงค่อยไป คุณมีแนวโน้มที่จะเล่นหุ้นแล้วประสบความสำเร็จครับ"

เพราะ VI ต้องเข้าใจแนวคิดเรื่อง "Mr.Market" ของ เกรแฮม ที่ว่า ราคาหุ้นในกระดานเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ของผู้คนในตลาด จะไม่อาจสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท

"เมื่อใดที่ผู้คนในตลาดอยู่ในอารมณ์กลัว ราคาหุ้นในกระดานอาจลดลงต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของกิจการได้ ซึ่งนั่นก็เป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนแนวเน้นคุณค่า"

ว่าแต่ว่า คุณมีความอดทนมากพอไหม

http://www.thaivi.com/article/354-value-investing.html
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
ยัยตัว d
Full Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 249



« ตอบ #341 เมื่อ: 30/08/08 10:53:25 »

ก๊อก....ก๊อก....จ๊ะเอ๋!!!!
 
ไม่มีใครอยู่ห้องวิชาการเรย..หนา..ท่านพี่  ปายหนายคะ
ว่าจามาชวนไปโรงเรียนอนุบาลหมึกน้อยด้วยกัน วันนี้ยัยตัวดี
ตื่นสาย มัวแต่ลุ้นว่าจะมีปฏิวัติป่าว..โรงเรียนจาได้หยุด.....
แต่ไม่ดีกะคนอยากขายหุ้น...ดีกะคนอยากซื้อ...เลือกได้อ่ะนะ
นาน ๆ มาเยี่ยมพี่ชายของนู๋ทีนึง แต่คิดถึงทุกวันเรยยยยย
ข้อมูลในห้องวิชาการเข้าจายง่ายดี...เด๋วค่อยมานั่ง lecture
ไปโรงเรียนก่อนป่ะ ...หรือ ไปอาศรมพีจาญาก่อนดี..รู้แระ
ไปหาพี่จาญาดีก่า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27/06/09 22:17:43 โดย หล่อ มาดเข้ม » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
sushi
diy2008
Hero Member
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 32,852


ใช้ชีวิตง่ายๆ อยู่กับความจริง


« ตอบ #342 เมื่อ: 30/08/08 19:40:03 »

วันนี้แอบเตร่มาแถวนี้ค่ะ....ขอแวะสวัสดีวันหยุด พี่หล่อนะคะ
อย่างที่เคยบอกอ่ะค่ะ...เที่ยวไม่เป็น...เสาร์-อาทิตย์ ชอบที่จะพักผ่อน
เข้าห้องสมุดในเวป...ดูทีวี..ฟังเพลงไปตามเรื่อง...และวันนี้ก้เช่นเคย

ไม่รู้จักเบื่อค่ะ...แต่ถ้าคิดจะต้องออกไปนอกบ้านทีไร...ขี้เกียจทันที
บางทีก็ลุกขึ้นมา ขีดๆ เขียนๆ..ไปตามประสา ยามว่างค่ะ....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27/06/09 22:16:49 โดย หล่อ มาดเข้ม » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Re: DR.K ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #343 เมื่อ: 31/08/08 23:40:16 »

ผมมีความคิดว่า การเล่นหุ้นเป็นศิลปะ แต่ละคนจะมีแนวการเล่นต่างกันตามความถนัด ขอแค่ชนะตลาดเป็นใช้ได้
ส่วนตัวผมชอบเล่นแนว vi เพราะอ่านหนังสือของ อ.บัฟเฟต แล้วชอบแนวคิดเป็นอย่างมาก และผมไม่มีเวลามาติดตามราคาหุ้น
ผมเชื่อว่า ถ้าเราซื้อหุ้นพื้นฐานดี ในราคาที่ถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริง นั่นคือ คุณได้กำไรตั้งแต่ซื้อแล้ว
อย่างน้อยก็ได้ปันผลไป 8-10% แล้ว ยังไม่นับ capital gain ที่ตลาดจะให้เยอะแค่ไหน โดยรวมแล้วก็ได้ปีละ10-20%ทบต้นเลยทีเดียว
ถ้ามีเงินต้นอยู่ 1 ล้าน ภายใน 1 ปี คุณจะมีเงินเพิ่ม 1-2 แสนเลยทีเดียว ถ้าเอาเงินทั้งต้นทั้งดอกมาลงทุนเพิ่มไปเรื่อยๆ
เพียงไม่กี่ปี คุณก็ไม่ต้องทำงานแล้ว  นั่นคือ อิสรภาพทางการเงิน
ตลาดดีหรือไม่ดี ไม่ต้องทุกข์ร้อน เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกันหุ้นเราเลย ไม่ต้องติดตามราคาวันต่อวัน  นอนหลับดี กินได้ อยู่อย่างมีความสุข
เพียงแต่ว่าเราต้องติดตามผลประกอบการบริษัท ถ้าดีก็ถือไว้ต่อ ถ้าไม่ดีก็ขายทิ้ง นี่เป็นวิธีเล่นหุ้นง่ายๆของผม  
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: DR.K ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #344 เมื่อ: 31/08/08 23:52:54 »

ผมขอแนะนำมือใหม่ อย่ากลัวตลาดหุ้น หุ้นน่ากลัวสำหรับการเสี่ยงเล่นเก็งกำไร กับการไม่มีความรู้และประสบการณ์
ถ้าเราพยายามหาความรู้และประสบการณ์  รู้จักลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง และติดตามผลดำเนินงานของบริษัท
หุ้นแทบจะไม่มีความเสี่ยงเลย
เริ่มแรกควรหาความรู้ก่อน ค่อยๆลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อยๆ และสั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ  เรียนรู้เกี่ยวกับตลาด
ใช้เหตุผลในการซื้อขาย อย่าใช้อารมณ์ และไม่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ตลาดซะเอง
อารมณ์ตลาดแค่เป็นส่วนหนึ่งที่เราจะหาประโยชน์เท่านั้น ถ้าอารมณ์ตลาดแย่เราจะได้ซื้อของถูก  ถ้าอารมณ์ตลาดดีเราจะได้ขายของแพง 
และจงมีความอดทนที่จะรอคอย จำไว้ให้ดี
นี่คือ การตกผลึกความคิดของผม ที่ผมอยากพูดเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นบ้าง   Smiley Smiley Smiley
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: DR.K ROOM
007
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,749


ไล่ให้จนตรอก ทดสอบของการเปลี่ยนแปลงผู้นั้น


« ตอบ #345 เมื่อ: 31/08/08 23:59:12 »

ขอบคุณค่ะ สำหรับช่วยเตือนสติ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ผู้ที่มีใจตั้งมั่น ย่อมชนะฟ้า
ผู้ไร้ความตั้งมั่น ฟ้าย่อมชนะคน

Re: DR.K ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #346 เมื่อ: 01/09/08 00:14:44 »

ผมชอบที่จะเล่นหุ้น ผมอยากให้หุ้นทำผลตอบแทนให้ผมให้มากที่สุด และขณะหนึ่งผมอยากลดความเสี่ยงให้มากที่สุดด้วย
ผมไม่อยากเดินออกจากตลาดหุ้นด้วยกระเป๋าที่ว่างเปล่า ผมจึงต้องกำหนดกฏเกณฑ์ให้ชัดเจน และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
คนเราจะเล่นหุ้นให้ประสบความสำเร็จได้ ต้องค้นพบตัวเองว่าเราถนัดการเล่นแบบไหน และควรมีกฏที่ตั้งขึ้นและปฏิบัติตาม
การจะได้กำไรมากน้อยขึ้นอยู่กับฝีมือ ถ้าเราพัฒนาตัวเองได้มากเท่าไร ผลตอบแทนก็จะมากขึ้นเท่านั้น
อย่าหวังพึ่งคนอื่น  และอย่าเชื่อตามคนอื่นโดยเราไม่ได้พิจารณาอย่าถี่ถ้วน อย่าโลภจนเกินไป จงใช้เหตุและผล
โชคดีครับ  Wink Wink Wink
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: DR.K ROOM
007
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,749


ไล่ให้จนตรอก ทดสอบของการเปลี่ยนแปลงผู้นั้น


« ตอบ #347 เมื่อ: 01/09/08 00:19:47 »

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ กู๊ดไนท์สวีทดรีม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ผู้ที่มีใจตั้งมั่น ย่อมชนะฟ้า
ผู้ไร้ความตั้งมั่น ฟ้าย่อมชนะคน

Re: DR.K ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #348 เมื่อ: 03/09/08 23:02:52 »

พอดีมีคน im มาถามผม ผมเลยขอเอามาลงไว้ที่นี่เลย
ถามคุณหล่อ  อะไรที่ทำให้อยากเป็น VI  Smiley

ในตอนแรกที่ผมเข้าตลาดหุ้นมาใหม่ๆ ผมก็เป็นแมงเม่าเหมือนกับทุกคนนี่แหละ ก็เล่นเก็งกำไร ได้กำไรบ้างขาดทุนบ้าง
รู้สึกว่าวิธีเล่นแบบนี่ไม่มีแก่นสาร เสี่ยงขาดทุนมากกว่าได้ พอดีไปพบเวป thaivi เข้าไปอ่านบทความของ ดร.นิเวศน์
และพี่คนอื่นๆ รู้สึกสนใจมาก แต่ไม่เข้าใจถึงแก่น ยังเล่นหุ้นแบบลุ่มๆดอนๆอยู่
จนกระทั่งได้อ่านหนังสือตีแตกของ ดร.นิเวศน์ และ หนังสือของ อ.บัฟเฟต ได้ทดลองใช้ดูก็พบว่า การลงทุนได้ผลดี
และผมได้ขัดเกลาวิธีให้เข้ากับตัวเอง โดยจะเน้นด้านผลประกอบการ แบบ อ.เกรเฮม จะดูเรื่อง growth แบบ อ.บัฟเฟตด้วย
การลงทุนแบบ vi ทำให้ผมอารมณ์เย็นขึ้น มองอะไรตามความเป็นจริง ใช้เหตุใช้ผล และไม่ตื่นตระหนกกับตลาดที่เลวร้าย
กินอิ่ม นอนหลับ เงินก็ค่อยๆโตอย่างช้าๆ  แต่มั่นคง และไม่ต้องเฝ้าหน้าจอด้วย
ผมเลยอยากเอามาเผยแพร่ให้คนอื่นได้รับรู้บ้าง ถือว่า ได้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น
เพราะผมเห็นนักลงทุนใหม่หลายคนยังไม่ได้ค้นพบตัวเองเลย เผื่อจะได้เห็นแนวทางและไปศึกษาเพิ่มเติมได้   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0

Re: DR.K ROOM
หล่อ มาดเข้ม
selective contrarian investor+FBI
doohoon
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9,595



« ตอบ #349 เมื่อ: 04/09/08 21:47:18 »

ผมขออธิบายหลักการเล่นหุ้นของผมไว้ในนี้แล้วกัน
การเล่นหุ้นของนักลงทุนส่วนใหญ่95% จะเล่นแบบระยะสั้นก็คือหวังผลในวัน หรือเพียงแค่รายสัปดาห์เท่านั้นเอง
ซึ่งกองทุนก็เล่นลักษณะนี้เหมือนกัน เพื่อทำผลตอบแทนในระยะสั้นให้มากที่สุด
ส่วนสไตร์ผมที่นำมาจากอ.บัฟเฟต เรียกว่า การลงทุนแบบสวนกระแสแบบคัดสรร ก็คือการลงทุนในหุ้นที่แข็งแกร่ง
มีความได้เปรียบการแข่งขันแบบยั่งยืน คือ ต้องมีความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งได้ โดยมีความได้เปรียบทางด้านการตั้งราคา
ผลกำไรอยู่ในสัดส่วนต่อต้นทุนที่สูง หรือ อัตราหมุนเวียนของสินค้าสูง(ขายดี)  ถ้าไม่มีบริษัทอย่างว่า  ก็ยึดอย่างใดอย่างหนึ่ง
การเข้าซื้อก็คือ หาประโยชน์จากนักลงทุนระยะสั้นทิ้งมาจากข่าวร้ายต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งจะได้ราคาหุ้นถูกกว่าความเป็นจริง
ส่วนนี้ต้องอาศัยความอดทนในการรอเข้าซื้อและถือไว้จนกว่าบริษัทจะแสดงศักยภาพของตัวเองออกมา
ซึ่งบริษัทเหล่านี้จะฟื้นตัวได้เร็ว จากความแข็งแกร่งภายใน ซึ่งจะนำมาซึ่งราคาสูงขึ้นกว่าเดิมมาก
เป็นวิธีที่ต้องอาศัยความรู้อย่างมากในการมองหาบริษัทอย่างว่า และความอดทนรอ แต่ผลตอบแทนที่ได้คุ้มค่าจริงๆ 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

“แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
เชิญเข้ามาฝึกวิชากรงจักรปลิดวิญญาณและวิชาไหมฟ้าได้ที่ห้อง HANDSOME ROOM
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15187.0
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 ... 43 ขึ้นบน ส่งหัวข้อนี้ พิมพ์ 
ดูหุ้น  |  กระดานสนทนา  |  คุย คุ้ย หุ้น  |  สัพเพเหระ (ผู้ดูแล: Tungong, plamuek76)  |  หัวข้อ: HANDSOME ROOM « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.17 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!